"ฝ่าบาท... ทรงโปรดพิจารณาบัญชีส่วยฉบับนี้ด้วยพะยะค่ะ นี่คือหลักฐานที่ท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียนจงใจยัดเยียดความผิดให้ขุนนางผู้จงรักภักดี!"
เสียงตวาดกร้าวของใต้เท้าเฉิน ขุนนางอาวุโสฝ่ายตรงข้าม ดังก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรงที่เงียบเชียบดั่งป่าช้า เขาทรุดกายลงคุกเข่า ท่าทางสั่นเทาด้วยความโกรธแค้นหรือความกลัวที่ไม่อาจปิดมิดนั้นไม่มีใครล่วงรู้ แต่ในมือของเขามีสมุดปกหนังเก่าคร่ำที่อ้างว่าเป็นหลักฐานมัดตัวท่านอ๋อง
เซียวจิ่งเหยียนยืนตระหง่านอยู่กลางท้องพระโรง ชุดฉลองพระองค์สีดำปักลายมังกรห้าเล็บสีเงินดูเย็นชาและทรงอำนาจ ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวปรายตามองขุนนางผู้นั้นด้วยความสมเพช แทนที่จะร้อนรน เขากลับหมุนแหวนหยกบนนิ้วโป้งอย่างเชื่องช้า สุ้มเสียงที่เปล่งออกมานั้นเรียบเรื่อย ทว่ากดดันจนผู้คนรอบข้างแทบหยุดหายใจ
"ใต้เท้าเฉิน... ท่านแน่ใจแล้วหรือว่าสิ่งที่อยู่ในมือนั่น คือหลักฐานการทุจริตของเปิ่นหวาง?"
"กระหม่อมมั่นใจ! บัญชีนี้บันทึกทุกหยาดเหงื่อของราษฎรที่ถูกท่านฉกฉวยไป!"
ขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด หลี่จินเหยาก้าวเท้าออกมาจากกลุ่มขุนนางที่ยืนเรียงราย นางสวมชุดผ้าไหมสีขาวปักลวดลายดอกโบตั๋นจางๆ ใบหน้างามสงบดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น ทว่าในดวงตาคู่สวยนั้นกลับมีประกายคมกล้าที่สั่นประสาทผู้พบเห็น นางไม่ได้เดินเพียงลำพัง ข้างกายของนางคือเงาร่างพร่าเลือนของ 'คุณหญิงบัว' ที่ขยับกายตามมาด้วยท่าทีโกรธเกรี้ยว
"ใต้เท้าเฉินเจ้าคะ..." จินเหยาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางกังวานใสแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "หากท่านยืนยันว่าบัญชีนั้นคือความจริง เหตุใดกลิ่นสาบศพและไออาถรรพ์ถึงได้ตลบอบอวลออกมาจากสมุดเล่มนั้นล่ะเจ้าคะ?"
ขุนนางทั่วทั้งท้องพระโรงต่างสูดลมหายใจเข้าลึก หลายคนยกแขนเสื้อขึ้นป้องจมูกโดยสัญชาตญาณเมื่อจู่ๆ อุณหภูมิในห้องโถงใหญ่ก็ลดฮวบลงอย่างประหลาด ความหนาวเย็นที่เสียดแทงถึงกระดูกดำพุ่งเข้าปะทะผิวกายทุกคน
"เจ้า... เจ้าพูดเพ้อเจ้ออันใด! นี่คือสมุดบัญชีราชการ!" ใต้เท้าเฉินแผดเสียง แต่เหงื่อกาฬกลับไหลอาบหน้าผาก
จินเหยาไม่ได้สนใจคำโต้แย้งนั้น นางเดินตรงไปหยุดเบื้องหน้าเขา ดวงตาทิพย์ของนางมองเห็นวิญญาณคุณหญิงบัวกำลังกรีดนิ้วยาวเรียวลงบนแผ่นหลังของใต้เท้าเฉิน ความแค้นจากวิญญาณโบราณกัดกินขวัญกำลังใจของคนชั่วจนสั่นคลอน นางจึงหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้วโยนลงบนพื้นเบื้องหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้
"บัญชีฉบับที่ท่านถืออยู่ คือบัญชีที่เขียนขึ้นด้วยเลือดของวิญญาณที่ถูกท่านพรากชีวิตไปเพื่อปิดปากการทุจริต แต่สิ่งที่หม่อมฉันถืออยู่ คือบัญชีรายจ่ายส่วยตัวจริงที่เชื่อมโยงถึง 'เรือนพำนักลับ' ของใต้เท้าเฉิน... หากฝ่าบาททอดพระเนตรดูหน้าสุดท้าย จะทรงพบรายชื่อของผู้ที่ถูกส่งไปเป็นเครื่องสังเวยในคดีเด็กหายเมื่อสามปีก่อนด้วย"
