กลิ่นอายกำยานจันทน์หอมกรุ่นเจือจางด้วยกลิ่นอายความตายอันน่าสะอิดสะเอียน ความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านมาจากประโยคไร้เสียงของวิญญาณอาฆาตยังคงติดตรึงอยู่ในโสตประสาทของหลี่จินเหยา ราวกับเงาทมิฬที่คืบคลานเข้าประชิดแผ่นหลัง ทว่าภายในห้องหนังสือลับใต้เรือนปีกตะวันตก กลับไม่มีเวลาให้สตรีผู้มีดวงตาทิพย์ต้องหวาดหวั่นพรั่นพรึง แสงจากเปลวเทียนสีชาดวับแวมสาดกระทบใบหน้าคมคายดุจเทพสงครามของท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียน ผู้ซึ่งกำลังใช้ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนคราบผงสีเทาประหลาดที่หลงเหลืออยู่บนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำคร่า
"ไม่ใช่ยาพิษจากแคว้นเรา..." น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงก้อนหินกระทบกันในลำธารน้ำแข็งเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัด "มันคือ 'ผงธุลีมรณะมังกรดำ' ของสำนักพثราทมิฬ ดินแดนรกร้างทางเหนือ... พวกมันกล้าส่งคนแทรกซึมเข้ามาถึงในจวนอ๋อง ช่างไม่เห็นหัวกฎหมายบ้านเมืองเสียเลยกระมัง"
จินเหยาขยับกายเข้าใกล้ร่างสูงใหญ่ กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นชาอู่หลงชั้นดีลอยเข้าจมูก นางกวาดสายตาคมปลาบมองเศษผงนั้นด้วยความสุขุม เย็นชา และวิเคราะห์อย่างแม่นยำในฐานะแพทย์หญิงยอดอัจฉริยะ "มิใช่แค่แทรกซึมธรรมดาหรอกเพคะท่านอ๋อง... มีคนในชักนำ และคนผู้นั้นต้องมีอำนาจพอที่จะควบคุมเวรยามรอบเรือนหอได้ ประโยค 'ตัวตายตัวแทน' ที่วิญญาณตนนั้นส่งมา หมายความว่าพิธีกรรมดึงวิญญาณยังไม่จบสิ้น มันต้องการชีวิตคนในจวนนี้อีกเจ็ดศพ เพื่อแลกกับการปลุกคำสาปบรรพกาลให้สมบูรณ์"
เซียวจิ่งเหยียนเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สวยที่มีประกายแสงระยิบระยับดั่งดวงดาวในคืนเดือนมืด แววตาเยือกเย็นดุร้ายของเขาพลันอ่อนแสงลงวูบหนึ่งเมื่อทอดมองนาง สตรีผู้ไม่เคยย่อท้อต่อคมดาบและวิญญาณร้าย มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวนุ่มของนางไว้แน่น สัมผัสอุ่นซ่านส่งผ่านความมั่นคงดั่งหินผาไปให้ "เจ้ากลัวหรือไม่... จินเหยา? หนทางข้างหน้ามีแต่ขุมนรกที่รออยู่"
"หม่อมฉันไม่เคยกลัวความตายเพคะท่านอ๋อง... สิ่งที่หม่อมฉันชังที่สุด คือพวกที่เล่นตลกกับชีวิตคนโดยซ่อนอยู่หลังความงมงาย" รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากอิ่ม "ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมไสยดำนัก เราก็ควรไปเยี่ยมเยียน 'อาจารย์ผู้ชักใย' ผู้นั้นให้หายคิดถึงสักครั้งดีไหมล่ะเพคะ"
ยามวิกาลล่วงเข้าสู่ช่วงยามสาม (00.00 - 01.59 น.) ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองหลวง ทว่ารถม้าคันเรียบง่ายไร้ตราสัญลักษณ์ประจำจวนอ๋อง กลับเคลื่อนตัวฝ่าสายหมอกหนาทึบมุ่งตรงสู่ตรอกซอกซอยอันมืดมิดทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมของพวกหมอผีเร่ร่อนและสำนักวิชาชั่วร้าย
สถานที่เบื้องหน้าคือโรงเตี๊ยมร้างใกล้สุสานไร้ญาณ ป้ายไม้ผุกร่อนสลักคำว่า 'โรงโอสถวิญญาณ' โยกเยกไปตามแรงลมราตรี ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่าสะพรึงกลัว บรรยากาศรอบด้านอบอวลไปด้วยกลิ่นซากศพเน่าเฟะและควันธูปฉุนกึก จินเหยาและเซียวจิ่งเหยียนก้าวลงจากรถม้าอย่างเงียบเชียบ เบื้องหลังคือองครักษ์เงาฝีมือฉกาจที่กระจายตัวปิดล้อมเส้นทางหนีทีไล่เอาไว้ทั้งหมดอย่างแนบเนียน
ปัง!
