“เล่นบ้าอะไรกันวะไอ้กรณ์!”
เสียงคำรามทุ้มต่ำที่เคยทำให้เด็กปีหนึ่งทั้งลานเกียร์ขวัญผวา บัดนี้กลับสั่นพร่าและหลุดฟอร์มอย่างสิ้นเชิง คิมรีบชักมือที่เผลอเอื้อมไปแตะไหล่ของผมกลับมาราวกับถูกของร้อน ใบหูขาวจัดของพี่ว้ากตัวร้ายลามแดงเทือกไปจนถึงลำคอ ในขณะที่ลูกโป่งฟอยล์รูปหัวใจสีชมพูแปร๋นในมือพี่กรณ์ยังคงแกว่งดุ๊กดิ๊กท้าทายสายตาประชาชี
“เอ้า ก็กาวใจไงเพื่อนรัก! มึงดูสภาพพวกมึงสองคนดิ หน้าบูดเป็นตูดหมึกใส่กันมาสามวันเต็ม นึกว่าจะต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าวสลายม็อบความสัมพันธ์ซะแล้ว” พี่กรณ์หัวเราะร่วน โดนน้ำหวานฟาดผัวะเข้าที่ต้นแขนเต็มแรงแต่เจ้าตัวก็ยังไม่ยอมหุบยิ้มกว้าง
“เบาได้เบาพี่กรณ์ เดี๋ยวคนแถวนี้จะอกแตกตายเพราะเขินก่อน” น้ำหวานหรี่ตามองผม สลับกับมองรุ่นพี่ปีสามตัวโตที่กำลังยืนกอดอกแน่น สายตาคมกริบของพี่คิมเลิกลั่กจนไม่รู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหน “น้ำหวานกับพี่กรณ์อุตส่าห์ลงทุนหลอกล่อให้ปันมาเอาเอกสารที่ห้องสโมฯ แล้วจัดฉากขังรวมกับพี่คิมตั้งยี่สิบนาที ถ้ายังไม่คุยกันอีก หวานจะเปลี่ยนไปเชียร์พี่หมอแทนแล้วนะ!”
“น้ำหวาน...” ผมส่งเสียงปรามเพื่อนเบาๆ พลางยกมือขึ้นลูบท้ายทอยตัวเอง รู้สึกได้ชัดเจนว่าความร้อนเห่อขึ้นมาลามเลียพวงแก้มจนแทบไหม้
ผมเหลือบมองพี่คิม คนตัวสูงสูดหายใจเข้าลึกอย่างพยายามกู้คืนภาพลักษณ์เฮดว้ากสุดโหด เขากระแอมไอหนึ่งครั้งในลำคอ ปรับสีหน้าให้เรียบตึง ทว่าแววตาที่หลุบลงต่ำกลับเปิดเผยความกระอักกระอ่วนใจอย่างไม่อาจซ่อนมิด
“พวกมึงสองคน... ออกไปให้พ้นหน้ากูเดี๋ยวนี้เลย” คิมเอ่ยเสียงเข้ม แต่น้ำหนักความน่ากลัวแทบเหลือศูนย์ “ลูกโป่งนั่นด้วย เอาไปทิ้งไกลๆ เลยไอ้กรณ์ ก่อนที่กูจะเอากรรไกรมาจิ้มให้แตกคามือมึง”
“แหม ไล่เลยนะ พอเสร็จภารกิจก็ถีบหัวส่งเลยนะพ่อคุณ” พี่กรณ์ยักคิ้วกวนประสาท ยัดลูกโป่งใส่มือน้ำหวาน ก่อนจะหันมาพยักหน้าให้ผมด้วยสายตาที่มีความหมาย “เออๆ ไปก็ได้วะ ปัน... ฝากจัดการหมาดุแถวนี้หน่อยนะ ตอนอยู่คนเดียวนี่นั่งซึมหงอยนึกว่าโกลเด้นโดนทิ้ง พอมีคนมาปลอบละทำเป็นตั้งการ์ด เก่งเหลือเกินพ่อคุณ”
“ไอ้กรณ์!”
