กลิ่นธูปดอกใหญ่ที่จุดบูชาฮ่องเต้และราชวงศ์จากวังหลวง คละคลุ้งจนน่าเวียนหัว ทว่าหลี่จินเหยากลับสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างไม่สะทกสะท้าน ปลายน้องเรียวสวยของนางคีบตะเกียบเงินบริสุทธิ์เขี่ยอาหารในสำรับอย่างใจเย็น ราวกับเบื้องหน้าหาใช่ทูตพิเศษจากฝ่ายในผู้กุมอำนาจล้นฟ้าไม่ หากแต่เป็นเพียงลมแล้งที่พัดผ่านเรือนไทยโบราณหลังนี้
"สนมเอกเจียงแห่งตำหนักบูรพา มีรับสั่งผ่านมาถึงพระชายาหลี่... ความว่า หากท่านยังดึงดันจะขุดคุ้ยคดีคำสาปผีเรือนคุณหญิงบัว และเข้าขัดขวางการจัดวางหมากของตระกูลเจียงในราชสำนัก เกรงว่าจวนอ๋องเซียวจิ่งเหยียนแห่งนี้ คงไม่เหลือแม้แต่เศษอิฐให้ต่างฝ่ายได้ยืนเหยียบย่ำ"
เสียงแหบแหลมของขันทีเฒ่าผู้เป็นทูตพิเศษดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของเหล่าบ่าวไพร่ที่หมอบราบอยู่กับพื้นเรือน เบื้องหลังของขันทีเฒ่าคือหีบไม้ลงรักปิดทองฝังมุก ซึ่งบรรจุสาส์นลับประทับตราหงส์ทองและสิ่งของเตือนสติที่ส่งตรงจากวังหลวง
หลี่จินเหยายังคงไม่เงยหน้าขึ้นมอง นางวางตะเกียบลงบนจานกระเบื้องเคลือบอย่างเชื่องช้า ละเมียดละไมราวกับกำลังชมบทกวีชั้นเยี่ยม สายตานัยน์ตาดำขลับคู่นั้นกวาดมองม้วนกระดาษสาเนื้อดีที่จารึกอักษรด้วยหมึกสีชาดสะท้อนแสงไฟจากตะเกียงสำริด
ดวงตาทิพย์ของนางแวบประกายสีเงินยวงชั่วพริบตา นางมองทะลุผ่านม้วนกระดาษนั้นไป เห็นหยดเลือดมนุษย์และพลังงานความแค้นสีดำทมิฬที่แผ่พุ่งออกมาจากตัวสาส์น เป็นอาคมชั้นต่ำที่ตั้งใจส่งมาเพื่อแช่งชักหักกระดูกผู้เป็นเจ้าของเรือน
"บังA" — เสียงทุ้มต่ำดุดันราวกับพยัคฆ์ร้ายคำรามดังขึ้นจากความมืดตรงระเบียงทางเดิน ท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียนก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถงด้วยอาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นทองลายพยัคฆ์ทะยานเมฆ รัศมีความเยือกเย็นและกลิ่นอายฆ่าฟันแผ่ซ่านจนอุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงทันที ดาบยาวประจำพระองค์ที่เหน็บอยู่ข้างกายส่งเสียงกริ๊งเบาๆ ยามเมื่อพระองค์กวาดสายตาคมกริบดุจใบมีดโกนไปยังขันทีเฒ่าผู้นั้น
ทูตพิเศษจากวังหลวงหน้าถอดสี เข่าอ่อนยวบจนเกือบทรุดลงไปกองกับพื้น บารมีของท่านอ๋องผู้กุมกองทัพประจิมนั้นขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดเด็ดขาด ยิ่งเป็นเรื่องของชายารักอย่างหลี่จินเหยาด้วยแล้ว ย่อมไม่มีใครกล้าล่วงเกินแม้แต่ปลายนิ้ว
