“ปากดีนักนะรินรดา”
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของคีราน วอร์เรน ไม่ได้ดังตวาด แต่กลับเย็นเยียบราวกับคมมีดที่กรีดลงบนความเงียบงันภายในห้องทำงานส่วนตัวที่มืดสลัว กลิ่นอายของซิการ์ราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นน้ำหอมไม้กฤษณาจางๆ อบอวลอยู่ในอากาศ คีรานไม่ได้หันมามองคนตัวเล็กที่ยืนตัวสั่นอยู่เบื้องหลัง เขายืนหันหลังให้ เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพเมืองหลวงยามค่ำคืนราวกับทะเลดาวที่ไร้ความหมาย
รินรดากำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าหาฝ่ามือเพื่อเรียกสติ ประโยคที่เธอทิ้งไว้เมื่อครู่เปรียบเสมือนการจุดชนวนระเบิดที่เธอเองก็ไม่รู้ว่ามันจะทำลายล้างทุกอย่าง หรือทำลายแค่ตัวเธอเอง
“ความลับก็คือความลับค่ะคุณคีราน” รินรดาเค้นเสียงตอบ มือที่สั่นเทาพยายามซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ “ต่อให้พี่จะขังรินไว้ในกรงทองแห่งนี้ตลอดไป แต่มันก็เปลี่ยนความจริงไม่ได้ว่า... ครอบครัวของพี่กับครอบครัวของรินมีจุดเชื่อมโยงที่น่าสะอิดสะเอียนแค่ไหน”
คีรานหมุนตัวกลับมาอย่างเชื่องช้า ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยวที่รินรดาหวาดกลัว แต่มันคือความว่างเปล่าที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกฝังไว้ลึกเกินกว่าใครจะขุดขึ้นมาได้ เขาเดินเข้ามาใกล้จนรินรดาต้องถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่
“เธอคิดว่าการเอาเรื่องงานศพเมื่อสิบปีก่อนมาขู่ฉัน จะทำให้ฉันปล่อยเธอไปงั้นเหรอ?” เขาก้มลงกระซิบข้างใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนทำให้ขนอ่อนลุกชัน “เธอประเมินค่าตัวเองสูงไปหรือเปล่ารินรดา... หรือว่าจริงๆ แล้ว เธอแค่ต้องการให้ฉันสนใจด้วยวิธีสกปรกแบบนี้กันแน่?”
“รินไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น!” เธอสวนกลับ “นอกจากอิสรภาพที่พี่พรากมันไป!”
คีรานหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ เขาใช้มือหนาเชยคางมนขึ้น บังคับให้เธอสบตาเขาอีกครั้ง ความสับสนฉายชัดอยู่ในแววตาของชายผู้ที่ไม่เคยอ่อนข้อให้ใคร คืนนั้น... คืนที่พายุโหมกระหน่ำและร่างกายของทั้งคู่ผสานเข้าด้วยกันด้วยแรงอารมณ์และพันธนาการที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง มันยังคงติดตรึงอยู่ในความรู้สึกของเขา รสสัมผัสที่หวานล้ำจนน่ากลัว และกลิ่นกายหอมละมุนของเธอที่ยังคงฝังแน่นอยู่กับลมหายใจ
เขากำลังสับสน... คีรานถามตัวเองซ้ำๆ ว่าทำไมเขาถึงไม่กำจัดเธอทิ้งเสียตั้งแต่รู้ว่าเธอเป็นลูกสาวของศัตรู หรือทำไมในทุกครั้งที่เห็นน้ำตาของเธอ หัวใจที่ด้านชาของเขาถึงได้เต้นผิดจังหวะ
รินรดาเองก็ไม่ต่างกัน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในคืนนั้นเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยคาดคิด เธอเกลียดเขา เกลียดความโหดร้ายที่เขาทำกับครอบครัวเธอ แต่ทุกครั้งที่ถูกสัมผัส หัวใจเจ้ากรรมกลับทรยศความเกลียดชังนั้นไปเสียทุกครั้ง เธอตกอยู่ในวังวนของความเกลียดที่หอมหวาน และความรักที่ขมขื่น
“อิสรภาพงั้นเหรอ?” คีรานลูบไล้ริมฝีปากบางของเธอด้วยนิ้วโป้งอย่างแผ่วเบาจนน่าขนลุก “ถ้าฉันปล่อยเธอไปตอนนี้... เธอจะอยู่รอดได้นานแค่ไหนในโลกที่มาร์คัสจ้องจะขย้ำเธออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เธอโง่เกินกว่าจะเข้าใจนะรินรดา ว่าการอยู่กับฉันในฐานะของเล่น... คือสิ่งเดียวที่ปกป้องเธอจากความตาย”
“ถ้าต้องอยู่อย่างไม่มีศักดิ์ศรี... รินยอมตายดีกว่าต้องอยู่กับปีศาจอย่างพี่!”
