“บอกมาเถอะน่า ไอ้พีท! แกไม่ได้แค่อาสามาทาสีอาคารเรียนหรอก แกมาทาสีชมพูให้หัวใจตัวเองต่างหากล่ะวะ ฮิ้ว—!”
เสียงแซวของไอ้เจษเพื่อนสนิทตัวดีดังลั่นโรงอาหารชั่วคราวของโรงเรียนชนบทแห่งนี้ พร้อมกับเสียงตบโต๊ะเฮฮาของแก๊งเพื่อนแสบที่ส่งเสียงเชียร์กันจนคนทั้งค่ายหันมามองเป็นตาเดียว หัวใจดวงน้อยของพีทที่ยังเต้นไม่เป็นส่ำจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกจนแทบจะทะลุออกมานอกอก สติสตางค์ที่กระจัดกระจายไปตั้งแต่ตอนที่รุ่นพี่วิศวะฯ ตัวสูงใหญ่คนนั้นโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ยิ่งหลุดลุ่ยไปกันใหญ่เมื่อเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับดวงตาพราวระยับคู่นั้น
ให้ตายเถอะ... นี่มันค่ายอาสาพัฒนาชนบทหรือค่ายทรมานหัวใจเด็กนิเทศฯ ปีหนึ่งกันแน่คะเนี่ย!
พีทรีบยกมือขึ้นตบโต๊ะป้าบใหญ่ กลบเกลื่อนรอยแดงเห่อร้อนบนใบหน้าด้วยการทำเสียงเขียวใส่เพื่อน “เบาเสียงหน่อยสิวะไอ้เจษ! เดี๋ยวคนอื่นก็เข้าใจผิดกันหมดหรอก กูไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย รุ่นพี่วาฬเขาก็แค่... เออ เขาก็แค่ชอบแกล้งเด็กตามประสาคนว่างงานนั่นแหละ!”
“แกล้งเฉพาะกับแกหรือเปล่าวะเพื่อนรัก?” น้ำเสียงกวนประสาทที่ลอยมาแต่ไกลทำเอาพีทสำลักน้ำลายตัวเองแทบพุ่ง เมื่อเจ้าของร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดสีดำพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นกล้ามเนื้อแขนชัดเจน เดินถือถาดหลุมใส่อาหารเข้ามาแทรกกลางวงสนทนา กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ผสมกับกลิ่นเหงื่อจากการแบกปูนเมื่อเช้าโชยเข้าจมูกจนพีทต้องรีบเบนสายตาหนี
รุ่นพี่วาฬทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้รับเชิญ แถมยังถือวิสาสะหยิบกล่องนมเปรี้ยวที่พีทตั้งใจจะเจาะหลอดดูดมาถือไว้เองหน้าตาเฉย ดวงตาคมกริบคู่นั้นช้อนขึ้นมองสบตาเด็กปีหนึ่งที่กำลังนั่งหน้าหรี่ด้วยความหมั่นไส้ พลางเอียงคอถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มชวนใจเหลว
“ใครเหรอครับที่ว่างงาน...พี่ยุ่งจะตาย โดยเฉพาะเวลาต้องมาคอยตามเช็ดตามล้างเด็กแถวนี้ที่ชอบซุ่มซ่ามทำสีหกใส่หัวตัวเองเนี่ย”
“ผมไม่ได้ซุ่มซ่ามสักหน่อย! มันเป็นอุบัติเหตุทางฟิสิกส์ต่างหากเล่า!” พีทเถียงคอเป็นเอ็น รีบยื่นมือไปแย่งกล่องนมเปรี้ยวคืน แต่มีหรือที่คนขายาวจะยอม วาฬเพียงแค่ชูแขนขึ้นสูงตามความได้เปรียบทางสรีระ ทำให้พีทที่พยายามเอื้อมมือคว้าต้องลุกขึ้นยืนครึ่งตัว ใบหน้าแทบจะแนบชิดกับอกแกร่งของอีกฝ่ายอยู่รอมร่อ
