เข็มนาฬิกาควอนตัมบนข้อมือซ้ายของผมหยุดเดินสนิท ณ ตำแหน่งที่เสี้ยววินาทีถูกแช่แข็งไว้กลางอากาศ ตัวเลขดิจิทัลสีฟ้าครามกระพริบเตือนรหัสข้อผิดพลาด *Error 00: Absolute Stasis* ซ้ำไปซ้ำมาอย่างไร้ความหมาย
"อย่าก้าวเท้าขวาออกไปนะ เร็น"
เสียงของ ดร.อีฟ ดังแผ่วเบาแทบจะกลืนหายไปกับความเงียบงันที่กดทับบรรยากาศรอบตัวเราจนแทบหายใจไม่ออก อาจารย์สาวในชุดโค้ตกันหนาวสีเทาเข้มยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า ห่างออกไปเพียงแค่เอื้อมมือ แต่เส้นผมสีดำสนิทของเธอกลับไม่ไหวติงแม้แต่น้อย ราวกับมันถูกตรึงไว้ด้วยกาวมหาอุตม์แห่งกาลเวลา
ผมชักเท้าที่กำลังก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตแดนกลับมาอย่างระมัดระวัง ดวงตากวาดมองผ่านแว่นตากลไกที่กำลังประมวลผลสภาพแวดล้อมตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ภาพที่ปรากฏผ่านเลนส์โฮโลแกรมทำให้ผมต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง
เบื้องหน้าของเราคือ "มหานครนิวเวฟ" มหานครแห่งอนาคตที่เคยเต็มไปด้วยผู้คน รถยนต์ลอยฟ้า และเสียงจอแจอันมีชีวิตชีวา ทว่าตอนนี้... มันกลับกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งขนาดยักษ์ ละอองน้ำที่พวยพุ่งจากน้ำพุกลางจัตุรัสถูกหยุดไว้กลางอากาศ กลายเป็นละอองคริสตัลระยิบระยับยามต้องแสงนีออนที่ค้างเติ่ง นกพิราบตัวหนึ่งกำลังกางปีกบินอยู่เหนือศีรษะเรา ดวงตาของมันเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกที่ถูกแช่แข็งไว้ชั่วนิรันดร์
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือความผิดพลาดของระบบเซิร์ฟเวอร์หลัก
"ความหนาแน่นของอนุภาคทาคิออนในเขตนี้สูงเกินขีดจำกัดปลอดภัยถึงเจ็ดร้อยเปอร์เซ็นต์ครับอาจารย์" ผมเอ่ยขึ้น เสียงของผมก้องกังวานแปลกประหลาดในพื้นที่ไร้ซึ่งการสั่นสะเทือนของอากาศ "กฎฟิสิกส์ถูกบิดเบือนจนถึงขีดสุด... เวลาที่นี่ไม่ได้แค่หยุดเดิน แต่มันถูก 'ลบ' ออกจากสมการของจักรวาลไปเลยต่างหาก"
ดร.อีฟค่อยๆ หันศีรษะมาหาผม ช้าเสียจนกล้ามเนื้อคอส่งเสียงลั่นเอี๊ยดเบาๆ ภายใต้ความเงียบงัน ดวงตาสีอำพันคู่นั้นสะท้อนภาพหน้าจออินเทอร์เฟซที่เต็มไปด้วยสมการคณิตศาสตร์อันซับซ้อน เธอยกมือเรียวขึ้นแตะกรอบแว่นตาของตนเอง ก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความกังวลลึกซึ้ง
"ไม่ใช่แค่เวลาที่ถูกลบหรอก เร็น... ลองมองไปที่ตึกระฟ้าฝั่งตรงข้ามสิ"
