ดิบเถื่อนข้ามเส้นเขตแดน (Beyond the Cruel Edge)•ตอนที่ 20

การทรยศ

ผลงานโดย ภูริศร์
รอยยิ้มจอมปลอมที่ถูกเคลือบไว้ด้วยความหวาดระแวงฉาบบนใบหน้าของ "ชาติชาย" คนสนิทมือขวาผู้ร่วมเป็นร่วมตายกับศิลามานานนับปี บรรยากาศภายในห้องทำงานส่วนตัว ณ ไซต์งานก่อสร้างยามค่ำคืนคุกรุ่นจนแทบหายใจไม่ออก แสงไฟสีส้มสลัวสาดกระทบโครงหน้าคมเข้มของศิลาที่ยืนนิ่งสงбиราวกับรูปปั้นหินแกรนิต ทว่าดวงตาสสีเข้มคู่นั้นกลับลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความระแวงสงสัยที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้เป็นจุล ข้างกายของศิลา รินลดาก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ มือเรียวบางเผลอกำชายเสื้อเชิ้ตของชายหนุ่มไว้แน่นเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ การปรากฏตัวอย่างไร้มารยาทในยามวิกาลของชาติชายไม่ใช่เรื่องปกติ และยิ่งเมื่อกวาดสายตาไปเห็นรอยเปื้อนโคลนแห้งกรังที่รองเท้าบูท รวมถึงเอกสารลับทางราชการที่โผล่พ้นกระเป๋าเสื้อนอกของอีกฝ่ายออกมาเสี้ยวหนึ่ง หัวใจของสถาปนิกสาวก็เต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก "ดึกดื่นค่ำคืนแบบนี้... นายยังมีธุระอะไรด่วนอีกงั้นเหรอ ชาติชาย" น้ำเสียงของศิลานิ่งเรียบ ทว่าทรงพลังและกดต่ำจนน่าขนลุก มันไม่ใช่คำถามไถ่ดินฟ้าอากาศ แต่มันคือการประกาศิตให้ "งูพิษ" ที่ซ่อนตัวอยู่คายพิษออกมาด้วยความสมัครใจ ชาติชายกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงตามแรงอารมณ์ที่พยายามควบคุม มือหนาที่ถือแฟ้มเอกสารสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะฝืนหัวเราะแห้ง ๆ กลบเกลื่อน "ผม... ผมแค่เป็นห่วงความปลอดภัยของท่านประธานครับ เห็นไฟในห้องยังเปิดอยู่ เกรงว่าพวกหนอนบ่อนไส้ที่มันแอบขายแปลนก่อสร้างให้คู่แข่งจะยังลอยนวลอยู่แถวนี้ ก็เลยแวะเอาบัญชีรายชื่อคนงานกะดึกมาให้ตรวจสอบเพิ่มเติมครับ" ชาติชายพูดพลางก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น ทว่าศิลากลับยกมือขึ้นห้ามด้วยท่าทีเยือกเย็น ดวงตาคมกริบราวกับพญาอินทรีจดจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของลูกน้องคนสนิท ราวกับกำลังสแกนหาความจริงจอมปลอมที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากภักดี "บัญชีรายชื่อคนงาน... ต้องใช้เอกสารลับของทางราชการหนาปึกขนาดนั้นเชียวหรือ ชาติชาย" ศิลาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงเย้ยหยันบาดลึก "หรือว่ารายชื่อที่นายกำลังถืออยู่ มันคือรายชื่อบัญชีรับเงินใต้โต๊ะจากบริษัทคู่แข่ง ที่นายเพิ่งไปรับมาเมื่อสองชั่วโมงก่อนกันแน่" สิ้นคำพูดนั้น ร่างของชาติชายก็สะعิดเฮือก สีหน้าที่เคยพยายามปั้นแต่งแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในพริบตา ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากของคนสนิทผู้ทรยศจะกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียม ในเมื่อความลับไม่มีในโลกและหน้ากากถูกกระชากออกจนหมดเปลือก ชาติชายจึงเลิกเสแสร้ง "ในเมื่อท่านประธานรู้ทัน... ผมก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากสินะครับ" ชาติชายแค่นหัวเราะเสียงดัง ดวงตาฉายแววริษยาและเกลียดชังอย่างไม่ปิดบัง "ท่านคิดว่าท่านยิ่งใหญ่มาจากไหนศิลา? คุมทุกอย่าง สั่งการทุกคน บดขยี้ทุกคนที่ขวางทาง! แต่คนที่เหนื่อยและเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางแทนท่านน่ะ... คือผม! เงินที่มันกองอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ มันมากกว่าเงินเดือนที่ท่านจ่ายให้ผมทั้งชีวิตเสียอีก!" รินลดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอนึกไม่ถึงว่าคนใกล้ตัวที่ศิลายอมรับและไว้วางใจที่สุด จะกล้าทรยศหักหลังได้อย่างเลือดเย็นถึงเพียงนี้ เธอมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของศิลาด้วยความกังวล เกรงว่าสิงโตบาดเจ็บตัวนี้จะระเบิดความโกรธออกมาจนเกิดเหตุการณ์นองเลือด ทว่า... ศิลากลับไม่แสดงอาการเกรี้ยวกราดออกมาแม้แต่น้อย ชายหนุ่มเพียงแค่ถอนหายใจยาวเหยียดออกมาเบา ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปหาชาติชายทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคง ราวกับราชสีห์ที่กำลังเดินต้อนเหยื่อให้จนมุมในอาณาเขตของตัวเอง "ความโลภ... มันทำให้คนตาบอดได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ชาติชาย" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบ "ฉันให้เกียรติแก ให้เงินแก ให้ความไว้ใจแกเหนือกว่าใคร... แต่สิ่งที่แกตอบแทนฉัน คือการเอาความปลอดภัยของโปรเจกต์นี้ไปขายให้พวกสวะพวกนั้น" "พวกมันให้มากกว่าที่ท่านให้!" ชาติชายตะคอกกลับเสียงดังลั่น แววตาแดงก่ำด้วยความคับแค้น "และถ้าผมจัดการท่านตรงนี้... ทุกอย่างก็จะตกเป็นของผม!" พริบตาเดียว ชาติชายก็ชักอาวุธปืนพกสีดำสนิทออกจากเอวแล้วเล็งตรงมาที่ศีรษะของศิลาทันที รินลดาหวีดร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด สัญชาตญาณเตือนให้เธอพุ่งตัวเข้าไปขวาง ทว่าศิลากลับเร็วกว่า มือหนาคว้าเอวบางของหญิงสาวแล้วดึงเข้ามาชิดร่างแกร่งในคราวเดียว พร้อมกับใช้มืออีกข้างปัดปากกระบอกปืนของชาติชายให้เฉียงออกไปในเสี้ยววินาทีที่กระสุนนัดแรกถูกลั่นไก! ปัง! เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวสะท้อนก้องไปทั่วห้องทำงาน กระสุนเจาะทะลุกระจกหน้าต่างจนแตกกระจาย เสียงกระจกแตกพร้อมกับเศษแก้วที่ร่วงหล่นลงพื้นเคล้ากับกลิ่นดินปืนที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ชาติชายหน้าถอดสีเมื่อพบว่าตนเองพลาดเป้า ศิลาไม่รอช้า พุ่งเข้าประชิดตัวลูกน้องทรยศด้วยความเร็วและพละกำลังดุจสัตว์ป่า การต่อสู้ระยะประชิดเกิดขึ้นอย่างดุเดือด ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างสาดหมัดและเข้ายื้อแย่งอาวุธกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ศิลาในยามนี้เปรียบเสมือนเทพแห่งสงครามที่เปี่ยมไปด้วยโทสะ ความโกรธเกรี้ยวจากการถูกหักหลังหลอมรวมเข้ากับสัญชาตญาณดิบเถื่อน หมัดหนัก ๆ ซัดเข้าที่ใบหน้าและลำตัวของชาติชายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนอีกฝ่ายเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น เลือดสด ๆ ไหลซึมออกจากมุมปากของชาติชาย ทว่าดวงตากลับยังคงฉายแววอาฆาตมาดร้าย "แก... แกไม่มีวันชนะหรอกศิลา..." ชาติชายแค่นเสียงหัวเราะทั้งที่เลือดอาบหน้า "ข้างนอกนั่น... คนของฉันคุมไว้หมดแล้ว! แกคิดว่าแกจะรอดออกไปจากไซต์งานนี้ได้เหรอ!" ศิลาย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง มือหนากระชากคอเสื้อเชิ้ตของชาติชายขึ้นมาจนใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงคืบ แววตาของศิลาดุดันและเยียบเย็นจนน่ากลัว เสียงกระซิบของเขาแหบพร่าแต่ทรงอำนาจจนทำให้ชาติชายตัวสั่นเทิ้ม "แกคิดว่าฉันโง่ขนาดที่ไม่รู้ว่าแกแอบซ่อนใครไว้ข้างนอกงั้นเหรอ?" ศิลาแค่นยิ้มหยันที่มุมปาก "คิดว่าคนของแกมันภักดีกับแกนักหรือไง ชาติชาย... แกมันก็แค่หมากตัวหนึ่งที่ถูกหลอกให้เดินมาตายเท่านั้นแหละ" ในวินาทีที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด รินลดายืนพิงผนังห้องด้วยความเหนื่อยหอบ หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดเสียว เธอมองแผ่นหลังกว้างของศิลาที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจและความดุดัน ความรู้สึกหวาดกลัวในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความเย้ายวนอันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวตนของชายหนุ่ม