องศารักที่พักใจ (Love Gradient)•ตอนที่ 7

ความลับของพี่ปีสาม

ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
กลิ่นกาแฟคั่วบดเข้มข้นลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นกระดาษเก่าในห้องเก็บของชั้นสามของตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ มันไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะอยากเข้ามาสิงสถิตหลังทุ่มตรง ยกเว้นก็แต่พวกตัวประหลาดบ้ากิจกรรมที่ยอมเอาเวลาชีวิตส่วนตัวมาทิ้งไว้กับกองสลิปค่าใช้จ่าย ลังกระดาษ และป้ายฟิวเจอร์บอร์ดที่ฝุ่นเกาะหนาเตอะ ปันย่อตัวลง ใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมออกลวกๆ ดวงตากลมโตใต้กรอบแว่นทรงกลมกวาดมองเอกสารกองโตตรงหน้าด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่ายจนอยากจะถอนหายใจออกมาเป็นสายเลือด ประโยคคำถามห้วนสั้นแต่แฝงรอยยิ้มมุมปากของคิมเมื่อช่วงบ่ายที่ร้านกาแฟหน้ามอ ยังคงวนเวียนก้องอยู่ในหัวราวกับแผ่นเสียงตกร่อง *“หลบหน้าฉันทำไมตอนอยู่ที่ร้านกาแฟ... หือ? น้องปัน”* บ้าเอ๊ย... เขาไม่ได้หลบสักหน่อย แค่... แค่ทำตัวไม่ถูกเวลาที่ผู้ชายคนนั้นถอดมาดเฮดว้ากหน้าดุแล้วกลายร่างเป็นรุ่นพี่ใจดีที่ชอบแกล้งให้หัวใจคนอื่นกระตุกเล่นต่างหาก “นั่งเหม่ออะไรของแกวะไอ้ปัน เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้างานไม่เดิน ประธานค่ายจะมาเฉ่งหัวพวกเราแบะนะเว้ย” เสียงห้าวๆ ของน้ำหวานดังขึ้นพร้อมกับกระป๋องน้ำอัดลมเย็นจัดที่ถูกยื่นมาแนบแก้มจนปันสะดุ้งสุดตัว เพื่อนสนิทสาวห้าวทิ้งตัวลงนั่งยองๆ ข้างๆ ก่อนจะใช้ศอกสะกิดเบาๆ สายตาเจ้าเล่ห์พราวระยับยิ่งกว่าไฟประดับงานปีใหม่ “ว่ามา... ตั้งแต่กลับมาจากร้านพี่คิม แกดูแปลกๆ นะ หรือว่าโดนพี่แกตกเข้าให้แล้ว?” “พูดบ้าอะไรของแก น้ำหวาน” ปันรีบปฏิเสธเสียงสูง ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ จนต้องรีบหันไปสนใจแฟ้มเอกสารในมือเพื่อกลบเกลื่อนพิรุธ “ฉันแค่คิดว่า... ทำไมเอกสารงบประมาณปีนี้มันไม่แมตช์กับยอดบริจาคเลยสักนิด ตารางของพี่คิมเขียนไว้ซะดิบดี แต่ยอดจริงมันหายไปเกือบครึ่ง” น้ำหวานหุบยิ้ม เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังขึ้นมาทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องงาน เธอชะโงกหน้าเข้ามาดูตัวเลขในแฟ้มก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น “เออ แปลกแฮะ... ปกติพี่คิมเป็นคนละเอียดรอบคอบระดับมิลลิเมตรนะเว้ย งานเอกสารตรวจทานต่องวดนี่แกแก้ยิกๆ ยิ่งกว่าตรวจข้อสอบแคลคูลัสอีก ทำไมรอบนี้หลุดไปได้วะ หรือว่า... แกไปลองถามเจ้าตัวดูดิ อยู่ในห้องสมุดตึกภาคไม่ใช่เหรอ เห็นแบกแฟ้มตามเข้าไปตั้งแต่หัวค่ำแล้ว” ปันเงียบงัน สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วระหว่างความกลัวที่จะต้องไปเผชิญหน้ากับสายตาดุๆ คู่นั้น กับความสงสัยที่ค้างคาใจตั้งแต่บ่าย “เอ่อ... งั้นแกช่วยดูตรงนี้ต่อแป๊บนะ เดี๋ยวฉันมา” ปันตัดสินใจลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามกางเกง ก่อนจะสาวเท้าเดินออกจากห้องเก็บของ เลี้ยวลัดเลาะไปตามทางเดินที่เงียบสงบของตึกภาควิชา บรรยากาศยามค่ำคืนของตึกเรียนวิศวะช่างแตกต่างจากตอนกลางวันลิบลับ มันเงียบเชียบวังเวงจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงฝีเท้าของตัวเอง หน้าห้องสมุดภาควิชาปิดไฟมืดสนิท มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะที่ลอดออกมาจากช่องกระจกบานเล็ก ปันชะงักฝีเท้า หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไร้เหตุผล มือเรียวยื่นออกไปหมายจะผลักประตู แต่จังหวะนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยก็ลอยลอดออกมาจากด้านใน “ถ้าเหนื่อยนัก... ก็แค่วางมันลง ไม่เห็นต้องฝืนเลยนี่” ปันชะงักค้าง มือที่กำลังจะแตะบานประตูลดระดับลงโดยอัตโนมัติ น้ำเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของคิม แต่เป็นเสียงของเพื่อนสนิทในกลุ่มปีสามของคิมที่ชื่อ ‘กรณ์’ “กูวางไม่ได้” เสียงของคิมตอบกลับมา นิ่งเรียบ ทว่าเจือไปด้วยความเหนื่อยล้าชนิดที่ปันไม่เคยได้ยินมาก่อน “ถังกูวาง... แล้วเด็กๆ ในค่ายล่ะวะ? ใครจะรับผิดชอบ มึงก็รู้ว่าปีนี้งบมันโดนตัดจากมหา’ลัยตั้งเท่าไหร่ กูไม่อยากให้พวกปีหนึ่งต้องมารับกรรมเหมือนที่พวกเราเคยโดนเมื่อสองปีก่อน” ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงถอนหายใจยาวๆ ของกรณ์ “มึงยังฝังใจเรื่องค่ายอาสาปีหนึ่งอยู่อีกเหรอวะ คิม? เรื่องมันผ่านมานานแล้ว ปัจจุบันมึงคือเฮดว้ากที่ทุกคนเกรงใจและยอมรับนะเว้ย ไม่มีใครมองว่ามึงเป็นไอ้เด็กกะโหลกกะลาที่ทำโปรเจกต์พังคามือเหมือนวันนั้นแล้ว” “ต่อให้คนอื่นลืม... แต่กูไม่ลืมวะกรณ์” น้ำเสียงของคิมสั่นเครือเล็กน้อย ปันที่ยืนแอบฟังอยู่หน้าประตูกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ภาพจำของคิมผู้เพียบพร้อม ดุดัน และควบคุมสถานการณ์ได้เสมอในสายตาเฟรชชี่ พังทลายลงในเสี้ยววินาที “วันนั้น... กูยืนมองน้องๆ ร้องไห้เพราะเต็นท์พังและเสบียงเปียกน้ำหมด โดยที่กูทำห่านอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง กูไม่มีปัญญาแม้แต่จะหาเงินมาซ่อมอุปกรณ์ กูเคยเกลียดตัวเองชิบหาย... เกียจความไร้น้ำยาของตัวเองจนเกือบจะลาออกไปอยู่แล้ว” ประโยคเหล่านั้นทุบลงกลางใจปันเข้าอย่างจัง ภาพของรุ่นพี่ปีสามผู้ทรงอำนาจในสายตาคนอื่น กลับมีมุมที่เคยแตกสลายและจมดิ่งอยู่กับความรู้สึกผิดอย่างสาหัส ปมในใจที่คิมแบกรับไว้ มันช่างหนักหนาเสียจนปันนึกภาพตามไม่ออกเลยว่า ผู้ชายคนนี้ผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้อย่างไรด้วยตัวคนเดียว “แล้วทำไมปีนี้มึงถึงยอมรับตำแหน่งเฮดว้ากอีกวะ ถ้ารู้ว่ามันเหนื่อยขนาดนี้”กรณ์ถามต่อ น้ำเสียงเจือความห่วงใย คิมหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่แหร้งแล้งและขมขื่น “เพราะกูไม่อยากให้น้องๆ ต้องมาเจอความรู้สึกแบบนั้นอีกไงวะ... กูยอมเหนื่อย ยอมควักเนื้อตัวเอง ยอมเป็นตัวร้ายในสายตาปีหนึ่ง เพื่อให้พวกมันเดินผ่านจุดที่กูเคยล้มเหลวไปได้ง่ายที่สุด” ตึง! เพราะความตกใจและเผลอขยับตัวแรงเกินไป ข้อศอกของปันจึงไปกระแทกเข้ากับกรอบประตูไม้เสียงดังสนั่น ความเงียบสงบภายในห้องสมุดถูกทำลายลงในพริบตา “ใครวะ!” เสียงตวาดห้วนๆ พร้อมฝีเท้ารวดเร็วที่พุ่งตรงมาที่ประตู ทำให้ปันตื่นจากภวังค์ รีบผถอยหลังกรูดแต่ไม่ทันเสียแล้ว ประตูห้องสมุดถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะนิ่งขรึมของคิมปรากฏอยู่ตรงหน้า ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแววตกใจระคนไม่พอใจ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความชะงักงันเมื่อเห็นว่าเป็นใครที่ยืนอยู่ “น้องปัน?” คิมขมวดคิ้วแน่น น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นดุแกมระแวง “มาทำอะไรตรงนี้ ดึกดื่นค่ำคืนแล้วทำไมยังไม่กลับหอ?” ปันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นรัวระรัวยิ่งกว่ากลองเพล สายตาประสานเข้ากับนัยน์ตาคู่คมที่สะท้อนเงาของตนเองอยู่ “ผม... ผมแค่จะเอาแฟ้มงบประมาณมาให้พี่ตรวจครับ” ปันอ้อมแอ้มตอบ หลบสายตาไปมองพื้นโดยอัตโนมัติ พลางชูแฟ้มในมือขึ้นเล็กน้อยเพื่อเป็นหลักฐาน “แล้วก็... ได้ยินที่พี่คุยกับพี่กรณ์... โดยบังเอิญ” บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ คิมนิ่งเงียบ สีหน้าเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง ก่อนจะปรับให้กลับมาเรียบเฉยตามเดิมอย่างรวดเร็วราวกับจะปิดบังแผลสดที่เพิ่งถูกเปิดออก “เธอ... ได้ยินอะไรบ้าง” คิมถามเสียงต่ำ ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นกาแฟลอยปะทะจมูกเพราะระยะห่างที่ยืนประชิดกันเกินความจำเป็น ปันเงยหน้าขึ้น สบตากับรุ่นพี่ปีสามตรงๆ ความกลัวก่อนหน้านี้มลายหายไป เหลือเพียงความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในอก มันทั้งจุก อุ่น และรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้ชายคนนี้อย่างประหลาด “ผมได้ยินว่า... พี่เคยเป็นเด็กที่เคยท้อแท้มาก่อน” ปันพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตากลมโตมองลึกลงไปในดวงตาของคิม “และผมก็เพิ่งรู้ว่า... ภายใต้ชุดช็อปที่ดูน่าเกรงขาม กับท่าทางดุๆ ของพี่คิม... แท้จริงแล้วพี่กำลังแบกความรู้สึกผิดของเด็กผู้ชายคนหนึ่งเมื่อสองปีก่อนไว้คนเดียว” คิมชะงักไป นัยน์ตาสีเข้มไหววูบอย่างรุนแรง ราวกับกำแพงหนาที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองมาตลอดหลายปี ถูกสายตาซื่อตรงและจริงใจของเด็กปีหนึ่งพังทลายลงในพริบตาเดียว “เธอนี่นะ...” คิมแค่นหัวเราะเบาๆ ออกมา มือหนายื่นขึ้นมาขยี้ผมของปันจนยุ่งเหยิงไปหมด ไม่ได้ดุอย่างที่ปากพูด แถมน้ำเสียงยังเจือความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่ง “รู้มากจริงนะเฟรชชี่... อยากโดนทำโทษนักใช่ไหม ถึงได้ชอบแอบฟังเรื่องชาวบ้านเขาน่ะ” “ผมไม่ได้แอบฟังนะ พี่เปิดประตูเสียงดังเองต่างหาก” ปันเถียงอุบ ใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำด้วยความเขินอายเมื่อฝ่ามืออุ่นยังคงวางค้างอยู่บนกลุ่มผมของตน คิมมองท่าทางนั้น รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากค่อยๆ ขยายกว้างขึ้น เป็นรอยยิ้มที่แทบไม่มีใครเคยเห็นจากเฮดว้ากสุดโหดคนนี้ นานนับนาทีที่ทั้งคู่ยืนสบตากันโดยไม่มีใครเอ่ยคำใด ท่ามกลางความเงียบสงบของตึกภาควิชา แต่แล้ว... เสียงแจ้งเตือนข้อความในโทรศัพท์มือถือของคิมก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูจางๆ นั้น คิมละสายตาจากปันชั่วครู่ ก้มลงหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาดู หน้าจอเรืองแสงวาบพร้อมกับข้อความจากกลุ่มสโมสรนักศึกษาที่ส่งตรงเข้ามา ดวงตาคมกริบของคิมหรี่ลงเล็กน้อย สีหน้าที่เพิ่งจะผ่อนคลายลง กลับมาเคร่งเครียดและจริงจังขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าเมื่ออ่านข้อความนั้นจบ “มีอะไรเหรอครับพี่?” ปันถามด้วยความสังเกตเห็นความผิดปกติ คิมเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาที่มองมาที่ปันเต็มไปด้วยความซับซ้อน ท ั้งความกังวลและความลังเลใจอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน “ปัน...” คิมเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่น่ากลัว “เมื่อกี้... พี่เพิ่งได้ข่าวจากเด็กหอใน... ว่าเพื่อนสนิทของเธออย่าง ‘น้ำหวาน’ กำลังมีเรื่องมีราวกับกลุ่มเด็กคณะอื่นที่ลานจอดรถหลังตึกกิจกรรม และตอนนี้... ประธานสโมสรเรียกตัวฉันให้ลงไปเคลียร์ด่วนที่สุด” ปันเบิกตากว้าง สติที่ล่องลอยไปกับบรรยากาศเมื่อครู่ปลิวหายวับไปกับตา หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม “ว่ายังไงนะ...!” ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางเติบโตไปกับปันและพี่คิมในตอนนี้นะคะ - ชานมไข่มุกหวานร้อย
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องศารักที่พักใจ (Love Gradient) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%