ศาสตราจารย์ฝึกหัดกับศิษย์ดื้อผู้กุมความลับแห่งจักรวาล•ตอนที่ 2

ทฤษฎีเวทที่ไม่มีในตำรา

ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
กลิ่นอายของโอโซนและผงถ่านจากการระเบิดขนาดย่อมยังคงลอยอวลอยู่ในห้องทดลองภาคสนามหมายเลขเจ็ด ผิวหนังบริเวณต้นคอของเซเรสสัมผัสได้ถึงกระแสไฟฟ้าสถิตที่ยังคงวิ่งพล่านอยู่ในอากาศ ราวกับประจุพลังงานพวกนั้นกำลังมีชีวิตและหัวเราะเยาะความพยายามของมนุษย์ในการควบคุมพวกมัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์หนุ่มปัดเศษเถ้าสีเทาออกจากแขนเสื้อทוניคสีเข้มอย่างไม่สบอารมณ์นัก ดวงตาสتีน้ำตาลเข้มภายใต้กรอบแว่นโลหะกวาดมองความเสียหายรอบตัว กำแพงหินศิลาแกรนต์ที่เคลือบด้วยอาคมเสริมความแข็งแกร่ง บัดนี้กลับมีรอยแตกร้าวเป็นทางยาวราวกับใยแมงมุม ตรงกลางห้องมีหลุมลึกเกือบสามฟุต ซึ่งเกิดจากแรงปะทะของเวทมนตร์ธาตุลมที่ถูกบีอัดจนเกินขีดจำกัด และต้นเหตุของความพินาศย่อมๆ นี้ ก็กำลังยืนกะพริบตาปริบๆ อยู่ห่างออกไปไม่ถึงห้าก้าว "ผม... ผมไม่ได้ตั้งใจนะครับอาจารย์ เซเรส" ลูคัสส่งเสียงอ้อมแอ้ม มือเรียวยาวซุกไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุมตัวโคร่ง พยายามทำตัวลีบเล็กที่สุดเพื่อหลบสายตาคมกริบที่ราวกับจะทะลุผ่านร่างเขาไปได้ "ก็ตำราหน้าสามสิบห้าบอกว่า ให้รวบรวมมานาที่จุดศูนย์กลางแล้วปล่อยออกไปแบบเส้นตรงนี่ครับ" "ตำราเล่มไหนเขียนว่าให้เธออัดมานาเข้าไปในวงเวทถึงหเท่าตัวในเวลาสามวินาทีกันล่ะ, ลูคัส" เซเรสทวนคำ เสียงทุ้มต่ำเรียบสนิทแต่กลับกดดันจนเด็กหนุ่มสะดุ้ง เขาก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อย รองเท้าหนังส่งเสียงกระทบพื้นหินก้องกังวานในความเงียบ "เด็กปีหนึ่งทั่วไปต่อให้ฝึกมาสigปี ก็ยังรวบรวมกระแสมานาได้ไม่ถึงครึ่งของที่เธอซัดใส่กำแพงเมื่อกี้ด้วยซ้ำ... แถมธาตุที่เธอแสดงออกมาเมื่อครู่ มันไม่ใช่ 'ลม' ธรรมดา" เซเรสหยุดยืนตรงหน้าเด็กหนุ่ม ร่างสูงโปร่งก้มลงมองเล็กน้อยเนื่องจากลูคัสมีส่วนสูงน้อยกว่าเขาอยู่ช่วงไหล่ นัยน์ตาสีเข้มหรี่ลงอย่างใช้ความคิด สมองอันปราดเปรื่องของเขาพยายามประมวลผลข้อมูลทางทฤษฎีเวทมนตร์ทั้งหมดที่มีในหอสมุดหลวง แต่ไม่มีทฤษฎีไหนเลยที่อธิบายเหตุการณ์เมื่อครู่ได้ เมื่อครู่ ตอนที่วงเวทสีฟ้าครามกำลังจะระเบิดออกเพราะควบคุมไม่ได้ เซเรสเห็น... ไม่สิ เขาสัมผัสได้ด้วยสัญชาตญาณของนักวิจัยเวทมนตร์ผู้ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง—พลังงานสีดำสนิทที่เจือปนอยู่เสี้ยววินาที มันไม่ใช่มานาบริสุทธิ์ แต่มันคือการ 'กลืนกิน' พลังเวทรอบข้างราวกับหลุมดำขนาดย่อม "อาจารย์... โกรธเหรอครับ?" ลูคัสเงยหน้าขึ้นสบตา แพขนตางอนขยับไหว ดวงตากลมโตคู่นั้นมีความระแวดระวังซ่อนอยู่ภายใต้ความใสซื่อที่จงใจแสดงออก "ถ้าผมทำให้อุปกรณ์เสียหาย เดี๋ยวผมเอาค่าขนมมาชดใช้ก็ได้นะครับ แต่อย่าเพิ่งหักคะแนนจิตวิสัยของผมเลยนะ" "เธอคิดว่าฉันสนใจเรื่องค่าซ่อมผนังห้องหรือไง" เซเรสถอนหายใจยาว ปัดเศษฝุ่นครั้งสุดท้ายก่อนจะหันหลังเดินไปหยิบแผ่นศิลาบันทึกข้อมูลเวทมนตร์ที่วางอยู่บนแท่นหินไกลออกไป หน้าจอผลึกมานาบนแผ่นศิลายังคงกะพริบแสงสีแดงเตือนภัย ระดับความหนาแน่นของมานาพุ่งทะยานจนกราฟหักศอก "สิ่งที่ฉันสนใจคือ... ร่างกายของเธอต่างหาก, ลูคัส" เด็กหนุ่มชะงัก รอยยิ้มเจื่อนๆ บนใบหน้าจางหายไปแทนที่ด้วยความนิ่งงันชั่วขณะ ก่อนจะกลับมายิ้มกลบเกลื่อนอย่างรวดเร็ว "ร่างกายผมเหรอครับ? ก็... ปกติดีนะครับ กินอิ่ม นอนหลับ ส่วนสูงก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย..." "หุบปากซะ แล้วฟังให้ดี" เซเรสหมุนตัวกลับมา มือเรียวยาวเคาะแผ่นศิลาบันทึกในมือเบาๆ "นี่คือผลการตรวจจับคลื่นมานาภาคสนามที่เครื่องมือของฉันบันทึกไว้ได้ตอนที่เธอกำลังร่ายเวท ช่วงวินาทีที่สาม... อัตราการดูดซับพลังงานรอบตัวพุ่งขึ้นสูงถึงเจ็ดร้อยเปอร์เซ็นต์ มานาในห้องนี้ไม่ได้ถูกปล่อยออกไป แต่มันถูก 'ดูด' เข้าไปในตัวเธอ แล้วถูกขับออกมาเป็นแรงระเบิดเมื่อกี้" เซเรสเดินเข้าไปใกล้เด็กหนุ่มอีกครั้ง คราวนี้เขาโน้มตัวลงกระซิบชิดริมใบหู น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เย็นเยียบจนคนฟังขนลุกซู่ "เด็กปีหนึ่งที่สอบเข้ามาด้วยคะแนนภาคทฤษฎีในลำดับที่เกือบจะบ๊วย... แต่กลับมีวงจรอเวทภายในที่สามารถรองรับพลังงานระดับภัยพิบัติได้โดยที่เส้นเลือดไม่ระเบิดเป็นจุล... เธอคิดจะตบตาใครกันแน่, ลูคัส?" บรรยากาศในห้องทดลองเงียบงันลงทันที เสียงหึ่งๆ ของเครื่องมือเวทมนตร์ตัวอื่นกลายเป็นเพียงเสียงประกอบฉากอันแสนไกล ลูคัสไม่ได้ถอยหนีเหมือนทุกครั้ง ไหล่บางที่เคยห่อเข้าหากันกลับยืดตรงขึ้นทีละน้อย ดวงตาที่เคยใสซื่อคู่นั้นค่อยๆ ปรับเปลี่ยนประกายความรู้สึก ความร่าเริงแบบเด็กหนุ่มมัธยมปลายถูกลบเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงความลึก  ความมืดมิด และรอยยิ้มมุมปากที่ยกขึ้นอย่างท้าทาย "อาจารย์เซเรส... เป็นพวกชอบขุดคุ้ยความลับของชาวบ้านสินะครับ" น้ำเสียงของลูคัสเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันทุ้มต่ำและราบเรียบไร้เดင်းสา ไร้ซึ่งความหวาดกลัวเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง "รู้ไหมครับ... คนที่ฉลาดเกินไป มักจะอายุไม่ยืนหรอกนะ" เซเรสไม่สะทกสะท้าน เขายังคงจ้องมองศิษย์ตัวแสบด้วยแววตานิ่งสงบ มือข้างหนึ่งกำแผ่นศิลาบันทึกแน่นขึ้น "ฉันอาจจะอายุสั้น แต่ก่อนหน้านั้น ฉันจะกระชากหน้ากากของเธอออกมาให้ได้ว่า... สิ่งที่อยู่ในตัวเธอมันคืออะไรกันแน่" ก่อนที่บทสนทนาอันเชือดเฉือนจะได้ดำเนินไปไกลกว่านั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานก็สาดส่องไปทั่วทั้งห้องทดลอง พร้อมๆ กับเสียงระฆังสนั่นหวั่นไหวจากหอนาฬิกากลางสถาบันที่ดังขึ้นติดต่อกันสามครั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณฉุกเฉินระดับสูงสุดที่ไม่มีใครได้ยินมานานกว่าร้อยปี ประตูกลเหล็กหนาหนักของห้องทดลองภาคสนามถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงด้วยแรงลมมหาศาล ฝุ่นควันตลบอบอวลพร้อมกับร่างของอาจารย์ใหญ่ผู้ชราภาพที่ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือก ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เขากวาดสายตามองมาที่เซเรสและลูคัสด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา "เซเรส! ลูคัส! รีบหนีออกไปจากที่นี่ซะ!" อาจารย์ใหญ่ตะโกนเสียงหลง ลมหายใจหอบกระชั้น "ผนึกใต้ดินของหอคอยบรรพกาล... ถูกทำลายแล้ว! และ... และสิ่งที่ถูกกักขังไว้ กำลังเรียกหาเด็กคนนั้น!" เซเรสขมวดคิ้วแน่น หันขวับไปมองศิษย์ข้างกายทันที ทว่า... บริเวณที่ลูคัสยืนอยู่เมื่อครู่ กลับว่างเปล่า เหลือเพียงละอองพลังงานสีดำจางๆ ที่กำลังระเหยหายไปในอากาศ พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ลอยมากับสายลม *"อาจารย์... ดูเหมือนเกมไล่จับของเราจะต้องเลื่อนออกไปก่อนแล้วล่ะค่ะ..."*
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศาสตราจารย์ฝึกหัดกับศิษย์ดื้อผู้กุมความลับแห่งจักรวาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%