“ขยับไปทางซ้ายอีกนิด... อย่าเกร็งครับ ผมแค่อยากดูให้แน่ใจ”
เสียงของรินรดาสั่นพร่าเล็กน้อยขณะที่ปลายนิ้วเย็นเฉียบของเธอแตะลงบนผิวหนังบริเวณข้อมือซ้ายของศิลา แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะตัวจิ๋วส่องกระทบผิวเนื้อที่ควรจะเรียบเนียน หากแต่บัดนี้กลับปรากฏเส้นรอยจารึกสีครามจางๆ คล้ายรากไม้ที่ฝังตัวอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง มันขยับเขยื้อนตามจังหวะชีพจรของเขา ราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจ
ศิลานิ่งงัน เขามองใบหน้าของหญิงสาวที่ขมวดคิ้วแน่น ดวงตาคู่นั้นของรินรดาที่เคยฉายแววหยิ่งทะนงในความฉลาด กลับสั่นไหวด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“คุณเจออะไรกันแน่ ริน?” เขาถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าข้างในกลับปั่นป่วนราวกับคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัว
รินรดาไม่ตอบ เธอคว้าอุปกรณ์สแกนความถี่ต่ำจากกระเป๋าข้างกายมาจ่อเหนือรอยนั้น เสียงสัญญาณดิจิทัล ‘ตื๊ด... ตื๊ด... ตื๊ด...’ ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงหวีดหวิวแหลมสูงจนต้องเบือนหน้าหนี
“มันไม่ใช่รอยแผลเป็น...” รินรดากระซิบพลางเงยหน้าขึ้นจ้องตาเขา แววตาของเธอเปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็นความเวทนา “ศิลา คุณจำไม่ได้เลยใช่ไหมว่าทำไมที่ข้อมือคุณถึงมีสัญลักษณ์นี้... นี่ไม่ใช่รอยสัก แต่มันคือ ‘บาร์โค้ดสายพันธุ์’ ของเมมโมเรีย”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักแคบๆ ของเขา ศิลาชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ความทรงจำที่ว่างเปล่าราวกับห้องมืดที่ไร้ประตูทางออกเริ่มสั่นคลอน
“เมมโมเรีย?” เขาทวนคำ ราวกับชื่อนี้คือยาพิษที่เพิ่งแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือด “คุณกำลังจะบอกว่า... ผมคือสินค้า?”
“คุณไม่ใช่แค่สินค้า คุณคือ ‘ผลผลิต’ ชิ้นแรกที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่ ดร.อคิน เคยสร้างขึ้นมา” รินรดาผละออกจากข้อมือเขา เธอเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังแสงไฟนีออนของเมืองที่ถูกควบคุมด้วยอัลกอริทึมแห่งความทรงจำ “ในฐานข้อมูลลับที่ฉันแอบเจาะเข้าไปได้ รหัสที่ฝังอยู่ในข้อมือคุณตรงกับรหัสวิจัย ‘โครงการศิลาเอก’ มันคือการทดลองหลอมรวมความทรงจำของมนุษย์หลายร้อยคนเข้าไว้ในร่างเดียว เพื่อสร้างบุรุษที่ไร้ตัวตน... ไร้อดีต... เพื่อให้คุณเป็นภาชนะที่รองรับทุกความลับของพวกเขาได้โดยไม่แตกสลาย”
ศิลากำหมัดแน่น เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ ภาพเหตุการณ์แฟลชแบ็กแวบเข้ามาในหัว—เสียงเครื่องจักรที่หมุนวน, กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ฉุนกึก, และเสียงหัวเราะเยือกเย็นของชายที่เขารู้สึกเกลียดชังเข้ากระดูกดำ
“มันไม่จริง” เขาพึมพำ น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ “ผมมีความรู้สึก... ผมมีความรัก... ผมไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์”
“ความรู้สึกที่คุณมี มันอาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความทรงจำที่คุณขโมยมาจากคนอื่นตอนที่พวกเขาถูกลบข้อมูล!” รินรดาหันกลับมาตะโกนใส่เขา แววตาของเธอเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา “คุณคิดว่าคุณเป็นใครกันแน่ ศิลา? คนที่ฉันรู้จักเมื่อสามปีก่อน หรือเพียงแค่คอลเลกชันความทรงจำที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อรับใช้ ดร.อคิน?”
