หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าผมกำลังฉายเส้นกราฟความหนาแน่นของมิติที่บิดเบี้ยวจนกลายเป็นสีม่วงเข้ม ตัวเลขดัชนีความเสถียรลดดิ่งลงอย่างน่าใจหาย จากร้อยละเก้าสิบเก้าจุดเก้า เหลือแปดสิบ... หกสิบ... และตอนนี้มันกำลังร่วงหล่นผ่านเส้น threshold ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ไปอย่างรวดเร็วราวกับเข็มนาฬิกาที่ถูกเร่งความเร็วด้วยแรงโน้มถ่วงของหลุมดำ
"เร็น อัตราการยุบตัวของสนามควอนตัมเร็วกว่าที่เราคำนวณไว้ในโมเดลจำลองรอบที่สามถึงสี่สิบเปอร์เซ็นต์นะ"
เสียงของดร.อีฟดังขึ้นท่ามกลางเสียงคำรามต่ำๆ ของเครื่องยนต์ซิงกูลาริตี้ที่ตั้งอยู่กลางห้องปฏิบัติการ เธอยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าแผงควบคุมหลัก เสื้อกราวสีขาวสะอาดสะอ้านของเธอยับยี่ยเล็กน้อยจากความเร่งรีบในการปรับเทียบค่าพารามิเตอร์เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา แววตาสีเทานิ่งสนิทคู่นั้นสะท้อนภาพแสงเรืองรองจากรอยแยกในอากาศที่กำลังฉีกขาดออกเป็นริ้วๆ คล้ายกระจกเปราะบางที่ถูกค้อนทุบเข้าอย่างจัง
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ปล่อยให้ความเย็นเยียบของอากาศในห้องช่วยปัดเป่าความตื่นตระหนกที่พยายามเกาะกุมขั้วหัวใจ สมองของผมประมวลผลข้อมูลนับล้านชุดต่อวินาที คณิตศาสตร์ไม่ได้โกหกใคร และตัวเลขเหล่านั้นกำลังบอกความจริงที่โหดร้ายที่สุด ขอบเขตของกาลเวลาและพื้นที่กำลังพังทลายลงทีละน้อย
"เราคำนวณตัวแปรความหนាแน่นของสสารมืดพลาดไปครับอาจารย์" ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่นเครือ นิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศเพื่อดึงหน้าต่างโค้ดชุดคำสั่งสำรองขึ้นมาแสดงผล "ในลูปที่ยี่สิบห้า แรงเสียดทานระหว่างไทม์ไลน์หลักกับมิติคู่ขนานไม่ได้คงที่อย่างที่สมมติฐานเดิมระบุไว้ การที่พวกเราพยายามแก้ไขอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของกาลอวกาศเกิด 'ความล้า' ทางกลศาสตร์ควอนตัม เหมือนกับลวดสลิงที่ถูกดึงจนตึงเกินขีดจำกัด... จุดที่มันขาดสะบั้นย่อมมาถึงเร็วกว่าที่ควรจะเป็นเสมอ"
ดร.อีฟหันกลับมามองผม แววตาของเธอมีความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างฉายผ่านความเยือกเย็นคู่นั้น มันไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความตระหนักรู้ถึงบางสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของผม ไอเย็นจางๆ ลอยวนอยู่รอบตัวเธอราวกับผลกระทบจากการข้ามผ่านมิติ
"เธอคิดว่าเราเหลือเวลากี่วินาทีก่อนที่ไทม์ไลน์นี้จะรีเซ็ตตัวเองโดยอัตโนมัติ?" เธอกระซถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังพอที่จะทำให้เสียงคำรามรอบห้องเงียบลงไปถนัดตา
ผมกวาดตามองสมการสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นบนจอ ปลายเล็บกดลงบนฝ่ามือตัวเองเบาๆ เพื่อยืนยันว่าผมยังมีตัวตนอยู่จริงในวินาทีนี้
"ไม่ถึงสามร้อยวินาทีครับ... ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่างเพื่อหน่วงความเร็วในการขยายตัวของรอยร้าวนี้ ข้อมูลทั้งหมดที่เราเก็บรวบรวมมา รวมถึงความทรงจำของพวกเราเอง จะถูกบดขยี้หายไปในช่องว่างระหว่างกาลเวลา และเมื่อถึงตอนนั้น การรีเซ็ตครั้งต่อไปจะไม่พาเรากลับมายังจุดเริ่มต้นเดิม แต่อาจจะส่งเราไปสู่ความว่างเปล่าที่ไม่มีแม้แต่กฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์หลงเหลืออยู่เลย"