ร่างกายของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเถื่อนดิบที่เขาแสดงออกมาในยามที่ปกป้องเธอ ศิลาสะบัดมือทิ้งร่างของชาติชายลงไปนอนกองกับพื้นอย่างไร้ค่า ก่อนจะหันกลับมามองสถาปนิกสาวที่ยังคงหายใจหอบถี่ ดวงตาคมกริบคู่นั้นเปลี่ยนจากประกายเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ ให้กลายเป็นความเร่าร้อนลึกล้ำที่จ้องมองเธอราวกับเสือร้ายที่กำลังจ้องเหยื่ออันโอชะ ชายหนุ่มก้าวย่างเข้าหารินลดาอย่างเชื่องช้า แรงกดดันจากเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่เปลี่ยนทิศทางกลายเป็นความตึงเครียดทางอารมณ์รูปแบบใหม่—ความปรารถนาที่ไม่อาจหักห้ามใจ รินลดาก้าวถอยหลังทีละก้าวตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว จนกระทั่งแผ่นหลังบอบบางชนเข้ากับมุมผนังห้องเย็นเฉียบ ปิดตายทุกเส้นทางหนี ศิลาไม่ปล่อยให้เธอได้ตั้งตัว มือหนาข้างหนึ่งยันผนังห้องไว้เหนือศีรษะของเธอ กักขังร่างอ้อนแอ้นไว้ในอาณาเขตของตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ ลมหายใจอุ่นร้อนของเขารดรินอยู่บริเวณซอกคอระหง กลิ่นอายของความตายจากเหตุการณ์ยิงปืนเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นกายบุรุษเพศอันเย้ายวนและอันตราย "ตกใจมากไหม... คนเก่งของฉัน" เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมใบหูของเธอ น้ำเสียงอ่อนโยนลงอย่างประหลาด ทว่าแฝงไว้ด้วยความเร่าร้อนที่ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง รินลดาเม้มริมฝีปากแน่น พยายามควบคุมสติสัมปชัญญะที่กำลังเตลิดเปิดเปิงไปกับสัมผัสใกล้ชิด "ฉัน... ฉันไม่เป็นไรค่ะ..." เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่มือหนาอีกข้างของศิลาเริ่มเลื่อนมาสัมผัสที่เอวคอดกิ่ว ลากไล้ผ่านเนื้อผ้าอย่างแผ่วเบาแต่วาบหวามจนสถาปนิกสาวต้องสะดุ้งเฮือก "ตัวสั่นขนาดนี้... ยังจะกล้าพูดว่าไม่เป็นไรอีกงั้นเหรอ" ศิลาหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนริมฝีปากหยักลึกเกือบจะแนบชิดกับริมฝีปากอิ่มของเธอ "ในเมื่อแก้วิกฤตผ่านพ้นไปแล้ว... ตอนนี้ ถึงเวลาที่ฉันต้องลงโทษเธอแล้วล่ะ รินลดา" "ลงโทษ... เรื่องอะไรอีกคะ..." เธอเอ่ยถามเสียงสั่น พยายามเบือนหน้าหนีความใกล้ชิดที่อันตรายต่อหัวใจ "โทษฐานที่ทำให้ฉันต้องเป็นห่วง..." ศิลาไม่รอให้เธอได้โต้แย้ง ริมฝีปากร้อนผ่าวก็ประทับลงมาปิดริมฝีปากอิ่มของเธอทันทีอย่างเอาแต่ใจ รสจูบทั้งดุดัน เรียกร้อง และเร่าร้อนจนสถาปนิกสาวแทบละลายคาอ้อมแขน แรงดึงดูดระหว่างทั้งคู่พุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดจนโลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน ทว่า... ในจังหวะที่ความหอมหวานกำลังกลืนกินสติสัมปชัญญะของทั้งคู่ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอกห้องทำงาน พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังปึงปังรัวเร็วราวกับมีเหตุฉุกเฉินครั้งใหม่รออยู่เบื้องหน้า! ศิลาผละริมฝีปากออกจากรินลดาอย่างไม่เต็มใจนัก ดวงตาคมกริบฉายแววดุดันขึ้นมาอีกครั้งเมื่อหันไปมองประตูห้องที่ปิดสนิท ก่อนที่เสียงรายงานจากลูกน้องอีกคนจะตะโกนทะลุกระจกเข้ามาด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก "ท่านประธานครับ! แย่แล้วครับ! ไฟฟ้าทั้งไซต์งานถูกตัดกะทันหัน และ... และมีคนกลุ่มใหญ่บุกเข้ามาทางประตูหลังแล้วครับ!" ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมดำดิ่งไปในวังวนเสน่หาอันตรายนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (ภูริศร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนข้ามเส้นเขตแดน (Beyond the Cruel Edge) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%