เพียงแค่เซียวจิ่งเหยียนสะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว ประตูไม้บานเก่าก็พังทลายลงเป็นจุล เศษฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ภายในห้องโถงมืดสลัวปรากฏร่างของนักพรตเฒ่าผมเผ้ารุงรัง สวมชุดคลุมสีดำปักลวดลายประหลาด กำลังท่องคาถาหน้าแท่นบูชาที่มีกะโหลกมนุษย์วางเรียงรายส่งเสียงหัวเราะคิกคักน่าขนลุก
"ฮ่าๆๆ... ในที่สุดก็มาจนได้ อาคันตุกะผู้สูงศักดิ์ ข้า 'นักพรตเทียนหลาง' รอคอยพวกท่านมานานเหลือเกิน..." นักพรตเฒ่าค่อยๆ หันกลับมา ใบหน้าเหี่ยวย่นมีรอยแผลเป็นน่าเกลียด ดวงตาเบิกโพลงไร้แววตาขาว มีเพียงความดำมืดสนิท "ท่านอ๋องผู้เยือกเย็น กับหมอหญิงผู้มีดวงตาทิพย์... คิดว่าจะมาจับตัวข้าอย่างนั้นหรือ? สายไปเสียแล้ว!"
ทันใดนั้นเอง รอบกายของนักพรตเฒ่าก็พลันปรากฏกลุ่มควันสีเขียวมรกตพวยพุ่งขึ้นมา บดบังวิสัยทัศน์จนมองไม่เห็นสิ่งใด เสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณนับร้อยดังระงมบาดแก้วหู ราวกับประตูนรกถูกเปิดออก กลิ่นอายอาฆาตพุ่งเข้าจู่โจมประสาทสัมผัสจนแทบสำลัก
เซียวจิ่งเหยียนดึงร่างบางของจินเหยาเข้าสู่อ้อมอกกว้างอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักกระบี่ประจำกายออกมารัศมีสีเงินยวดยวงเปล่งประกายขับไล่ความมืดมิด "ระวังตัว! มันใช้ควันพิษสะกดจิต" เขากระซิบชิดริมหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดต้นคอ ทว่าสติสัมปชัญญะของทั้งสองยังคงมั่นคงดั่งหินผา
จินเหยาหรี่ตาลง ใช้ดวงตาทิพย์มองทะลุกลุ่มควันพิษหนาทึบ นางพบว่าจุดศูนย์กลางของอาคมไม่ได้อยู่ที่ตัวนักพรตเฒ่า หากแต่ซ่อนอยู่ใต้พื้นไม้กระดานผุๆ เบื้องหน้า มือเรียวควักเข็มเงินอาบยาชาสกัดจุดสามเล่มออกจากสาบเสื้อทันที โดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายตั้งตัว
"ท่านอ๋อง... เล็งไปที่เสาไม้ทิศบูรพา!" จินเหยาตะโกนบอกเสียงเฉียบขาด
เซียวจิ่งเหยียนไม่ถามคำถามใดๆ ทั้งสิ้น ความเชื่อใจระหว่างเขากับนางไร้ซึ่งรอยต่อ ชายหนุ่มหวาดกระบี่สุดแรงเกิด พลังลมปราณอันดุดันผ่าอากาศออกเป็นสองซีก พุ่งปะทะเข้ากับเสาไม้เป้าหมายอย่างแม่นยำ
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว! ควันสีเขียวมรกตสลายตัวทันที เผยให้เห็นภาพที่ทำเอาแม้แต่คนจิตใจแข็งกระด้างอย่างเซียวจิ่งเหยียนยังต้องขมวดคิ้วมุ่น
บนพื้นห้องใต้ดินที่ถูกเปิดออก มีร่างไร้วิญญาณของหญิงสาวชาวบ้านนับสิบนอนเรียงรายอยู่ ทุกร่างมีรอยกรีดที่หน้าอก และตรงกลางวงเวียนอาคมนั้น... มีป้ายวิญญาณสลักชื่อของ 'พระชายารองซูเหม่ย' ตั้งตระหง่านอยู่เคียงข้างป้ายวิญญาณของอดีตฮูหยินผู้ล่วงลับ!
นักพรตเฒ่ากระอักเลือดออกมาคำโต หัวเราะเสียงแหบแห้งราวกับคนเสียสติ "ฮ่าๆๆ... พวกเจ้าคิดว่าข้าคือคนบงการงั้นรึ? ผิดแล้ว... ผิดถนัด! ผู้อยู่เบื้องหลังที่แท้จริง ไม่ใช่ข้า... และไม่ใช่ซูเหม่ย..."
นักพรตเฒ่ายกนิ้วสั่นเทาชี้ไปยังประตูทางเข้าที่มืดมิด พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนกำลังก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นความมืดออกมาภายใต้แสงจันทร์สลัว พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่ส่งตรงมายังเซียวจิ่งเหยียนและจินเหยา...
"มิคาดคิดเลยว่า... ท่านอ๋องผู้พี่จะทรงขยันขันแข็งถึงเพียงนี้ ถึงกับเสด็จมาเคารพ 'แขกรับเชิญพิเศษ' ของข้าด้วยพระองค์เอง..."
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนานี้ไปด้วยกันนะครับ
เรือนหอวิญญาณหลอนกับท่านอ๋องผู้เย็นชา•ตอนที่ 13
สืบสาวราวเรื่องถึงต้นตอ
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนหอวิญญาณหลอนกับท่านอ๋องผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!