ศิลาขยับตัวลุกขึ้นยืน ก้าวเข้าไปหาเธอจนระยะห่างเหลือเพียงลมหายใจ เขาสัมผัสได้ถึงความสับสนที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวรินรดา เธอไม่ได้โกหก เธอไม่ได้แค่ขู่ แต่เธอกำลังกลัว... กลัวในสิ่งที่เขากำลังจะเป็น
“ถ้าผมเป็นของพวกมัน ทำไมผมถึงยังอยู่นี่? ทำไมผมถึงยังไม่ถูกสั่งการให้ไปทำลายคุณ?” เขาถาม จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ
รินรดาเม้มปากแน่น เธอเอื้อมมือไปแตะที่กระเป๋าเสื้อหยิบชิปข้อมูลสีเงินขนาดเล็กออกมาวางไว้บนโต๊ะ “เพราะชิปตัวนี้ไงล่ะ ศิลา... มันคือคำสั่งหยุดทำงานที่ฉันแอบดึงออกมาจากเซิร์ฟเวอร์หลักของเมมโมเรียวันนั้น หากไม่มีมัน คุณคงกลายเป็นหุ่นเชิดของอคินไปนานแล้ว แต่ปัญหาคือ... อคินรู้แล้วว่าชิปนี้หายไป และเขารู้แล้วว่าคุณอยู่ที่ไหน”
ทันใดนั้น เสียงเตือนภัยจากระบบรักษาความปลอดภัยของอาคารก็แผดเสียงดังลั่น ห้องพักที่เคยเงียบสงบสั่นสะเทือนตามแรงกระแทกจากภายนอก ประตูโลหะหน้าห้องเริ่มบิดเบี้ยวจากการถูกโจมตีด้วยอาวุธคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
“เขามาแล้ว...” รินรดาหน้าซีดเผือด “อคิน... เขาส่งทีมกำจัดทิ้งมา!”
ศิลาหันไปมองประตูที่กำลังจะพังทลายลงในไม่กี่วินาที เขารู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ปะทุขึ้นในข้อมือข้างที่ถูกจารึกรอยประหลาด ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วแขนจนเขาต้องร้องออกมาเบาๆ แต่ในความเจ็บปวดนั้น กลับมีความทรงจำใหม่ผุดขึ้นมา... ความทรงจำที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน
ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์ในห้องแล็บ แต่เป็นภาพของตัวเขาเอง... กำลังยืนอยู่ข้างหลัง ดร.อคิน พร้อมกับรอยยิ้มที่เหี้ยมเกรียมเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้
ประตูพังทะลายลงพร้อมกับแสงสีแดงฉานที่สาดเข้ามา เผยให้เห็นชายในชุดสูทสีดำสนิทที่ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มทหารรับจ้าง ดร.อคิน ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสงบนิ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาน่าขนลุกกว่าสิ่งใดที่ศิลาเคยพบเจอมา
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ผลงานชิ้นเอกของฉัน” อคินกล่าวพลางกวาดสายตามองศิลา “แกคงเริ่มจำได้แล้วใช่ไหม ว่าทำไมฉันถึงฝัง ‘รหัสทำลายตัวเอง’ ไว้ในข้อมือแกตั้งแต่วันแรกที่แกถือกำเนิดขึ้นมา?”
ศิลารู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นเข้าสู่หัวใจ เมื่อเขาก้มมองข้อมือตัวเองอีกครั้ง เส้นสีครามนั้นไม่ได้ขยับอย่างรวดเร็วอีกต่อไป แต่มันกลับเรืองแสงสีแดงวาบขึ้นมา... พร้อมกับร่างกายของเขาที่เริ่มสูญเสียการควบคุมทีละนิ้ว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและค้นหาความจริงไปกับผมในความมืดมิดนี้นะครับ เมทริกซ์ซีโร่
รอยจารึกที่เลือนหายในสายหมอกแห่งความทรงจำ•ตอนที่ 4
สัญลักษณ์ปริศนาที่ข้อมือ
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่เลือนหายในสายหมอกแห่งความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!