“ว่ายังไงนะ...!”
เสียงของปันดังสะท้อนก้องในห้องสมุดคณะที่เงียบสงัดราวกับป่าช้าจนคนรอบข้างต้องหันมามองเป็นตาเดียว เธอรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแน่น ดวงตากลมโตเบิกกว้างจ้องมองคนตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ฉันบอกว่า... โจทย์ข้อนี้มันไม่มีทางหาคำตอบได้ด้วยสูตรพื้นฐานหรอก ถ้าเธอไม่ยอมมองข้ามกรอบของมันไป”
คิมไม่ได้ลดเสียงลงเลย เขายังคงนั่งเท้าคางอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวยาว นิ้วเรียวยาวเคาะปากกาลงบนสมุดจดเล่มหนาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไม่ได้ดูดุเหมือนตอนอยู่หน้าแถวเชียร์ แต่กลับเต็มไปด้วยความท้าทายที่ทำให้ปันรู้สึกเหมือนถูกต้อนจนมุม
ปันสูดหายใจลึก พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ กลิ่นจางๆ ของน้ำยาปรับผ้านุ่มและกลิ่นหนังสือเก่าๆ จากตัวคิมทำให้สมาธิของเธอเตลิดไปไกล “พี่คิม... นี่มันวิชา Calculus 1 นะคะ ไม่ใช่วิชาปรัชญาชีวิตที่ต้องมาตีความอะไรขนาดนั้น”
“นั่นแหละคือปัญหาของเด็กวิศวะปีหนึ่ง” คิมขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นกาแฟดำจากแก้วที่วางอยู่ข้างๆ เริ่มกลบกลิ่นกระดาษ “พวกเธอถูกสอนให้ทำตามขั้นตอนจนลืมไปว่า ปลายทางของมันคือการหาทางออก ไม่ใช่การท่องจำกระบวนการ”
ปันก้มหน้ามองตัวเลขยุ่งเหยิงในสมุด เธอรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า ไม่ใช่เพราะโจทย์ยาก แต่เพราะระยะห่างที่น้อยลงทุกที เธอจำได้ดีว่าคำถามเมื่อครู่ที่เธอหลุดปากออกไป คือตอนที่เขาแอบกระซิบข้างหูว่า *‘อย่าพยายามทำตัวให้เป็นคนที่ใครๆ ก็คาดหวังนักเลย’*
คำพูดนั้นจี้จุดตายของเธอ... จุดที่เธอยังไม่เคยบอกใคร แม้แต่น้ำหวาน
“พี่ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ว่าคนอื่นเขาจะเหมือนพี่” ปันถามสวน น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย “พี่อาจจะเป็นอัจฉริยะ แต่ฉัน... ฉันก็แค่เด็กคนหนึ่งที่พยายามทำตามความฝันของพ่อแม่ เพื่อที่วันหนึ่งเขาจะได้ภูมิใจว่าลูกสาวคนนี้ไม่ได้อ่อนแออย่างที่เขาคิด”
คิมชะงักไป นิ้วที่เคาะปากกาหยุดกึก เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอตรงๆ ในจังหวะที่หัวใจของปันเต้นผิดจังหวะ คิมไม่ได้มองเธอด้วยสายตาเวทนาเหมือนที่คนอื่นมองเวลาเธอเล่าเรื่องครอบครัว แต่มันคือสายตาของคนที่ ‘เข้าใจ’ อย่างลึกซึ้ง
“พ่อแม่ไม่ได้ภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น แต่ภูมิใจในสิ่งที่เราทำให้เขาเห็น” คิมเอ่ยเสียงเรียบ แต่หนักแน่น “เธอไม่ได้กำลังเดินตามความฝันของตัวเองหรอกปัน เธอแค่กำลังรับจ้างเป็นลูกสาวที่สมบูรณ์แบบในสายตาคนอื่นอยู่”
คำพูดนั้นเหมือนเข็มที่ทิ่มลงไปในใจกลางความรู้สึกของเธอ ปันกำปากกาในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด “แล้วพี่ล่ะ? ที่ทำตัวเป็นเฮดว้ากสุดโหด คอยไล่ต้อนพวกปีหนึ่ง ทั้งที่จริงๆ แล้วพี่ชอบวาดรูปสถาปัตย์นั่นน่ะ... พี่ไม่ได้กำลังแสดงเป็นคนอื่นอยู่เหรอ?”