ความโกลาหลเกิดขึ้นทันที ขุนนางหลายฝ่ายเริ่มแตกตื่น เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมดั่งคลื่นกระทบฝั่ง ใต้เท้าเฉินหน้าซีดเผือดเหมือนคนตาย เขารีบก้มลงหยิบสมุดในมือขึ้นมาหมายจะทำลาย แต่มือของเขากลับค้างเติ่งกลางอากาศ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากข้อมือเขาไว้แน่น
เซียวจิ่งเหยียนขยับกายเข้าไปใกล้ก้าวหนึ่ง มือแกร่งวางลงบนไหล่ของขุนนางผู้นั้นเบาๆ ทว่าน้ำหนักกดทับนั้นราวกับภูเขาหิมะที่ถล่มลงมา
"ใต้เท้าเฉิน... วิญญาณที่ตามท่านมาถึงท้องพระโรงวันนี้ ไม่ได้ต้องการเพียงคำสารภาพหรอกนะ" ท่านอ๋องเอ่ยเสียงต่ำพร่า ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความอำมหิต "พวกนางต้องการทวงคืนทุกอย่างที่ท่านพรากไป"
ในวินาทีนั้นเอง กระแสลมหมุนวนกลางท้องพระโรง เสียงกรีดร้องโหยหวนแว่วดังมาจากความว่างเปล่า ขุนนางชั่วล้มลงกับพื้น กรีดร้องด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นเงาร่างของหญิงสาวนับสิบโผล่พ้นออกมาจากเงามืดของเสาต้นใหญ่
แต่ก่อนที่ความวุ่นวายจะถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าของขันทีเฒ่าคนสนิทข้างกายฮ่องเต้ก็ดังขึ้น เขาเดินถือม้วนกระดาษสีเหลืองทองชุ่มไปด้วยคราบสีแดงเข้มประหลาด กลิ่นคาวเลือดโชยออกมาพร้อมกับม้วนพระราชโองการนั้น
"มีพระราชโองการด่วนจากเขตชายแดน!"
ทุกคนหยุดชะงัก สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ม้วนกระดาษ จินเหยาขมวดคิ้วแน่น เมื่อนางมองผ่านดวงตาทิพย์ นางพบว่าบนม้วนพระราชโองการนั้นไม่ได้มีเพียงตราประทับฮ่องเต้ แต่ยังมี 'ยันต์อาคมโบราณ' ที่ถูกลงอักขระด้วยเลือดสีดำสนิท ซึ่งเป็นยันต์ชนิดเดียวกับที่พระชายารองซูเหม่ยเคยใช้... ทว่าครั้งนี้ มันดูทรงพลังและมืดดำยิ่งกว่าหลายเท่าตัว
เซียวจิ่งเหยียนรับม้วนกระดาษมาเปิดออก มือที่เคยนิ่งสนิทกลับสั่นไหวเพียงชั่วครู่ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นเนื้อหาด้านใน
"ท่านอ๋อง... เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ?" จินเหยาถามด้วยความกังวล
ท่านอ๋องค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองนาง ใบหน้าที่เคยเย็นชาไร้ความรู้สึกกลับฉายแววแตกสลายที่ปิดไม่มิด "จินเหยา... กองทัพของข้าที่ชายแดนถูกทำลายจนหมดสิ้นด้วย 'โรคระบาดปริศนา' และในพระราชโองการนี้... ระบุชื่อเจ้า เป็นผู้ต้องหาคดีใช้คุณไสยมนต์ดำสังหารทหารทั้งห้าหมื่นนาย"
ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว ประตูท้องพระโรงถูกผลักออกอย่างแรง ทหารรักษาพระองค์ชุดเกราะสีดำนับร้อยนายกรูกันเข้ามาล้อมรอบตัวพวกเขาไว้... พร้อมกับพระชายารองซูเหม่ยที่เดินยิ้มกริ่มเข้ามาในชุดสีแดงฉานดุจเลือด โดยมีหัวหน้าองครักษ์ประจำวังหลวงคุมตัวนางไว้ แต่สถานะของนางในตอนนี้ มิใช่ผู้ถูกจับกุม แต่คือ 'ผู้สั่งการ'
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาสู่บทนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
เรือนหอวิญญาณหลอนกับท่านอ๋องผู้เย็นชา•ตอนที่ 32
ความโกลาหลในท้องพระโรง
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนหอวิญญาณหลอนกับท่านอ๋องผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!