ผมหันขวับไปตามปลายนิ้วเรียวที่ชี้ไปยังอาคารกระจกสูงเสียดฟ้า ศูนย์กลางของเขตปลอดเวลา ในตอนแรกผมเห็นเพียงเงาสะท้อนของเมืองที่บิดเบี้ยว แต่เมื่อเพ่งพินิจผ่านโหมดวิเคราะห์คลื่นความถี่ต่ำ ผมถึงกับต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ใจกลางตึกนั้น... มี "รอยแยก" สีดำสนิทขนาดมหึมาลอยเคว้งคว้างอยู่ รอยแยกที่ไม่มีแม้กระทั่งแสงสว่างหรือความมืด แต่มันคือช่องว่างเปล่าเปล่าที่กำลัง "ดูดกลืน" อดีตและอนาคตของพื้นที่รอบข้างเข้าไปทีละนิด ทุกๆ หนึ่งวินาทีที่นาฬิกาหยุดเดิน รัศมีของเขตเวลานี้จะขยายวงกว้างขึ้นทีละสิบเมตร
ถ้าเราหาทางแก้รอยแยกนี้ไม่ได้ภายในสามสิบนาที โลกทั้งใบ... ไม่สิ มิติเวลาทั้งหมดที่เราพยายามปกป้องมาตลอดสิบลูป จะถูกยุบรวมกลายเป็นศูนย์กลางความว่างเปล่า และพวกเราจะหายไปจากประวัติศาสตร์ ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตั้งแต่แรก
"มันคือผลงานของ 'สถาปัตยกรรมย้อนกลับ'..." ผมพึมพำกับตัวเอง สมองระดมความคิดคำนวณความเป็นไปได้นับล้านวิธีอย่างบ้าคลั่ง มือสั่นเทาเล็กน้อยยามสัมผัสแป้นพิมพ์โฮโลแกรมบนข้อมือ "ถ้าเราใช้ตัวแปลงสัญญาณควอนตัมยิงคลื่นแทรกสอดเข้าไปในจุดศูนย์กลางของรอยแยก เราน่าจะรีเซ็ตความหนาแน่นของทาคิออนให้กลับสู่สมดุลได้... แต่ปัญหาคือ แรงเหวี่ยงจากการปะทะจะทำให้สนามแม่เหล็กในสมองของเราแหลกสลาย"
"ฉันจะเป็นคนทำเอง"
ดร.อีฟพูดแทรกขึ้นมาทันที น้ำเสียงของเธอเด็ดเดี่ยวและไร้ซึ่งความลังเล เธอขยับก้าวเข้ามาใกล้ผมอีกก้าวหนึ่ง จนกลิ่นอายจางๆ ของดอกไม้ยามค่ำคืนลอยแตะจมูก ท่ามกลางบรรยากาศที่หยุดนิ่งราวกับความตาย
"ไม่ได้นะครับ!" ผมหันไปสบตาเธอโดยไม่หลบเลี่ยง "ความเสี่ยงมันสูงเกินไป ถ้าอาจารย์ใช้จิตเชื่อมต่อกับแกนกลางในสภาพที่สนามแม่เหล็กไม่เสถียร สมองของอาจารย์จะรับภาระเกินขีดจำกัด และผลลัพธ์คือ... อาจลืมเลือนตัวตนของตัวเองไปตลอดกาล"
"แล้วนายคิดว่าฉันยอมให้นักเรียนอัจฉริยะของฉันต้องมารับภาระความผิดพลาดของโลกใບนี้คนเดียวหรือไง เร็น" ดร.อีฟแย้มรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและเศร้าสร้อยในเวลาเดียวกัน มือเรียวยื่นมาสัมผัสไหล่ผมแผ่วเบา "ตลอดสิบลูปที่ผ่านมา นายแบกรับทุกอย่างไว้บนบ่าเล็กๆ คู่นี้มามากพอแล้ว ถึงเวลาที่ฉัน... ในฐานะอาจารย์ จะต้องทำหน้าที่ปกป้องลูกศิษย์ของเธอบ้างแล้วล่ะนะ"
สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วของเธอตัดผ่านความเย็นเยียบของอากาศรอบตัว หัวใจของผมกระตุกวูบ ความกลัวลึกๆ ที่ผมพยายามซ่อนไว้ภายใต้ความสุขุมมาตลอดระเบิดออกมา ความกลัวที่จะต้องสูญเสียคนสำคัญไปเหมือนกับลูปก่อนๆ ความกลัวที่ว่าต่อให้เราจะฉลาดแค่ไหน ก็ไม่สามารถเอาชนะโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ได้