ความเงียบเข้าปกคลุมทันที คิมนิ่งไปครู่ใหญ่ แววตาของเขาไหววูบเหมือนผิวน้ำที่ถูกโยนหินลงไป นี่เป็นความลับที่คนในคณะแทบไม่มีใครรู้ แต่เธอกลับรู้ เพราะความช่างสังเกตของเธอที่มักจะเห็นเขาแอบสเก็ตช์ภาพตึกในสมุดเล่มเล็กตอนพักเที่ยง
“ฉันไม่ได้แสดง” คิมหยิบสมุดสเก็ตช์ที่ซ่อนอยู่ใต้กองหนังสือขึ้นมาวางบนโต๊ะ “นี่คือตัวฉันที่เลือกจะรับผิดชอบหน้าที่... แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่เคยทิ้งตัวตนที่อยากจะเป็น”
เขายื่นปากกาให้เธอ “เขียนลงไปสิ สมการที่ไม่ต้องใช้สูตรน่ะ”
ปันรับปากกามา มือสั่นเทาเล็กน้อย เธอเริ่มเขียนลงบนหน้ากระดาษว่างเปล่า ไม่ใช่ตัวเลขที่อาจารย์สั่ง แต่เป็นชื่อคณะที่เธอจริงๆ แล้วอยากเข้าแต่ไม่กล้าบอกใคร คิมมองดูสิ่งที่เธอเขียนแล้วยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ไม่ได้มีความเย่อหยิ่ง แต่มันคือความเอ็นดู
“เห็นไหม... ไม่เห็นต้องใช้สูตรอะไรเลย แค่ซื่อสัตย์กับตัวเอง”
ทว่า บรรยากาศที่กำลังคลี่คลายกลับถูกขัดจังหวะด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบจากโถงทางเดิน ปันหันไปมองตามเสียงนั้น และต้องตกใจเมื่อเห็นเงาร่างของใครบางคนหยุดยืนอยู่ที่ประตูห้องสมุด ร่างนั้นดูคุ้นตาเสียจนหัวใจของปันแทบหยุดเต้น
คิมขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นสีหน้าของปันที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาหันไปมองตามสายตาเธอและพบกับชายวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐานที่ยืนกอดอกอยู่ตรงนั้น ชายคนนั้นคือพ่อของปัน... คนที่เธอเพิ่งบอกไปเมื่อครู่ว่ากำลังพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขาภูมิใจ
“ปัน... นี่น่ะเหรอที่บอกว่ามาติวหนังสือ?” พ่อของเธอเอ่ยเสียงเย็นเยียบ สายตาคมกริบกวาดมองไปที่คิมด้วยความดูแคลน “ฉันว่าฉันจ้างติวเตอร์ให้เธอที่บ้านแพงกว่านี้เยอะนะ ไม่เห็นจำเป็นต้องมานั่งคลุกคลีกับรุ่นพี่ที่วันๆ เอาแต่พ่นคำสั่งใส่คนอื่นแบบนี้เลย”
ปันตัวชาวาบ ลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้ส่งเสียงครืดดังลั่นห้องสมุด เธอไม่ได้หันไปมองหน้าคิม แต่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากชายที่เพิ่งเดินเข้ามา
“พ่อ... มันไม่ใช่อย่างที่พ่อคิดนะคะ” เธอพยายามอธิบาย แต่เสียงกลับหายไปในลำคอ
พ่อของเธอไม่ได้ฟัง แต่เดินตรงเข้ามาใกล้จนคิมต้องขยับตัวลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากัน “คุณเป็นใคร? และผมแนะนำว่าอย่ามายุ่งกับลูกสาวผมอีก ถ้าไม่อยากให้เรื่องนี้ถึงหูฝ่ายปกครองมหาวิทยาลัย”
คิมแค่นยิ้ม แววตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่กลับกลายเป็นความเย็นชาที่พร้อมจะฟาดฟัน เขาก้าวออกมาบังหน้าปันไว้ราวกับเป็นเกราะกำบัง “ผมเป็นแค่คนติวหนังสือครับ... แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมติวให้ลูกสาวคุณวันนี้ จะสำคัญกว่าสิ่งที่เธอกำลังเรียนในตำรามากทีเดียว”
ความตึงเครียดพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เมื่อพ่อของปันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดวางสายที่กำลังบันทึกเสียงอยู่ “งั้นก็ดี ผมจะจัดการให้คุณได้รู้ว่า การยุ่งกับคนที่ไม่ควรยุ่งด้วย มันมีราคาที่ต้องจ่ายแพงแค่ไหน”
ปันมองสลับไปมาระหว่างผู้ชายสองคนที่เธอให้ความสำคัญมากที่สุด คนหนึ่งคือเจ้าของสายเลือดที่บังคับชีวิตเธอมาตลอดชีวิต อีกคนคือคนที่เพิ่งจะสอนให้เธอรู้จักคำว่า ‘อิสระ’... และดูเหมือนว่าความพยายามที่จะดึงทั้งสองโลกเข้าหากัน กำลังพังทลายลงตรงหน้าในเสี้ยววินาทีนี้
ชานมไข่มุกหวานร้อย: ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับปันและคิมในตอนนี้นะคะ!
องศารักที่พักใจ (Love Gradient)•ตอนที่ 8
การบ้านที่ไม่มีในตำรา
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องศารักที่พักใจ (Love Gradient) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!