"ความน่าจะเป็นที่ส่วนประกอบชิ้นที่สองจะอยู่ในเขตโซนสีแดง มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าเจ็ดเปอร์เซ็นต์... แต่ถ้าเราคำนวณจากรูปแบบการสั่นพ้องของควอนตัมฟลักซ์เมื่อสามสิบวินาทีก่อน ตัวเลขนั้นจะกระโดดขึ้นไปแตะแปดสิบเก้าจุดสี่เปอร์เซ็นต์ทันทีครับ ดร.อีฟ"
เร็นเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงคำรามต่ำของเครื่องยนต์รีแอคเตอร์ที่สั่นสะเทือนไปถึงพื้นรองเท้า แสงไฟสีฟ้าอมม่วงจากหน้าจอโฮโลแกรมสะท้อนลงบนแว่นตาไร้กรอบของเขา นิ้วเรียวยาวกำลังกวาดผ่านแป้นพิมพ์แสงเพื่อปรับแต่งค่าพารามิเตอร์ของอัลกอริทึมจำลองสถานการณ์อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
เบื้องหน้าของพวกเขาคือ "มหานครซากศพดิจิทัล" (Digital Necropolis) ชั้นใต้ดินระดับที่เจ็ดของสถาบันวิจัยกาลเวลาเซนจูรี โครงสร้างเหล็กกล้าขึ้นสนิมและสายเคเบิลใยแก้วนำแสงที่ขาดรุ่งริ่งห้อยระย้าลงมาดั่งรากไม้โบราณ บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอับของโอโซนและประจุไฟฟ้าสถิตที่ทำให้เส้นผมบนต้นแขนลุกชัน
ดร.อีฟก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานเฉพาะกิจที่ประกอบขึ้นจากซากแผงวงจร เธออยู่ในชุดโค้ตกันหนาวสีดำสนิทที่ปลายชายผ้าเปรอะเปื้อนฝุ่นผงคาร์บอน ดวงตาคมกริบภายใต้เรือนผมสีเงินยวดยวงกวาดมองตัวเลขสถิติบนหน้าจออย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะเหลือบมองเด็กหนุ่มผู้เป็นลูกศิษย์และสหายร่วมรบที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน
"เธอคำนวณเร็วขึ้นสองวินาทีจากลูปที่แล้วนะ เร็น" น้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่ทรงพลังของอาจารย์สาวดังขึ้น ท่ามกลางความมืดมัวของอุโมงค์ใต้ดิน "นั่นหมายความว่าความกดดันกำลังหล่อหลอมให้กระบวนการคิดของเธอเฉียบคมขึ้น หรือเธอกำลังพยายามซ่อนความกลัวเอาไว้ภายใต้ตัวเลขทางคณิตศาสตร์กันแน่?"
เร็นชะงักมือที่กำลังพิมพ์ไปเล็กน้อย เขากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ก่อนจะเงยหน้าสบตากับผู้เป็นอาจารย์ด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
"ผมแค่ไม่อยากให้เวลาสามร้อยห้าสิบชั่วโมงที่เราเสียไปกับการไขปริศนารหัสผ่านชุดแรกต้องสูญเปล่าครับ... อีกอย่าง ความกลัวไม่ใช่เรื่องแย่หรอกครับ มันเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เรารู้จักระมัดระวังความผิดพลาด" คำตอบของเร็นสะท้อนความสุขุมที่เกินวัย แต่ในใจลึกๆ เขารู้ดีว่าความกลัวที่เขากำลังเผชิญอยู่นั้นไม่ใช่เรื่องของความตาย แต่มันคือความกลัวที่จะสูญเสียช่วงเวลาปัจจุบันไปหากลูปเวลานี้เกิดการพังทลายลงอีกครั้ง
"ถ้าเช่นนั้น เราก็อย่าเสียเวลาพิสูจน์สมมติฐานกันเลยดีกว่า" ดร.อีฟสะบัดข้อมือเบาๆ ปืนพกพลังงานควอนตัมถูกดึงออกจากซองข้างลำตัว เสียงคลิกเบาๆ ของการขึ้นลำกล้องดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ "รหัสผ่านส่วนที่สองไม่ได้ถูกเก็บไว้ในรูปแบบข้อมูลดิจิทัลธรรมดา แต่มันถูกฝังอยู่กับ 'แกนกลางความทรงจำ' ของโฮมินิดรุ่นแรกที่ถูกทิ้งร้าง เธอจำแผนผังที่พี่ชายของเธอทิ้งไว้ก่อนหายตัวไปได้ใช่ไหม?"