ทันใดนั้น คีรานก็โน้มตัวลงมาประทับจูบที่หนักหน่วงและเร่าร้อน เขารวบตัวเธอเข้าหาจนแนบชิด มันไม่ใช่จูบแห่งความอ่อนโยน แต่มันคือการประกาศความเป็นเจ้าของและการเรียกร้องความรู้สึกที่แท้จริงที่ถูกกักขังเอาไว้ รินรดาทุบอกเขาเบาๆ ก่อนที่เรี่ยวแรงจะหดหายและตอบสนองจูบนั้นไปโดยไม่รู้ตัว
ทว่า... เสียงเคาะประตูห้องทำงานอย่างเร่งเร้าก็ดังขัดจังหวะขึ้น พร้อมกับร่างของหญิงสาวในชุดราตรีหรูหราที่ถือวิสาสะผลักประตูเข้ามา
“คีรานคะ! ดูสิคะว่าใครมาหา...” พริมโรสชะงักฝีเท้าลงทันทีเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ดวงตาที่เคยเฉยชาของเธอเบิกกว้างด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ไม่อาจปิดมิด เธอมองร่างที่แนบชิดกันบนโต๊ะทำงานด้วยสายตาที่พร้อมจะฉีกกระชากอีกฝ่ายให้เป็นชิ้นๆ “นี่หรือคะ เหตุผลที่พี่ไม่ไปงานเลี้ยงการกุศล? พี่เลือกที่จะเก็บ ‘นางบำเรอ’ คนนี้ไว้กับตัวมากกว่าคนระดับเดียวกับพี่งั้นเหรอ!”
คีรานผละออกจากรินรดาอย่างรวดเร็ว แววตาสับสนเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเย็นชาไร้ความรู้สึกดังเดิม เขากระชับเสื้อสูทให้เข้าที่ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับพริมโรสด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“เธอกลับไปเถอะพริมโรส เรื่องของฉันกับรินรดาไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องมาสะเออะยุ่ง”
พริมโรสแค่นหัวเราะ เดินตรงเข้ามาหารินรดาแล้วจ้องมองด้วยแววตาเหยียดหยาม “คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของเขาจริงๆ งั้นเหรอ? บอกเธอไปสิคะคีราน... บอกแม่นี่ไปว่าเมื่อสิบปีก่อน พ่อของเธอทำอะไรกับครอบครัวพี่ไว้บ้าง และบอกเธอด้วยว่า... คืนที่พ่อของเธอสิ้นใจ พี่ไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่พี่เป็นคน ‘อนุญาต’ ให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นด้วยมือของพี่เอง!”
รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เธอหันไปมองคีรานที่นิ่งอึ้งราวกับรูปปั้น ความหวังเดียวที่เธอเคยคิดว่าเขาอาจจะมีหัวใจพังทลายลงในพริบตา เมื่อเห็นแววตาที่เขามองพริมโรส ซึ่งไม่ได้มีการปฏิเสธแม้แต่น้อย
“มัน... จริงไหมคะ?” รินรดาถามเสียงสั่น แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง “พี่เป็นคนฆ่าพ่อของริน... ใช่ไหม?”
คีรานกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขาไม่ตอบ แต่ดวงตาที่วูบไหวกลับเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด ยิ่งกว่าคำยืนยันใดๆ ที่เขาจะเอื้อนเอ่ยออกมา
รินรดาสะบัดตัวหนีจากความใกล้ชิดเมื่อครู่ ถอยห่างออกไปราวกับเขาเป็นสิ่งปฏิกูลที่น่ารังเกียจที่สุดในชีวิต ในวินาทีนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของคีรานก็ดังขึ้น หน้าจอระบุชื่อ ‘มาร์คัส’ พร้อมข้อความที่ปรากฏขึ้นมาสั้นๆ ว่า...
*“ของเล่นชิ้นโปรดของคุณ กำลังจะกลายเป็นศพถ้าคุณไม่ยอมมอบข้อมูลเอกสารลับในตู้เซฟใบนั้นมาให้ผมภายในสิบห้านาที... เกมมันเพิ่งจะเริ่มขึ้นนะ คีราน”*
คีรานกวาดสายตาอ่านข้อความพลางหันกลับมามองรินรดาด้วยความรู้สึกที่คาดเดาไม่ได้ ขณะที่เสียงฝีเท้าของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ จากโถงทางเดินหน้าห้องทำงานที่ถูกปิดตาย!
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนของคีรานและรินรดานะคะ โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ
มิดไนท์คิส
พันธะร้ายร่ายรัก: รอยจูบใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 11
ความสับสนกลางใจ
ผลงานโดย มิดไนท์คิส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิดไนท์คิส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะร้ายร่ายรัก: รอยจูบใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!