รอยจารึกที่เลือนหายในสายหมอกแห่งความทรงจำ•ตอนที่ 13

ความจริงเริ่มปริแตก

ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
“บอกผมมาสิว่าทำไมบันทึกชุดนี้ถึงมีลายเซ็นของดร.อคินประทับอยู่บนทุกหน้า... ในฐานะของคนที่เป็น ‘ต้นแบบ’ ให้กับการทดลองครั้งนั้น” ศิลาวางแฟ้มเอกสารปกหนังสีซีดลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเก่าคร่ำคร่า เสียงกระทบของมันดังสะท้อนก้องในห้องสมุดใต้ดินที่อับชื้น กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละอองฟุ้งกระจายในอากาศ ราวกับความลับที่ถูกกักขังไว้กำลังถูกกระชากให้หายใจอีกครั้ง รินรดานั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แสงจากตะเกียงน้ำมันเพียงดวงเดียวที่วางอยู่กึ่งกลางโต๊ะทำให้ใบหน้าของเธอแลดูซีกหนึ่งสว่างและอีกซีกหนึ่งจมหายไปในเงามืด รินรดาไม่ตอบในทันที เธอเพียงแต่จ้องมองหน้ากระดาษเหล่านั้นด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก “เพราะคุณไม่ใช่แค่ศิลาไงล่ะ” เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่คมกริบดั่งใบมีดที่กรีดลงบนความเงียบ “คุณคือรอยร้าวที่ใหญ่ที่สุดในทฤษฎีความสมบูรณ์แบบของอคิน” ศิลานิ่งงัน หัวใจในอกเต้นเป็นจังหวะหนักหน่วงเหมือนกลองรบ ข้อมูลที่เขาค้นพบในไดรฟ์ลับเมื่อครู่ไม่ใช่แค่ชุดตัวเลขหรือบันทึกทางการแพทย์ แต่มันคือภาพถ่ายเก่าแก่ใบหนึ่งที่เขากำลังถืออยู่ในมือ—ภาพชายสองคนยืนคู่กันหน้าอาคารเมมโมเรียรุ่นบุกเบิก คนหนึ่งคือดร.อคินในวัยหนุ่มที่มีแววตาเปี่ยมด้วยความทะเยอทะยาน อีกคนหนึ่งคือชายที่มีใบหน้า... ใบหน้าเดียวกับเขา ศิลาพยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านสันหลังเมื่อพบว่าลายมือหลังภาพเขียนไว้สั้นๆ ว่า *‘แด่ความหวังเดียวของฉัน... เพื่อนร่วมอุดมการณ์’* “นี่มันหมายความว่ายังไงริน” ศิลาถาม เสียงของเขาเริ่มสั่นเครือ “ทำไมผมถึงไปอยู่ในรูปถ่ายเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ทั้งที่สภาพร่างกายของผมในตอนนี้ไม่มีทางเกินยี่สิบห้าปีด้วยซ้ำ” รินรดาถอนหายใจยาว เธอเอนหลังพิงเก้าอี้ไม้ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด “ความทรงจำไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดหรอกศิลา มันถูก ‘ถ่ายโอน’ และ ‘เจือจาง’ ดร.อคินไม่ได้เพียงแค่สร้างเมมโมเรียเพื่อควบคุมผู้คน แต่เขาสร้างมันขึ้นมาเพื่อกักเก็บเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณคนๆ หนึ่งเอาไว้... คนที่เขาเคยทรยศอย่างเลือดเย็นที่สุด” ศิลาขมวดคิ้ว มือของเขาบีบแฟ้มเอกสารแน่นจนขอบกระดาษยับย่น ความสับสนถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์ที่พร้อมจะกลืนกินตัวตนของเขา เขาไม่ใช่แค่เหยื่อของการทดลอง แต่เขาอาจจะเป็น ‘บางสิ่งที่สำคัญกว่านั้น’ สำหรับชายที่เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของเขา “คุณกำลังจะบอกผมว่า...” ศิลาหยุดเว้นจังหวะ กลืนก้อนความกล้าที่ติดอยู่ในลำคอ “...ดร.อคินกำลังพยายามคืนชีพให้ใครบางคนผ่านร่างของผมอย่างนั้นหรือ” รินรดาลุกขึ้นเดินอ้อมมาข้างหลังเขา มือเรียวบางของเธอวางลงบนไหล่ศิลาอย่างปลอบประโลม แต่สัมผัสนั้นกลับแฝงไปด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด “อคินไม่ได้ต้องการแค่คืนชีพศิลา เขาต้องการ ‘ความลับ’ ที่ถูกฝังอยู่ในหน่วยความจำต้นฉบับที่คุณครอบครองอยู่ มันคือสมการสุดท้ายที่เขายังทำไม่สำเร็จ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงไม่ฆ่าคุณเสียตั้งแต่แรก คุณไม่ใช่ผลผลิตที่ล้มเหลว แต่นี่คือ ‘ผลลัพธ์’ ที่เขารอคอยมาตลอดสามทศวรรษ” ความจริงที่ปริแตกออกทีละส่วนทำให้ศิลารู้สึกราวกับพื้นดินใต้เท้ากำลังทรุดตัวลง เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องที่เต็มไปด้วยตู้เก็บความทรงจำของคนนับพันที่อคินเคยลบหายไป นึกถึงดวงตาที่เย็นชาของดร.อคินในวันที่เขาเผชิญหน้ากันครั้งล่าสุด ความเคียดแค้นที่เขามีต่ออคินบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวที่ลึกซึ้งกว่าเดิม—กลัวว่าตัวตนที่เขาสร้างขึ้นมาจะเป็นเพียงแค่เงาของคนตายที่อคินบงการให้เดินตามทางที่ขีดไว้ “ถ้าอย่างนั้น... ทำไมผมถึงยังมีความคิดเป็นของตัวเอง? ทำไมผมถึงไม่ได้ทำตามที่เขาต้องการ?” ศิลาหันกลับมาถามด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม รินรดาเพียงแค่ยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่เศร้าสร้อยและเต็มไปด้วยความนัย “เพราะในเศษเสี้ยวของความทรงจำที่แตกสลายนั้น ยังมีบางอย่างที่อคินประเมินค่าต่ำเกินไป... ความรักที่ชายคนนั้นมีต่อคุณ เขาไม่เพียงแต่ทิ้งสมการไว้ในสมองของคุณ แต่มันยังฝังรากลึกลงไปในสัญชาตญาณของการเป็นอิสระ ศิลา... คุณไม่ใช่อาวุธของคุณเขา แต่คุณคือสุสานที่มีชีวิตที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อเก็บรักษาความผิดพลาดของตัวเอง” ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยที่เงียบงันมานานก็ดังขึ้นทั่วทั้งอาคาร ระบบความปลอดภัยของที่นี่ถูกเจาะทะลุ แสงสีแดงวาบหวิวสาดส่องเข้ามาในห้องสมุด ทำให้เอกสารตรงหน้าดูเหมือนเปื้อนเลือด ศิลาลุกขึ้นยืนฉับพลัน เขารู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติในต้นคอ—ชิปที่ฝังอยู่เริ่มสั่นสะเทือนถี่ขึ้นอย่างรุนแรง รินรดาหน้าซีดเผือด “เขามาแล้ว... อคินพบที่นี่แล้ว” ประตูห้องสมุดถูกกระชากเปิดออกอย่างรุนแรงจนบานพับเหล็กพังลงมากับพื้น ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มเดินเข้ามาพร้อมกับทหารหน่วยพิเศษสองนายที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง ดร.อคินหยุดยืนนิ่ง แววตาของเขาไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยว แต่มันกลับเต็มไปด้วยความสมเพชอย่างประหลาดเมื่อมองมายังศิลา “ผมเตือนคุณแล้วใช่ไหมศิลา” อคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างน่าขนลุก “ว่าอย่าเปิดหน้าสุดท้ายของบันทึกเล่มนั้น... เพราะถ้าคุณรู้ว่าใครคือคนที่ฝากความทรงจำไว้ในตัวคุณ... คุณจะไม่มีวันอยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป” ศิลาหันไปสบตาดร.อคิน มือของเขาเอื้อมไปหยิบปืนที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักงัน เมื่อดร.อคินหยิบหน้ากากสวมใบหน้าของชายในภาพถ่ายออกมาแล้วสวมทับใบหน้าของตนเอง พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาศิลาเย็นวาบไปถึงกระดูก “ดูให้ดีเสียสิ ว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังดวงตาคู่ที่คุณใช้มองโลกใบนี้มาตลอด” ภาพที่เห็นตรงหน้าทำเอาศิลาถึงกับเข่าทรุด เมื่อใบหน้าที่ปรากฏอยู่หลังหน้ากากไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นใบหน้าของเขาเอง... ที่มีรอยแผลเป็นเดียวกับที่เขามีบนข้อมือซ้ายตั้งแต่วันที่เขาจำความได้ หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับการเปิดเผยปมครั้งสำคัญนี้นะครับ เมทริกซ์ซีโร่
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่เลือนหายในสายหมอกแห่งความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%