"หยุดฟังเสียก่อนศิลา... นายได้ยินเสียงที่ออกมาจากลำโพงนั่นไหม? มันไม่ใช่เสียงของนาย แต่มันคือเสียงของ 'ความจริง' ที่นายพยายามกลบฝังมันมาตลอดชีวิต"
รินรดาตวาดผ่านความโกลาหลขณะที่ร่างของศิลากำลังร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิด มือของเธอคว้าข้อมือเขาไว้ได้ทันท่วงที แรงกระชากนั้นส่งผลให้หัวไหล่ของศิลาปวดร้าว แต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เขากำลังเผชิญในโสตประสาท เสียงของเขาเอง—เสียงที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยความเยือกเย็น—ยังคงก้องกังวานอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนี้ แม้ตัวเขาจะไม่ได้เอ่ยปากเลยสักคำ
"นั่นไม่ใช่เสียงผม..." ศิลาเค้นเสียงตอบ มืออีกข้างเกาะขอบพื้นปูนที่แตกร้าวเศษฝุ่นร่วงกราวลงสู่เหวเบื้องล่าง "รินรดา ปล่อยผม... ถ้าเธอยังยื้อไว้แบบนี้ เราทั้งคู่จะตกลงไปข้างล่างนั่น"
"ถ้าเราตายตอนนี้ ทุกอย่างก็จบ! นายอยากให้เรื่องราวที่ถูกปรุงแต่งโดยดร.อคินมันกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าสุดท้ายของมนุษยชาตินักหรือไง!" รินรดาตวาดกลับ นัยน์ตาของเธอวาวโรจน์ด้วยความมุ่งมั่น แม้เหงื่อกาฬจะไหลซึมจนผมลู่ปรกใบหน้า
ทันใดนั้น เสียงจากลำโพงก็เปลี่ยนไป มันไม่ได้เป็นเพียงเสียงคำพูดอีกต่อไป แต่เป็นเสียงของการบันทึกความทรงจำ—เสียงเด็กร้องไห้ เสียงแก้วแตก และเสียงที่คุ้นหูที่สุด... เสียงของแม่ศิลาที่เขานึกว่าจากไปตั้งแต่เขายังเล็ก
'ศิลา ลูกต้องจำไว้นะ ว่าสิ่งที่เขาพยายามยัดเยียดให้ลูก ไม่ใช่ความรัก แต่มันคือพันธนาการ...'
ศิลาชะงัก ร่างกายที่เคยแข็งเกร็งอ่อนยวบลงอย่างกะทันหัน ความทรงจำเกี่ยวกับงานศพของแม่ที่เขาเคยยึดถือว่าเป็นความจริงแท้ เริ่มสั่นคลอนเหมือนภาพถ่ายที่ถูกนำไปแช่ในน้ำกรด เขาเห็นภาพแม่ยืนยิ้มอยู่หน้าบริษัทเมมโมเรีย—ภาพที่เขาไม่เคยนึกออกมาก่อน—แม่ยืนข้างดร.อคินที่ยังดูหนุ่มแน่น
"มันไม่ใช่แค่ผม..." ศิลาพึมพำ ดวงตาเบิกโพลงเมื่อเขามองออกไปนอกหน้าต่างห้องที่บิดเบี้ยว ผู้คนบนท้องถนนเบื้องล่างไม่ได้เดินอย่างปกติอีกต่อไป บางคนหยุดยืนนิ่งกะทันหัน บางคนกุมขมับล้มลงกับพื้นพร้อมกับกรีดร้องราวกับสมองกำลังถูกกระชากออกจากกะโหลก
โลกที่พวกเขารู้จักกำลังลอกคราบออก เผยให้เห็นโครงสร้างพื้นฐานของความทรงจำที่ปลอมเปลือก เมื่อผู้คนตระหนักพร้อมกันว่า 'อดีต' ที่พวกเขาหวงแหนนั้นถูกเขียนโปรแกรมขึ้นด้วยอัลกอริทึมของเมมโมเรีย
"ดร.อคินกำลังรีเซ็ตระบบ" รินรดากัดฟันแน่น "เขาทำให้ทุกคนเห็นความจริง เพื่อที่จะได้ลบความทรงจำเหล่านั้นทิ้งทั้งหมดในคราวเดียว ใครที่ตื่นรู้ตอนนี้จะถูกกำจัดทิ้งในฐานะ 'บั๊ก' ของระบบ"
ศิลาเงยหน้าขึ้นมองเพดานห้องที่บัดนี้เริ่มปริแตก เผยให้เห็นแสงสีฟ้าเยือกเย็นที่ฉาบทาอยู่เบื้องหลังโครงสร้างเหล็กกล้า นั่นคือใจกลางระบบประมวลผลที่แท้จริงของเมมโมเรีย เขาเข้าใจแล้วว่าเขาไม่ใช่ผู้ถูกเลือก แต่เป็นเพียง 'ต้นแบบ' ที่ผิดพลาดของโครงการนี้
"ถ้าอย่างนั้น ผมก็ไม่ต้องซ่อนอะไรอีกแล้ว" ศิลาตัดสินใจ เขาปล่อยมือจากรินรดาในเสี้ยววินาทีที่เธอกำลังจะออกแรงดึงเขาขึ้นไป แต่แทนที่จะร่วงหล่นลงสู่ความมืด ศิลากลับทะยานตัวขึ้นสูงขึ้นราวกับเขาสามารถควบคุมแรงโน้มถ่วงในโลกที่บิดเบี้ยวนี้ได้
"ศิลา! อย่าทำแบบนั้น!" รินรดาตะโกนสุดเสียง แต่ร่างของชายหนุ่มได้พุ่งหายเข้าไปในรอยแยกของเพดาน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของโอโซนและเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลายร่วงพราวลงมาเหมือนหิมะ
ในพื้นที่ว่างเปล่าเหนือเพดาน ศิลาพบกับร่างหนึ่งที่นั่งหันหลังให้เขา ชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบกริบกำลังจิบไวน์มองดูจอภาพนับพันที่แสดงภาพใบหน้าของผู้คนที่กำลังสูญเสียความทรงจำไปทีละคน
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ ศิลา" ดร.อคินเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามอง "หรือฉันควรจะเรียกว่า 'โปรโตไทป์หมายเลขศูนย์' ดีล่ะ?"