บรรยากาศในห้องปฏิบัติการตึงเครียดจนแทบจะใช้มือจับต้องได้ แสงนีออนบนเพดานกะพริบถี่ๆ ตามความผันผวนของพลังงานไฟฟ้า สิ่งของบนโต๊ะเริ่มลอยเคว้งอย่างไร้น้ำหนักเมื่อแรงโน้มถ่วงเริ่มทำงานผิดเพี้ยน หนังสือตำราฟิสิกส์หนาเตอะเล่มหนึ่งหล่นร่วงลงสู่พื้น แต่แทนที่จะตกลงกระทบพื้นในทันที มันกลับค่อยๆ ลอยเคว้งคว้างกลางอากาศราวกับเวลาภายในห้องนี้กำลังถูกยืดออก
ผมไม่ได้นิ่งนอนใจ สมองของผมทำงานอย่างหนักหน่วงเพื่อค้นหาทางออก อัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์อย่างผมไม่อยอมจำนนต่อตัวเลขที่ติดลบแน่นอน ผมดึงอัลกอริทึมการบีบอัดข้อมูลควอนตัมที่ผมเคยเขียนไว้ในตอนที่อยู่ปีสองออกมาปัดฝุ่น มันเป็นชุดคำสั่งที่อันตรายและแทบไม่เคยมีใครกล้าทดลองใช้จริงในสถานการณ์จริง เพราะหากคำนวณผิดพลาดแม้แต่ทศนิยมตำแหน่งที่เก้า ร่างกายและจิตสำนึกของพวกเราจะถูกฉีกกระชากออกเป็นอนุภาคย่อยทันที
"ผมมีทางเลือกเดียวครับ" ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับดร.อีฟตรงๆ "เราต้องใช้ 'อัลกอริทึมสะท้อนกระจก' (Mirror Reflection Algorithm) เพื่อสะท้อนแรงกระแทกของรอยร้าวกลับเข้าไปหาตัวมันเอง มันจะทำหน้าที่เหมือนเขื่อนชั่วคราวที่กักเก็บกระแสน้ำเชี่ยวเอาไว้ แม้ว่ามันจะกินเวลาได้ไม่นาน แต่มันจะซื้อเวลาให้เรามากพอที่จะหาทางปิดรอยร้าวนี้ได้อย่างถาวร"
ดร.อีฟนิ่งไปชั่วขณะ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเล็กน้อย เธอกำลังประเมินความเสี่ยงในเสี้ยววินาทีเช่นเดียวกับผม ก่อนที่มุมปากของเธอจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งในยามวิกฤต
"เธอช่างกล้าหาญและบ้าบิ่นเหมือนที่ฉันเคยคาดไว้ไม่มีผิดเพี้ยนนะ เร็น... ลงมือเลย ฉันจะคอยดูแลระบบเสถียรภาพฝั่งฮาร์ดแวร์ให้เอง อย่าให้ตัวเลขหลุดรอดจากการควบคุมเด็ดขาด"
"รับทราบครับ!"
ผมไม่รอช้า นิ้วมือทั้งสิบรัวลงบนแป้นพิมพ์โฮโลแกรมด้วยความเร็วสูงสุด โค้ดสีฟ้าเข้มพรั่งพรูออกมาจากปลายนิ้วกลายเป็นม่านอักขระที่หมุนวนรอบตัวผมเหมือนพายุไซโคลน ผมต้องป้อนคำสั่งควบคุมพลังงานมหาศาลจากเครื่องซิงกูลาริตี้ให้ไหลผ่านอัลกอริทึมที่เพิ่งเขียนขึ้นใหม่ ความร้อนจากแผงประมวลผลพุ่งสูงขึ้นจนเซ็นเซอร์ส่งเสียงร้องเตือนดังระรัว อากาศรอบตัวเริ่มอุ่นขึ้นจนกลายเป็นความร้อนระอุ
*ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...*
เสียงแจ้งเตือนจากระบบหลักดังขึ้นเป็นจังหวะกระชั้นชิด หน้าจอทั้งหมดเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีแดงฉาน ข้อความเตือนภัยสีแดงกระพริบวาววับสะท้อนอยู่ในดวงตาของผม
**[WARNING: Quantum Singularity Core destabilization detected.]**
**[CRITICAL ERROR: Time-space continuum breach is expanding beyond safety parameters.]**
ผมขบกรามแน่น เหงื่อกาฬไหลซึมลงมาตามกรอบหน้า ความเจ็บแปลบเริ่มแล่นริ้วขึ้นมาจากปลายนิ้วลามไปถึงข้อศอก ผลกระทบจากการใช้งานควอนตัมโค้ดโดยไร้ตัวกรองเริ่มกัดกินเซลล์ในร่างกายของผมทีละน้อย แต่มือของผมยังคงไม่หยุดพิมพ์ บรรทัดสุดท้ายของโค้ดกำลังจะเสร็จสมบูรณ์ อีกเพียงแค่สามบรรทัด... อีกแค่เสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น...