ก่อนที่พี่คิมจะได้เตะเพื่อนสนิทสมใจอยาก พี่กรณ์ก็คว้าข้อมือน้ำหวานแล้วพากันวิ่งเผ่นแน่บออกจากห้องสโมสรนักศึกษาไป ทิ้งไว้เพียงเสียงบานประตูกระจกที่เลื่อนปิดลงช้าๆ... และความเงียบงันที่ทิ้งดิ่งลงมาครอบคลุมบรรยากาศในทันที
ความเงียบหลังพายุความวุ่นวายผ่านพ้นไป มันช่างหนักอึ้งและชัดเจนจนได้ยินเสียงแอร์เก่าๆ ที่มุมห้องทำงาน
ผมยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ระยะห่างระหว่างเราสองคนเหลือไม่ถึงสองก้าว แต่กลับรู้สึกเหมือนมีเส้นแบ่งบางๆ ที่ยังข้ามไม่พ้น ผมมองปลายรองเท้าผ้าใบสีขาวของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนสายตาขึ้นมองเสื้อช็อปสีกรมท่าของคนตรงหน้า ชายเสื้อมีรอยยับเล็กน้อย ป้ายชื่ออะคริลิกสีดำสลักคำว่า *‘ภาคินัย’* สะท้อนแสงไฟนีออน
“ขอโทษนะ...”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นก่อน ทำลายความเงียบงัน คิมไม่ได้มองหน้าผมตรงๆ เขาทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจก มือหนาข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์ ส่วนอีกข้างหนึ่งกำสายสะพายกระเป๋าแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว
“พี่ขอโทษเรื่องอะไรครับ” ผมถามกลับเบาๆ น้ำเสียงไม่ได้มีแววประชดประชัน มีเพียงความสงสัยที่อยากเข้าใจจริงๆ
“ทุกเรื่อง” คิมถอนหายใจยาว ไหล่กว้างที่เคยวางท่าตึงเปรี๊ยะลู่ลงอย่างคนเหนื่อยล้า “ที่พี่ทำตัวงี่เง่า... ที่พี่เดินหนีแกตอนนั้น ที่พี่ไม่ยอมฟังเหตุผล แล้วก็... ที่ปล่อยให้ความกลัวของตัวเองงี่เง่าจนทำให้แกต้องอึดอัด”
คำพูดตรงไปตรงมานั้นทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา คิมในสายตาของทุกคน—รวมถึงตัวผมด้วย—คือคนที่เข้มแข็ง เป็นผู้นำ เป็นเสาหลักที่ไม่มีวันโอนเอน เป็นพี่ว้ากที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร แต่ในวินาทีนี้ คนตรงหน้าผมกลับดูเปราะบางเหลือเกิน
“พี่คิมไม่ได้งี่เง่าหรอกครับ” ผมก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกครึ่งก้าว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้โอ๊คผสมไอแดดจางๆ ประจำตัวเขาลอยมาแตะจมูก “ผมต่างหากที่ไม่ยอมพูด... ผมเอาแต่คิดว่าถ้าผมบอกพี่ไปว่าผมเหนื่อยแค่ไหนกับการต้องทำตามความคาดหวังของที่บ้าน ถ้าผมยอมรับว่าผมไม่ได้เก่ง ไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่พ่อแม่อยากให้เป็น พี่อาจจะมองว่าผมเป็นเด็กอ่อนแอที่น่ารำคาญก็ได้”
คิมหันขวับกลับมาทันที ดวงตาคมดุคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ร่องรอยความเจ็บปวดพาดผ่านแววตาของเขาอย่างชัดเจน
“แกคิดแบบนั้นจริงๆ เหรอปัน?” เสียงของเขาอ่อนลงอย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน “แกคิดว่าพี่จะมองแกแบบนั้นเหรอวะ...”