"จำได้แม่นยำทุกพิกเซลครับ" เร็นดึงข้อมูลแผนผังโฮโลแกรมสามมิติขึ้นมาฉายบนฝ่ามือ "เส้นทางที่สั้นที่สุดคือการลัดเลาะผ่านท่อระบายความร้อนของระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์เก่า แต่ปัญหาคือ ระบบรักษาความปลอดภัยอัตโนมัติ (Autonomous Sentinel) ที่ยังคงทำงานอยู่ด้วยพลังงานสำรองขั้นสุดท้าย มันถูกโปรแกรมให้กำจัดสิ่งแปลกปลอมทุกชนิดที่เข้าใกล้รัศมีห้าเมตรโดยไม่มีข้อยกเว้น"
"งั้นเธอก็ต้องแสดงฝีมือให้ฉันเห็นอีกครั้งแล้วล่ะ เร็น ในฐานะสถาปนิกผู้พิทักษ์กาลเวลา หน้าที่ของเธอคือการหาช่องโหว่ในตรรกะของพวกมัน ส่วนฉันจะเป็นผู้เคลียร์เส้นทางให้เอง"
การเคลื่อนไหวเริ่มต้นขึ้นอย่างไร้รอยต่อ เร็นก้าวเดินนำหน้าไปตามทางเดินแคบๆ ที่มีไอน้ำพวยพุ่งออกมาเป็นระยะ ทุกย่างก้าวของเขาคำนวณไว้หมดแล้วด้วยความน่าจะเป็นของการสั่นสะเทือนพื้นผิว ดวงตาภายใต้กรอบแว่นกวาดมองเส้นแสงเลเซอร์สีแดงที่ขดตัวไปมาอยู่เบื้องหน้าดั่งตาข่ายมรณะ
*ติ๊ด... ติ๊ด...*
เสียงสัญญาณเตือนภัยเบาๆ ดังขึ้นจากเครื่องมือตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในมือซ้ายของเร็น ความถี่ที่เพิ่มสูงขึ้นบ่งบอกว่าพวกเขากำลังเข้าใกล้เขตหวงห้ามระดับสูงสุด
"ดร.อีฟครับ อีกสิบเมตรข้างหน้าคือจุดอับสายตาของเซนเซอร์กล้องวงจรปิด แต่เรามีเวลาแค่สี่วินาทีเท่านั้นก่อนที่ระบบจะหมุนมุมกล้องกลับมาตรวจจับบริเวณนี้อีกรอบ เตรียมตัวนะครับ!"
เร็นส่งสัญญาณมืออย่างเฉียบขาด ทั้งสองคนรอจังหวะที่ระบบประมวลผลของหุ่นยนต์ยามลาดตระเวนรุ่นเก่ากำลังรีเซ็ตตัวเอง ทันทีที่ไฟสถานะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเหลืองอัมพัน เร็นก็พุ่งตัวผ่านช่องว่างแคաբๆ นั้นด้วยความคล่องแคล่วว่องไวราวกับแมวป่า ขณะที่ดร.อีฟดีดตัวตามมาติดๆ อย่างสง่างาม ปลายผ้าคลุมสีดำพลิ้วไหวผ่านลำแสงเลเซอร์ไปอย่างหวุดหวิดโดยไม่แตะต้องมันเลยแม้แต่น้อย
เบื้องหน้าของพวกเขาคือห้องควบคุมส่วนกลางที่ถูกปกคลุมไปด้วยชั้นฝุ่นหนาเตอะ ตรงกลางห้องมีแท่นเสาหินควอตซ์สีขาวบริสุทธิ์ตั้งตระหง่านอยู่ ทว่า สิ่งที่ดึงดูดสายตาของทั้งคู่ไม่ใช่ความงามของแท่นหินนั้น แต่เป็นร่างของบางสิ่งที่กำลังนั่งคุกเข่าพิงอยู่กับฐานเสา
นั่นคือหุ่นยนต์แอนดรอยด์เพศหญิงรุ่นต้นแบบ สภาพภายนอกเสียหายอย่างหนัก เปลือกโลหะฉีกขาดจนเห็นแผงวงจรภายในที่ขึ้นสนิมเขียว แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ หน้าจอแสดงผลที่หน้าอกของเธอยังคงกะพริบแสงสีฟ้าอ่อนๆ พร้อมกับข้อความรหัสตัวเลขวิ่งวนไปมาอย่างช้าๆ
"นั่น... คือโฮมินิดผู้ดูแลรหัสผ่านคนที่สี่?" เร็นขมวดคิ้วแน่นขณะก้าวเข้าไปใกล้ด้วยความระแวดระวัง
"ไม่ใช่แค่ผู้ดูแลห่างๆ หรอก เร็น..." ดร.อีฟทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งเพื่อตรวจสอบแผงเชื่อมต่อด้านหลังของหุ่นยนต์ตัวนั้น ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงที่ยากจะปิด
"นี่มัน... ร่างสำรองความทรงจำของฉันเองเมื่อสิบปีก่อน"
ยังไม่ทันที่เร็นจะได้เอ่ยปากถามคำถามใดๆ ออกมา ประกายไฟสีแดงฉานก็พลันระเบิดขึ้นจากผนังห้องโดยรอบ เสียงระบบเตือนภัยระดับวิกฤตดังก้องไปทั่วทั้งชั้นใต้ดินจนแก้วหูแทบแตก หน้าจอโฮโลแกรมทั้งหมดเปลี่ยนเป็นสีเลือด พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนจากระบบหลักที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
**[ระบบตรวจพบการเข้าถึงรหัสผ่านโดยบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต: โปรโตคอลการทำลายล้างตัวเองถูกเปิดใช้งาน]**
**[เวลาที่เหลือก่อนการล่มสลายของระบบทั้งหมด: 00 นาที 45 วินาที]**
**[คำเตือน: ตรวจพบตัวตนปริศนา กำลังเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายควอนตัมของท่าน... ยินดีต้อนรับกลับสู่จุดเริ่มต้นครับ, ผู้สร้าง]**
— ควอนตัมคอร์
อัลกอริทึมสุดท้ายกับสถาปนิกผู้พิทักษ์กาลเวลา•ตอนที่ 18
เศษเสี้ยวของรหัสผ่าน
ผลงานโดย ควอนตัมคอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ควอนตัมคอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมสุดท้ายกับสถาปนิกผู้พิทักษ์กาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!