รอบโต๊ะเงียบกริบลงในทันที ก่อนที่เสียงกระแอมกระไอของแก๊งเพื่อนตัวดีจะดังขึ้นพร้อมเพรียงกัน
“อูย... อากาศแถวนี้ทำไมมันร้อนจังวะเพื่อน ว่าไหม?” ไอ้เจษทำทีเป็นพัดวีตัวเองด้วยกระดาษลัง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “พวกกูว่าเราไปเช็คความเรียบร้อยกองกระเบื้องหลังอาคารกันดีกว่าว่ะ ปล่อยให้ ‘คนขยัน’ เขาเคลียร์ปัญหาส่วนตัวกันไปก่อนเนอะ ไปๆๆ พวกเรา”
“เฮ้ย! ไอ้วี ไอ้นัท! พวกมึงจะทิ้งกูไม่ได้นะเว้ย!” พีทโวยวายลั่น หันไปส่งสายตาอาฆาตใส่เพื่อนสนิทที่พร้อมใจกันสลายตัวหนีหายไปจากโต๊ะภายในเวลาไม่ถึงสามวินาที ทิ้งให้เขานั่งเผชิญหน้ากับ ‘ไมโครเวฟเดินได้’ เพียงลำพังท่ามกลางเสียงชงเข้มข้นจากรอบด้าน
วาฬหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นอยู่ในอกจนพีทที่ยืนค้ำอยู่รู้สึกได้ รุ่นพี่หนุ่มวางกล่องนมเปรี้ยวลงบนโต๊ะตามเดิม ก่อนจะดึงข้อมือบางให้นั่งลงตามเดิมอย่างนุ่มนวล โดยไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อยมือง่ายๆ นิ้วเรียวยาวไล้เบาๆ บนหลังมือของพีทอย่างถือวิสาสะ ทำเอาเจ้าของมือต้องรีบดึงกลับแต่ก็ไม่ทันแรงรั้งของอีกฝ่าย
“ปล่อยเลยนะรุ่นพี่! เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะเข้าใจผิดกันใหญ่โต” พีทพยายามทำเสียงดุ แต่แก้มแดงๆ กับใบหน้าที่หลบสายตาไปทางอื่นนั้นฟ้องชัดเจนว่ากำลังเขินจนทำอะไรไม่ถูก
“เข้าใจผิดเรื่องอะไรล่ะครับ... หรือว่ากลัวคนอื่นจะรู้ว่าเรากำลังจีบกันอยู่?” วาฬเลิกคิ้วถาม รอยยิ้มมุมปากนั้นเจ้าเล่ห์เสียจนพีคอยากจะหยิบช้อนส้อมมาจิ้มให้รู้แล้วรู้รอด
“ใครจีบใครไม่มี๊! อย่ามามั่วซั่ว ปีหนึ่งนิเทศฯ ออกจะเนื้อหอม สาวๆ มองกันเพียบ!”
“เหรอครับ? แล้วทำไมเมื่อคืนถึงทักแชทมาบอกว่า… *‘รุ่นพี่วาฬใจร้าย ชะมัด ชอบทำให้ใจสั่นอยู่เรื่อย’* ล่ะหึ?”
พับผ่าสิ! พีทเบิกตากว้างจนแทบถลน ความทรงจำเมื่อคืนตอนที่เมานมโรงเรียนแล้วพิมพ์ข้อความตัดพ้อส่งไปหารุ่นพี่แล้วกดยกเลิกไม่ทันผุดขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ ให้ตายเถอะโว้ย! นึกว่าอีกฝ่ายหลับไปแล้วเสียอีก ทำไมถึงมาขุดคุ้ยตอนนี้เล่า!
“น...นั่นมันเพราะผมเบลอ! ผมพิมพ์ผิด! ผมหมายถึงใจสั่นเพราะกาแฟกระป๋องต่างหาก!” พีทแก้ตัวเสียงตะกุกตะกัก หน้าแดงแจ๋ลามไปถึงใบหู
วาฬไม่พูดเปล่า แต่โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดอยู่ข้างแก้ม เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมฝีปาก ทำเอาสติสตางค์ของเด็กปีหนึ่งหลุดลอยไปไกลจนกู่ไม่กลับ
“กาแฟกระป๋องทำให้ใจสั่น... แต่ถ้าเป็นพี่ล่ะครับ ทำให้ใจสั่นเหมือนกันหรือเปล่า?”
บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะหยุดนิ่งลงชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงรอบข้างที่เริ่มจอแจ วาฬจ้องมองคนตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกชัดเจนจนพีทไม่กล้าสบตา หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำรัวยิ่งกว่าตอนแบกปูนเสียอีก มือหนาเอื้อมมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากให้อย่างเบามือสัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอาพีทแทบละลายคาเก้าอี้
แต่ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังหวานชื่นจนมดแทบขึ้นโต๊ะอาหาร เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนโهاมฮูของอาจารย์ฝ่ายปกครองค่ายก็ดังแทรกขึ้นมาจากหน้าโรงอาหาร
“ไอ้วาฬ! ไอ้ตัวแสบปีสาม! แย่แล้วเว้ย! เกิดเรื่องใหญ่ที่อาคารสอง! สีทาผนังที่เพิ่งผสมไว้เมื่อเช้าโดนหมาที่ไหนไม่รู้มาชนล้มหกราดเลอะพื้นสนามเด็กเล่นหมดแล้วโว้ย! รีบไปดูด่วน!”
วาฬชะงักไปเล็กน้อย ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหันไปมองหน้าเด็กปีหนึ่งที่กำลังทำหน้าเลิกลั่กสลับกับกลั้นขำสุดชีวิต รุ่นพี่หนุ่มส่ายหัวเบาๆ อย่างระอาใจ ก่อนจะเอื้อมมือมาขยี้ผมพีทจนยุ่งเหยิงด้วยความหมั่นเขี้ยว
“รอดตัวไปนะเรา... เดี๋ยวคืนนี้ค่อยมาเคลียร์เรื่อง ‘กาแฟกระป๋อง’ กันต่อยาวๆ แน่” วาฬกระซิบเสียงทุ้มข้างหูทิ้งท้าย ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งออกไปสมทบกับกลุ่มอาจารย์และเพื่อนในค่ายทันที
พีทนั่งนิ่งค้างอยู่บนเก้าอี้ ยกมือขึ้นแตะกลุ่มผมที่ยังหลงเหลือไออุ่นจากสัมผัสเมื่อครู่ หัวใจเต้นแรงจนแทบระเบิด และก่อนที่เขาจะได้ตั้งสติจากเหตุการณ์เมื่อครู่ เสียงแจ้งเตือนข้อความในโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะก็ดังขึ้น *‘ติ๊ง’*
พีตก้มลงมองหน้าจอด้วยความสงสัย นิ้วเรียวรีบกดปลดล็อกเพื่อดูว่าใครส่งข้อความมาในจังหวะชุลมุนแบบนี้ แต่ทว่า... ข้อความล่าสุดที่ปรากฏบนหน้าจอแชตสีเขียว กลับไม่ใช่ข้อความจากแก๊งเพื่อนตัวแสบ และไม่ใช่จากรุ่นพี่วาฬ
แต่มันคือข้อความจากบัญชีปริศนาที่ไม่มีชื่อโปรไฟล์ ส่งรูปถ่ายใบเสร็จการโอนเงินจำนวนหนึ่งพร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ทำให้เลือดในกายของพีทเย็นเฉียบลงในพริบตา—
*[บัญชีปริศนา]: "ระวังตัวไว้ให้ดีนะน้องพีท... สิ่งที่พวกเธอพยายามค้นหาในค่ายนี้ มันไม่ได้มีแค่เรื่องทาสีหรอกนะ หึๆ"*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาโดเนทและเติมกำลังใจให้ชาพีชหวานน้อยคนนี้นะคะ!
ขอร้องล่ะครับรุ่นพี่ เลิกทำตัวเป็นไมโครเวฟเดินได้สักที•ตอนที่ 17
ค่ายอาสาที่โครตป่วน
ผลงานโดย ชาพีชหวานน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาพีชหวานน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอร้องล่ะครับรุ่นพี่ เลิกทำตัวเป็นไมโครเวฟเดินได้สักที นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!