“ถ้าคิดจะทรยศกันอีกครั้ง ฉันแนะนำให้เธอเตรียมตัวไปอยู่ในที่ที่ไม่มีแม้แต่แสงตะวันส่องถึงได้เลยนะ รินรดา”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของคีราน วอร์เรน ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องโดยสารส่วนตัวของเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวที่กำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ามืดมิด เขาไม่ได้ปรายตามองหญิงสาวที่นั่งตัวเกร็งอยู่ข้างๆ แม้แต่น้อย สายตาคมกริบของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่เอกสารรายงานในมือ ทว่าแรงกดดันมหาศาลกลับแผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่จนคนที่ถูกขู่แทบหายใจไม่ออก
รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในน้ำเสียง “ฉันไม่ได้ทรยศคุณ และฉันก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำแบบนั้นด้วยค่ะ”
คีรานชะงักมือที่กำลังพลิกหน้ากระดาษ เขาค่อยๆ วางเอกสารลงบนโต๊ะไม้ราคาแพง ก่อนจะหันมาหาเธอช้าๆ นัยน์ตาสีรัตติกาลคู่นั้นเย็นชาและคาดเดายากเกินกว่าที่เธอจะหยั่งถึง เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมแนววู้ดดี้จางๆ ที่ผสานกับกลิ่นอายอันตรายของผู้ชายที่อยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร
“ไม่มีเหตุผล?” เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “แล้วสิ่งที่มาร์คัสพยายามจะสื่อสารกับเธอล่ะ? อย่าบอกนะว่านั่นเป็นแค่เรื่องบังเอิญที่เขาส่งรหัสลับพวกนั้นมาให้”
รินรดาใจเต้นรัวราวกับกลองเพล ความจริงเรื่องมาร์คัสยังคงเป็นหนามยอกอกที่เธอหาคำตอบไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลัง ‘กับดัก’ นี้ แต่ในวินาทีนี้ เธอรู้ดีว่าการเถียงเขาไปมีแต่จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เธอจึงเลือกที่จะเผชิญหน้ากับความดุดันนั้นด้วยความนิ่งสงบ
“ฉันไม่รู้เรื่องรหัสพวกนั้น และถ้าคุณไม่เชื่อใจกันเลย ทริปธุรกิจที่ต้องอยู่ด้วยกันลำพังในครั้งนี้ ก็คงเป็นเพียงแค่เกมทรมานที่ไม่มีวันจบสิ้นสำหรับเราทั้งคู่” เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ไม่หลบเลี่ยง ไม่หวาดกลัว
ความเงียบปกคลุมห้องโดยสารอยู่ครู่ใหญ่ คีรานไม่ได้โต้ตอบ แต่สายตาของเขากลับกวาดมองใบหน้าหวานที่เปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ราวกับกำลังประเมินคุณค่าในตัวเธอใหม่ ไม่ใช่ในฐานะตัวหมากที่เขาต้องควบคุม แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีจิตวิญญาณแกร่งกล้า
“หึ...” เขาแค่นหัวเราะ ก่อนจะขยับตัวกลับไปนั่งท่าเดิม “ถ้าอย่างนั้นก็พิสูจน์ให้ฉันเห็นสิรินรดา ว่าเธอน่ะ ‘คุ้มค่า’ พอที่จะให้ฉันเก็บไว้ข้างกายต่อไป ไม่ใช่ในฐานะนักโทษ แต่ในฐานะคู่ควงที่ไม่มีวันหันหลังให้กัน”
คำว่า ‘คู่ควง’ ที่หลุดออกมาจากปากของมาเฟียผู้ไร้หัวใจทำเอาหัวใจของรินรดากระตุกวูบ มันไม่ใช่คำชม แต่มันคือคำสั่งที่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่อาจนิยามได้
ตลอดระยะเวลาหลายชั่วโมงที่ต้องอยู่บนเครื่องบิน ความตึงเครียดค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศที่น่าอึดอัดน้อยลง แม้คีรานจะยังคงสงวนท่าที แต่เขาก็ไม่ได้สร้างกำแพงกั้นเธอไว้อีกต่อไป รินรดาแอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาที่ดูอ่อนล้าลงหลังจากตรากตรำงานหนักมาหลายคืน เธอรู้สึกถึงความขัดแย้งในใจตัวเอง ความแค้นที่ครอบครัวของเขาทำกับเธอมันหนักหนาเกินกว่าจะให้อภัย แต่สัมผัสแผ่วเบาที่เขามักจะเผลอแสดงออกมาในยามที่เธอเผลอไผล กลับทำให้กำแพงในใจของเธอเริ่มสั่นคลอนอย่างน่าประหลาด
เมื่อเครื่องบินแลนดิ้งลงจอด ณ คฤหาสน์ตากอากาศส่วนตัวบนเกาะส่วนตัวที่ตัดขาดจากโลกภายนอก บรรยากาศเงียบสงัดของทะเลตอนกลางคืนกลับมาเยือนอีกครั้ง คีรานก้าวลงจากเครื่องโดยไม่รอใคร ทิ้งให้รินรดาเดินตามหลังเขาผ่านโถงทางเดินที่ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมสุดหรูหรา
เขาหยุดเดินกะทันหันก่อนจะถึงห้องพัก ทำเอาคนที่เดินตามมาเกือบชนเข้าที่แผ่นหลังกว้าง “คืนนี้เธอต้องนอนห้องเดียวกับฉัน”
“อะไรนะคะ?” รินรดาเบิกตากว้าง “แต่คุณบอกว่า...”