“ก็ผมกลัวนี่ครับ” ความรู้สึกที่เก็บกดไว้มานานหลายสัปดาห์เริ่มเอ่อล้น ผมสบตาเขา ไม่หลบเลี่ยงอีกต่อไป “ตั้งแต่เด็กจนโต ทุกคนรอบตัวบอกผมเสมอว่าผมต้องเป็นที่หนึ่ง ต้องไม่สร้างปัญหา ต้องเป็นลูกชายที่น่าภาคภูมิใจ พอผมก้าวเข้ามาในคณะนี้ ทุกอย่างมันถาโถมไปหมด ทั้งรับน้อง ทั้งเรียน ทั้งความกดดันที่ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมชอบวิศวะจริงๆ หรือแค่เรียนเพราะพ่ออยากให้เรียน... แล้วพอมีพี่เข้ามา พี่ดีกับผมมากจนผมกลัว กลัวว่าถ้าวันหนึ่งพี่เห็นมุมพังๆ ของผม พี่จะผิดหวังแล้วทิ้งผมไปเหมือนคนอื่น”
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของเราสองคนที่สอดประสานกัน
คิมค่อยๆ คลายมือที่กำสายกระเป๋าออก เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวผม ร่างสูงใหญ่บดบังแสงไฟด้านหลังจนเงาของเขาทาบทับลงบนตัวผม แต่แปลกเหลือเกิน... ผมไม่รู้สึกอึดอัดหรือหวาดกลัวเลยสักนิด กลับรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
ฝ่ามืออุ่นหนาของพี่คิมเอื้อมขึ้นมา สัมผัสลงบนกลุ่มผมของผมอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเลื่อนลงมาแตะที่ข้างแก้มอย่างอ่อนโยน นิ้วหัวแม่มือของเขาเกลี่ยเบาๆ ตรงรอยคล้ำใต้ตาของผมที่เกิดจากการนอนดึกมาตลอดทั้งสัปดาห์
“ฟังพี่นะปัน” คิมสบตาผมลึกซึ้ง แววตาของเขาหนักแน่น มั่นคง ราวกับต้องการตอกย้ำทุกถ้อยคำลงไปในใจผม “แกไม่ต้องเป็นเด็กเพอร์เฟกต์สำหรับพี่ แกไม่ต้องเป็นคนที่เก่งที่สุด หรือเข้มแข็งที่สุดตลอดเวลาหรอก... ที่พี่เดินหนีไปวันนั้น ไม่ใช่เพราะพี่ผิดหวังในตัวแกเลยสักนิด แต่เพราะพี่โกรธตัวเอง”
“โกรธตัวเองเหรอครับ?”
“ใช่” คิมยิ้มเยาะตัวเองบางๆ แววตาหม่นลงเล็กน้อยเมื่อพูดถึงบาดแผลในอดีต “แกก็รู้เรื่องคนเก่าของพี่ใช่ไหม... คนที่บอกว่าพี่ปกป้องเขามากเกินไปจนเขารู้สึกเหมือนติดคุก คนที่บอกว่าความหวังดีของพี่มันน่าอึดอัด... พอพี่เห็นแกเริ่มถอยห่าง เริ่มเงียบใส่พี่ พี่ก็แพนิก พี่คิดไปเองว่าพี่กำลังทำพลาดแบบเดิม พี่คิดว่าความงี่เง่า ความเจ้ากี้เจ้าการของพี่มันกำลังทำให้แกอึดอัดจนอยากหนีไป... พี่กลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้แก กลัวว่าถ้าเอื้อมมือไปคว้าแกไว้ แกจะยิ่งสะบัดหลุด”
หัวใจของผมบีบรัดด้วยความเจ็บปวด เมื่อได้ยินสิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดในใจของเขา
ผู้ชายคนนี้... คนที่ใครๆ ก็คิดว่าไร้หัวใจ แท้จริงแล้วกลับเป็นคนที่กลัวความสูญเสียมากที่สุด เขาสร้างเกราะกำบังอันหนาเตอะขึ้นมาเพียงเพื่อปกป้องหัวใจที่เคยแตกสลาย และความผิดพลาดของผมคือการไม่ยอมเอ่ยปาก จนทำให้เขาระแวงว่าประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย
“พี่คิมครับ...” ผมยกมือขึ้นทาบทับลงบนหลังมือของเขาที่ยังคงแนบอยู่ข้างแก้มของผม สัมผัสถึงไออุ่นและเส้นเลือดที่ปูดโปนตามประสาคนทำงานช่าง “พี่ไม่ได้น่าอึดอัดเลยสักนิด และพี่ก็ไม่ได้เหมือนคนในอดีตของพี่ด้วย... พี่คือพี่คิม พี่ว้ากปากร้ายที่แอบซื้อยาแก้ฟกช้ำมาวางไว้ให้ผม พี่คือคนที่คอยดูว่าผมกินข้าวหรือยัง พี่คือคนที่คอยดึงสติเวลาผมลนลาน... สำหรับผม พี่ไม่เคยเป็นคุกเลยครับ”
ผมขยับยิ้มให้เขา รอยยิ้มแรกในรอบหลายวันที่ออกมาจากใจจริง
“พี่เป็นที่พักใจต่างหาก”
ดวงตาของคิมวูบไหว ละอองความอ่อนโยนเอ่อล้นออกมาจนแทบปิดไม่มิด มือหนาที่แนบแก้มผมอยู่สั่นเทาเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะดึงผมเข้าไปกอด