"ผมไม่อยาก... สูญเสียใครไปอีกแล้วนะครับ" น้ำเสียงของผมสั่นเครือเล็กน้อย ยามจ้องมองนัยน์ตาที่สะท้อนเงาของตัวผมเอง
"เราไม่ได้สูญเสีย... เรากำลัง 'สร้าง' ต่างหาก" ดร.อีฟดึงมือกลับไปกระชับอุปกรณ์สื่อสารบนข้อมือของเธอเอง แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นรอบตัวเธอ ประกาศว่าเธอกำลังเริ่มกระบวนการเชื่อมต่อโดยไม่รอฟังคำทททททค้านใดๆ อีก "เร็น จงจำสูตรคำนวณตัวสุดท้ายให้ดี... นั่นคือทางรอดเดียวของเรา"
ร่างของ ดร.อีฟ ค่อยๆ ลอยตัวขึ้นเหนือพื้นดินช้าๆ แรงโน้มถ่วงรอบตัวเธอเริ่มแปรปรวน เศษละอองคริสตัลรอบตัวพากันหมุนวนเข้าหาร่างของเธอราวกับพายุขนาดย่อม รอยแยกสีดำใจกลางตึกระฟ้าส่งเสียงคำรามต่ำๆ ออกมาคล้ายกับสัตว์ป่าที่กำลังถูกรบกวนการจำศีล
ผมกัดฟันกรอด กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความโกรธแค้นต่อความไร้พลังของตัวเองพวยพุ่งขึ้นมาผสมปนเปกับความเจ็บปวด แต่ในวินาทีนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนระบบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในโสตประสาทของผมอย่างกะทันหัน
[ติ๊ง! ตรวจพบเงื่อนไขลับ: 'เจตจำนงแห่งการปกป้อง' ถึงขีดจำกัดสูงสุด]
[ระบบกำลังทำการปลดล็อก: อัลกอริทึมขั้นสูง — 'สถาปนิกผู้พิทักษ์กาลเวลา' (ระดับ SSS)]
[คำเตือน: การใช้งานอัลกอริทึมนี้จะบังคับให้ผู้ใช้ต้องดึงพลังงานจากแกนกลางจิตวิญญาณทั้งหมด คุณต้องการดำเนินการต่อหรือไม่?]
หน้าต่างสีแดงฉานกระพริบเตือนตรงหน้า พร้อมกับตัวเลขถอยหลังสิบวินาทีสุดท้ายก่อนที่รอยแยกมิติจะระเบิดออกเป็นวงกว้าง และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... เงาร่างสีดำสนิทร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติที่ควรจะว่างเปล่า เงาร่างที่ถือดาบพลาสม่าสีแดงฉาน และมีดวงตาส่อประกายอำมหิตจ้องมองตรงมาที่เราสองคน
"นั่นมัน..." ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อตระหนักได้ว่าตัวตนที่แท้จริงของ 'สถาปนิกผู้สร้างลูป' ไม่ใช่ระบบ AI อย่างที่เคยเข้าใจ... แต่มันคือตัวผมเองจากอนาคตอีกฝั่งหนึ่งของเส้นเวลา!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาไปด้วยกันเสมอนะครับ
อัลกอริทึมสุดท้ายกับสถาปนิกผู้พิทักษ์กาลเวลา•ตอนที่ 19
เมืองที่หยุดหมุน
ผลงานโดย ควอนตัมคอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ควอนตัมคอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมสุดท้ายกับสถาปนิกผู้พิทักษ์กาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!