“ที่นี่ไม่มีใครนอกจากคนของฉัน และฉันต้องการให้แน่ใจว่าเธอจะไม่หายไปไหนในช่วงเวลาที่ฉันหลับ” เขาหันกลับมาประชิดตัวเธอ มือหนาเอื้อมมาเชยคางมนขึ้น สัมผัสที่ปลายนิ้วเย็นเฉียบนั้นทำให้รินรดาขนลุกซู่ “หรือเธออยากจะให้ฉันล่ามโซ่เธอไว้แทนการนอนห้องเดียวกัน?”
รินรดาเม้มปากแน่น ความโกรธเคืองปนความหวั่นไหวถาโถมเข้ามา เธอรู้ดีว่านี่คือกับดักอีกขั้นที่เขาสร้างขึ้นเพื่อทดสอบความอดทนของเธอ แต่ขณะเดียวกัน ในส่วนลึกของใจที่ปิดตาย เธอกลับไม่ได้รู้สึกรังเกียจที่จะต้องอยู่ใกล้ชิดกับปีศาจตนนี้เพียงลำพัง
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องพักหรูหรา กลิ่นอายของความเสน่หาที่อบอวลอยู่ในอากาศทำให้รินรดารู้สึกหายใจติดขัด คีรานปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกสองสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอกกำยำ เขากำลังจะก้าวไปทางห้องน้ำ แต่ทว่าเสียงกริ่งโทรศัพท์ดาวเทียมบนโต๊ะทำงานของเขากลับดังขึ้นทำลายความเงียบ
คีรานขมวดคิ้ว เขาเดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาฟังโดยไม่ได้หลบเลี่ยงรินรดา ทว่าเมื่อฟังได้ไม่กี่ประโยค สีหน้าของมาเฟียผู้ไร้ความรู้สึกก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดวงตาคมกล้าเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองรินรดาด้วยสายตาที่ยากจะตีความ
“ใครโทรมาคะ?” เธอถามอย่างระแวง
คีรานวางสายลงช้าๆ มือของเขาสั่นเล็กน้อยขณะที่เขามองตรงมาที่เธอ “มีรายงานจากสายลับของฉัน... คนที่ส่งข้อความหาเธอเมื่อวันก่อน ไม่ใช่คนของมาร์คัส”
รินรดาชะงักไป “ถ้าไม่ใช่เขา แล้วเป็นใครคะ?”
คีรานเดินเข้ามาหาเธอช้าๆ ลมหายใจของเขาเริ่มหนักหน่วง “รายงานบอกว่า... ลายเซ็นดิจิทัลนั่นมาจากคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของพ่อเธอ... คนที่ตายไปแล้วเมื่อสิบปีที่แล้ว”
ความเย็นวาบแล่นปราดไปทั่วร่างของรินรดา ความลับที่ว่าพ่อของเธอเสียชีวิตไปแล้วกลายเป็นคำลวงหรืออย่างไร? และหากเขายังมีชีวิตอยู่ แล้วทำไมเขาถึงต้องทำลายชีวิตของเธอด้วยการส่งเธอมาให้มาเฟียอย่างคีราน วอร์เรน?
มิดไนท์คิสหวังว่าบทนี้จะทำให้คุณผู้อ่านตื่นเต้นจนวางไม่ลงนะคะ ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับรินรดาและคีรานในตอนนี้นะคะ!
พันธะร้ายร่ายรัก: รอยจูบใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 13
การเดินทางที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย มิดไนท์คิส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิดไนท์คิส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะร้ายร่ายรัก: รอยจูบใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!