ดร.อคินหมุนเก้าอี้กลับมา ใบหน้าของชายผู้นี้ไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยว แต่กลับมีรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูที่น่าขนลุก ศิลาจ้องมองไปที่โต๊ะทำงานของอคิน ที่นั่นมีรูปถ่ายใบหนึ่งวางอยู่ มันคือรูปของเขากับรินรดาในวัยเด็ก แต่ในรูปนั้น ทั้งคู่ไม่ได้ยืนอยู่ในสวนสาธารณะที่เขาจำได้แม่นยำ แต่มันคือห้องทดลองใต้ดินที่ล้อมรอบไปด้วยถังบรรจุของเหลวสีเขียวมรกต
"รินรดาไม่ใช่เพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเธอหรอก ศิลา" ดร.อคินวางแก้วไวน์ลง แววตาคมกริบดุจมีดโกนจ้องทะลุเข้าไปในดวงตาของศิลา "เธอคือผู้คุมคนสุดท้ายที่ฉันส่งไปเพื่อดูว่า... ความทรงจำที่ฉันปลูกฝังลงในสมองเธอนั้น มันจะสมบูรณ์แบบได้นานแค่ไหน ก่อนที่เธอจะเริ่มตั้งคำถามถึงความตายของตัวเอง"
ศิลานิ่งงัน หัวใจในอกที่เขาคิดว่าเต้นเป็นจังหวะของมนุษย์ บัดนี้กลับรู้สึกเหมือนเพียงแค่เสียงกลไกนาฬิกาที่กำลังเดินถอยหลังสู่จุดจบ
"ตาย?" ศิลาทวนคำ เสียงของเขาแหบพร่า
"ใช่" ดร.อคินลุกขึ้นยืน ก้าวเข้ามาใกล้ศิลาจนสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างกาย "เธอจำไม่ได้สินะ ว่าศิลาตัวจริงเสียชีวิตไปตั้งแต่เหตุการณ์ไฟไหม้ที่ศูนย์วิจัยเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้ว... และคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้ ก็เป็นเพียงไฟล์ข้อมูลที่บรรจุอยู่ในร่างสังเคราะห์ที่กำลังจะหมดอายุการใช้งานในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้เท่านั้น"
แสงสีฟ้าจากเพดานเริ่มกะพริบถี่ขึ้น ร่างของศิลาเริ่มโปร่งแสงจนมองเห็นโครงสร้างโลหะและวงจรไฟฟ้าที่อยู่ภายในเนื้อเยื่อสังเคราะห์ รินรดาพุ่งตัวเข้ามาจากช่องว่างเบื้องล่าง ในมือของเธอไม่ได้ถืออาวุธ แต่ถือเข็มฉีดยาบรรจุของเหลวสีทองสว่างจ้า เธอไม่ได้มองศิลาด้วยความโศกเศร้า แต่ด้วยแววตาของนักฆ่าที่ทำหน้าที่ครั้งสุดท้าย
"ขอโทษนะศิลา" รินรดาเอ่ยเสียงสั่นเครือ "หน้าที่ของฉันคือการรีเซ็ตนาย ไม่ใช่ช่วยนายหนี"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทที่ 33 ของความจริงที่แสนโหดร้ายนี้นะครับ เมทริกซ์ซีโร่
รอยจารึกที่เลือนหายในสายหมอกแห่งความทรงจำ•ตอนที่ 33
โลกที่บิดเบี้ยว
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่เลือนหายในสายหมอกแห่งความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!