ทว่า ก่อนที่เซียวจิ่งเหยียนจะทันได้ก้าวเข้ามาถึงตัว หลี่จินเหยากลับยกมือขึ้นห้ามปรามผู้เป็นสวามีด้วยรอยยิ้มบางเบา นางลุกขึ้นยืนช้าๆ อาภรณ์ผ้าไหมปักลายดอกเหมันต์ไหวระริกตามจังหวะการก้าวเดิน ความงดงามอันเยือกเย็นและสง่างามของนางทำให้แม้แต่ขันทีเฒ่ายังต้องลอบกลืนน้ำลาย
"ท่านอ๋องใจเย็นก่อนเพคะ หม่อมฉันจัดการเอง"
หลี่จินเหยาเอמהด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่นุ่มนวล นางเดินตรงเข้าไปหาขันทีเฒ่าผู้ถือสาส์นข่มขู่ มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบม้วนกระดาษสาประทับตราหงส์ทองขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคนในห้อง
ขันทีเฒ่ายืดอกขึ้นเล็กน้อยด้วยความมั่นใจในอำนาจเบื้องหลัง "พระชายา... ทรงตระหนักแล้วสินะพะยะค่ะว่าพระสนมเอกทรงมีอำนาจเพียงใด การขัดขืนวังหลวงมีแต่จะนำพาความพินาศมาสู่..."
**พรึบ!**
เสียงเปลวไฟลุกโชนขึ้นตัดหน้าขันทีเฒ่าอย่างไร้สัญญาณเตือน หลี่จินเหยาไม่ได้เปิดอ่านเนื้อความในสาส์นแม้แต่ครึ่งบรรทัด นางเพียงแค่นำมันไปจ่อเข้ากับเปลวเทียนสีชาดที่ตั้งอยู่บนโต๊ะบูชาข้างกาย ในพริบตาเดียว ม้วนกระดาษสาอันเป็นตัวแทนของอำนาจสูงสุดแห่งฝ่ายในก็ถูกเปลวไฟสีส้มแดงกลืนกินจนกลายเป็นเถ้าถ่านสีดำ
ควันไฟสีเทาลอยกรุ่นขึ้นมาแตะจมูก กลิ่นกระดาษไหม้ไฟคละคลุ้งไปทั่วห้องโถง
ขันทีเฒ่าอ้าปากค้าง ดวงเบิกกว้างจนแทบถลนออกมาจากเบ้า มือที่ถือหีบสาส์นสั่นเทานิดๆ "ทะ... ทำไม... พระชายา! พระองค์ทรงกระทำสิ่งใดลงไป! นั่นคือพระราชสาส์น... เป็นพระเสาวณีย์จากพระสนมเอก..."
"พระเสาวณีย์อันใดกัน?" หลี่จินเหยาปัดเศษเถ้าถ่านสีดำออกจากปลายนิ้วของนางอย่างรังเกียจ ราวกับนางเพิ่งสัมผัสสิ่งสกปรกโสมม ดวงตากลมโตคู่นั้นมองตรงไปยังขันทีเฒ่าด้วยแววตานิ่งสงบดั่งผืนน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
"ในจวนอ๋องแห่งนี้ มีกฎเกณฑ์และสิทธิ์ขาดอยู่ที่ท่านอ๋องผู้เป็นเจ้าสำนัก และตัวหม่อมฉันผู้เป็นฮูหยินเอก พระสนมเอกแห่งตำหนักบูรพา เป็นเพียงสนมผู้หนึ่งในวังหลวง ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะก้าวก่ายกิจצภายในของจวนอ๋อง ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการส่งจดหมายข่มขู่ต่ำช้าเช่นนี้"
นางก้าวเข้าไปประชิดขันทีเฒ่าทีละก้าว แรงกดดันจากสตรีผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศทำให้ขันทีเฒ่าต้องถอยหลังกรูดด้วยความหวาดผวา