มันไม่ใช่อ้อมกอดที่รัดแน่นจนหายใจไม่ออก แต่เป็นอ้อมกอดที่อบอุ่น มั่นคง ราวกับจะช่วยรองรับน้ำหนักความเครียดทั้งหมดที่ผมแบกไว้บนบ่า คางของเขาวางเกยอยู่บนกลุ่มผมของผม กลิ่นกายและเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นของเขาทำให้ความเหนื่อยล้าตลอดหลายสัปดาห์ของผมมลายหายไปจนหมดสิ้น
“ขอบคุณนะปัน...” เสียงทุ้มกระซิบอยู่ข้างหู อุ่นซ่านไปถึงขั้วหัวใจ “ขอบคุณที่ไม่ปล่อยมือพี่”
“ผมต่างหากครับที่ต้องขอบคุณ...” ผมซุกหน้าลงกับไหล่กว้างของเขา สองแขนยกขึ้นกอดตอบแผ่นหลังนั้นไว้แน่น “องศาความรู้สึกของเรา... ค่อยๆ ปรับเข้าหากันนะครับ ไม่ต้องรีบร้อน แต่ขอแค่อย่าเดินหนีกันอีกก็พอ”
“อืม ไม่หนีแล้ว สัญญาด้วยเกียร์เลย”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอของเขาทำให้ผมยิ้มตาม เรายืนกอดกันอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน ปล่อยให้เวลาและพื้นที่ตรงนี้เยียวยาทุกรอยร้าว ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิมกำลังถักทอสายใยบางๆ ให้กลายเป็นเชือกที่เหนียวแน่นขึ้นทีละน้อย
คิมค่อยๆ ดันตัวผมออกช้าๆ สายตาคมคู่นั้นกวาดมองใบหน้าของผมอย่างพินิจพิจารณา แววตาอบอุ่นแปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้งที่ทำให้ลมหายใจของผมสะดุดลง เขาลดสายตาลงมองริมฝีปากของผมชั่วครู่ ก่อนจะเลื่อนกลับมาสบตาอีกครั้ง ใบหน้าหล่อเหลาค่อยๆ โน้มต่ำลงมาทีละองศา...
ใกล้จนผมรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่บนปลายจมูก หัวใจผมเต้นระรัวราวกับกลองศึกในห้องเชียร์ ผมหลับตาลงช้าๆ รอคอยสัมผัสที่กำลังจะเกิดขึ้น...
*ครืดดดดดด! ครืดดดดดด!*
โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของพี่คิมสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง จนทำลายความเงียบงันลงอย่างไม่ปรานี
เราสองคนชะงักกึก คิมขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด เขาผละออกไปเล็กน้อย สบถพึมพำในลำคอก่อนจะล้วงมือถือขึ้นมาดูหน้าจอเตรียมจะกดตัดสาย
ทว่า... ทันทีที่สายตาของเขาปะทะเข้ากับชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ สีหน้าของเฮดว้ากปีสามก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เลือดในใบหน้าของคิมดูเหมือนจะเหือดหายไปในพริบตา แววตาที่เคยอบอุ่นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกตกใจอย่างรุนแรง นิ้วมือของเขาแข็งทื่อค้างอยู่กลางอากาศ
ยังไม่ทันที่คิมจะได้ตัดสินใจกดรับหรือตัดสาย เสียงเคาะประตูกระจกห้องสโมสรฯ ก็ดังขึ้นหนักๆ สามครั้ง
พร้อมกับการปรากฏตัวของใครบางคนหลังบานกระจกฝ้า... ร่างโปร่งในชุดสูทลำลองดูภูมิฐานที่คุ้นตา คิมหันไปมองร่างนั้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดหวั่น ขณะที่หัวใจของผมเองก็ดิ่งวูบลงสู่ความเย็นเยียบ
เพราะเบอร์ที่โทรเข้ามาบนหน้าจอที่คิมยังถือค้างอยู่ สลักชื่อไว้ตัวโตชัดเจน... *‘อาจารย์ธวัชชัย (พ่อของปัน)’*
***
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและคอยส่งกำลังใจให้ความรักของพวกเขานะคะ แล้วพบกันตอนต่อไปค่ะ
องศารักที่พักใจ (Love Gradient)•ตอนที่ 44
ปรับความเข้าใจ
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องศารักที่พักใจ (Love Gradient) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!