"อาจารย์ครับ! พลังงานกำลังตีกลับ! ตัวต้านทานฝั่งซ้ายรับไม่ไหวแล้ว!" ผมตะโกนแข่งกับเสียงคำรามของเครื่องจักรที่ดังสนั่นหวั่นไหวจนพื้นห้องสั่นสะเทือน
ดร.อีฟพุ่งตัวเข้าไปที่แผงควบคุมสำรอง มือเรียวของเธอตบลงบนคันโยกฉุกเฉินสุดแรง กระแสไฟฟ้าสีขาวสว่างวาบพุ่งเข้าประสานกับม่านโค้ดสีฟ้าของผม แรงกระแทกมหาศาลผลักพวกเราทั้งคู่ถอยหลังไปหลายก้าว ร่างของผมเซเกือบจะล้มลงหากไม่มีมือของอาจารย์ที่เอื้อมมาคว้าไหล่ผมไว้แน่น แรงกดดันรอบตัวสูงเสียจนแก้วหูแทบปริแตก
ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนที่คุ้นเคยแต่ไม่เคยปรากฏขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ก็ดังแทรกขึ้นมาเหนือเสียงทุึกเสียงในห้องปฏิบัติการ
*ติ๊ง!*
เสียงใสดังใสแจ๋วราวกับระฆังแก้วกลางพายุโหมกระหน่ำ หน้าจอหลักที่เคยเต็มไปด้วยตัวเลขความเสียหายและความผิดพลาด กลับถูกแทนที่ด้วยหน้าต่างสีทองอร่ามขอบเขตเรียบหรู ซึ่งเป็นอินเทอร์เฟซที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในระบบของสถาบัน
**[ระบบปฏิบัติการหลัก: สตาร์คอร์ (StarCore) ตรวจพบความผิดปกติระดับ SSS]**
**[เงื่อนไขลับ 'จุดบรรจบแห่งปวงกาล' ถูกปลดล็อกโดยสมบูรณ์]**
**[ผู้ดูแลระบบระดับสูง (System Administrator) ปรากฏตัว... กรุณายืนยันตัวตนเพื่อรับสิทธิ์การควบคุมเหนือมิติเวลา]**
ผมเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง จ้องมองข้อความที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ หน้าต่างนั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยระบบของสถาบันวิจัย หรือแม้แต่เทคโนโลยีใดๆ ที่มนุษยชาติเคยรู้จักในยุคของเรา
ดร.อีฟที่ยืนอยู่ข้างๆ ชะงักค้างไปทันทีที่เห็นข้อความนั้น ดวงตาสีเทาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ร่างกายของเธอดูเหมือนจะแข็งทื่อไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่ออ่านประโยคถัดมาที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นช้าๆ ทีละตัวอักษร
**[ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... เร็น และ... ดร.อีฟ]**
**[คำขอรีเซ็ตลูปที่ 1,024 กำลังถูกปฏิเสธโดย: บุคคลที่สามที่ไม่ทราบสถานะ]**
เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งดังขึ้นอย่างแผ่วเบาจากความมืดมิดเบื้องหลังรอยร้าวของมิติที่กำลังฉีกขาด... เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นโลหะดังขึ้นเป็นจังหวะ ท่ามกลางประกายไฟและเศษเสี้ยวของกาลเวลาที่แตกละเอียด เงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวทะลุกำแพงมิติออกมาอย่างเชื่องช้า ราวกับว่ากฎเกณฑ์ทั้งหมดของจักรวาลไม่มีผลอะไรกับตัวเขาเลยแม้แต่น้อย
มือเรียวยื่นออกมาสัมผัสกับขอบรอยร้าวของมิติเบาๆ และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องปฏิบัติการก็หยุดนิ่งสนิทราวกับเวลาถูกแช่แข็ง
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปพร้อมกับเราในตอนนี้นะครับ
- ควอนตัมคอร์
อัลกอริทึมสุดท้ายกับสถาปนิกผู้พิทักษ์กาลเวลา•ตอนที่ 26
รอยร้าวของจักรวาล
ผลงานโดย ควอนตัมคอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ควอนตัมคอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมสุดท้ายกับสถาปนิกผู้พิทักษ์กาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!