"กลับไปทูลเจ้านายของเจ้า..." หลี่จินเหยาโน้มตัวลงกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ก้องกังวานเสียดแทงถึงขั้วหัวใจ "หากพระสนมเอกยังทรงว่างงานนัก จนต้องมานั่งเขียนจดหมายขู่เด็กและสตรีในเรือนหลัง สู้เก็บเรี่ยวแรงไว้รับมือกับสิ่งที่กำลังจะตามมาไม่ดีกว่าหรือ? เพราะสิ่งที่นางกำลังเล่นอยู่... ไม่ใช่แค่เกมการเมืองในวังหลัง แต่มันคือการท้าทาย 'คำสาป' ที่แม้แต่เงาของนางก็ยังอาจไม่รอดพ้น"
เซียวจิ่งเหยียนยืนมองภาพนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลุ่มหลงและพึงพอใจ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ความดุร้ายเยือกเย็นในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นมั่นคงดั่งหินผาที่พร้อมจะปกป้องนางจากทุกสิ่ง สตรีในดวงใจของเขานอกจากจะงดงามหยาดเยิ้มแล้ว ยังมีความเด็ดเดี่ยวอาจหาญที่สตรีในใต้หล้าล้วนเทียบไม่ติด
ขันทีเฒ่าหน้าซีดเผือดจนเขียวคล้ำ เขารีบก้มเก็บเศษเถ้าถ่านที่หลงเหลือใส่หีบอย่างลนลาน ก่อนจะโขกศีรษะคำนับด้วยความหวาดกลัวสุดขีดแล้วถอยร่นออกไปจากเรือนแทบไม่ทัน ท่ามกลางเสียงหัวเราะเบาๆ อย่างเย้ยหยันของหลี่จินเหยา
ทว่า ความเงียบสงบหลังจากการจากไปของทูตพิเศษไม่ได้กินเวลานานนัก เมื่อลมพายุยามวิกาลพัดกระโชกเข้าปะทะบานหน้าต่างไม้สักจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับมีใครกำลังทุบทำลายบานประตูจากภายนอก
เงาร่างหนึ่งทอดยาวผ่านแสงจันทร์สีเลือดที่สาดส่องเข้ามาทางช่องหน้าต่าง เงานั้นไม่ได้มีแค่เงาเดียว แต่มันแยกออกเป็นร้อยเป็นพันเงา รายล้อมรอบเรือนหอวิญญาณหลอนแห่งนี้ พร้อมกับเสียงกระซิบอันโหยหวนที่ดังแว่วมาจากใต้พื้นเรือน...
เซียวจิ่งเหยียนขมวดคิ้วมุ่น ดาบในมือถูกชักออกมาครึ่งเล่ม ประกายคมกลาบสะท้อนแสงจันทร์วาวโรจน์ เขารวบเอวบางของหลี่จินเหยาเข้าหาตัวตามสัญชาตญาณการปกป้อง
ทว่า สิ่งที่ปรากฏขึ้นบนผนังห้องนอน กลับไม่ใช่เงาของบ่าวไพร่หรือวิญญาณเร่ร่อนทั่วไป แต่เป็นภาพวาดพู่กันจีนโบราณที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นเองบนผนังขาวสะอาด... ภาพวาดของ 'หลี่จินเหยา' ในชุดเจ้าสาวสีแดงสด กำลังนอนจมกองเลือดอยู่บนเตียงนอนหลังนี้ โดยมีร่างของ 'เซียวจิ่งเหยียน' ยืนถือกระบี่อาบเลือดอยู่เบื้อง
และที่มุมภาพนั้น มีตัวอักษรสีชาดเขียนด้วยลายมืออันคุ้นเคยปรากฏขึ้นช้าๆ ว่า... **"คืนนี้... ถึงคิวเจ้าแล้ว"**
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนานี้ไปด้วยกันนะครับ ศาลาริมน้ำโบราณ
เรือนหอวิญญาณหลอนกับท่านอ๋องผู้เย็นชา•ตอนที่ 18
เงาอำมหิตจากวังหลวง
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนหอวิญญาณหลอนกับท่านอ๋องผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!