“หัวเราะให้พอนะครับ ดร.อคิน เพราะหลังจากวินาทีนี้ไป เสียงหัวเราะของคุณจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากได้ยิน”
ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำพูดกลับหนักแน่นดุจก้อนหินที่ทุ่มลงบนผืนน้ำที่กำลังปั่นป่วน เขาไม่ได้วางอาวุธในมือลงอย่างที่ดร.อคินคาดหวัง ในทางกลับกัน เขากลับกระชับมันแน่นขึ้นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน มือที่เคยสั่นเทาด้วยความสับสนบัดนี้กลับนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินที่ไร้ความรู้สึก
ดร.อคินหยุดหัวเราะกะทันหัน เสียงแหบพร่าในลำคอของเขาสั่นเครือด้วยความเย้ยหยัน ดวงตาที่แดงก่ำจากการถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีในระบบประสาทจ้องมองศิลาอย่างไม่วางตา “เธอคิดว่าเธอเปลี่ยนโชคชะตาได้งั้นหรือ ศิลา? เธอเป็นแค่เงาสะท้อนที่พยายามจะฆ่าต้นฉบับ... แต่ลืมไปหรือเปล่าว่า ถ้าไม่มีฉัน เงาอย่างเธอจะเหลืออะไร?”
ศิลาไม่ตอบ เขาก้าวเดินไปข้างหน้า พื้นห้องแล็บที่เย็นเฉียบส่งความรู้สึกผ่านรองเท้าเข้ามาสู่ประสาทสัมผัส ทุกจังหวะการย่างกรายของเขาคือการประกาศศักดาของผู้ที่เคยวิ่งหนีเงาดำมาตลอดชีวิต บัดนี้ สัญชาตญาณสัตว์ป่าที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการกดทับของความทรงจำที่บิดเบี้ยวได้เข้าครอบงำตัวเขาโดยสมบูรณ์
“ผมไม่สนใจว่าใครเป็นต้นฉบับหรือเงา” ศิลาขยับตัวด้วยความเร็วที่เหนือชั้น ดึงร่างของดร.อคินขึ้นจากเก้าอี้ด้วยมือข้างเดียวแรงปะทะทำให้เครื่องมือแพทย์รอบข้างร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังสนั่น “ผมรู้แค่ว่า คนที่ทำให้ชีวิตผู้คนกลายเป็นแค่ข้อมูลในฐานเซิร์ฟเวอร์อย่างคุณ... ต้องชดใช้”
รินรดาที่ยืนหลบอยู่หลังแนวแท่นควบคุมข้อมูล สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง ดวงตาของเธอเบิกกว้างเมื่อเห็นหน้าจอคอมพิวเตอร์หลักกะพริบถี่เป็นสีแดงฉาน ข้อมูลความทรงจำที่เธอเฝ้าตามหามาตลอดชีวิตกำลังไหลทะลักออกจากห้องแล็บแห่งนี้ไปสู่โครงข่ายสาธารณะ นี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด แต่มันคือการเปิดโปงความโสมมที่ดร.อคินซุกซ่อนไว้
“ศิลา! อย่าเพิ่งทำอะไรบุ่มบ่าม!” รินรดาตะโกนเตือน เธอเห็นว่าที่ข้อมือของดร.อคินมีแถบสถานะสีม่วงที่กำลังนับถอยหลัง “เขามีระบบเซฟตี้กลไกสังหารตัวเองฝังอยู่ในระบบประสาท ถ้าเขาตาย... ความทรงจำของทุกคนที่ถูกเก็บไว้ใน ‘เมมโมเรีย’ จะถูกลบทิ้งถาวร!”
ศิลาชะงักไปครู่หนึ่ง แรงบีบที่คอของดร.อคินคลายออกเล็กน้อย ชายผู้เฒ่าเหยียดยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ชนะ “เห็นไหมศิลา? เธอทำลายฉันไม่ได้... เธอคือความเมตตาที่แสนน่าสมเพช ต่อให้เธอฆ่าฉันที่นี่ ข้อมูลเหล่านั้นก็จะหายไปพร้อมกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์นับหมื่นคน เธอจะยอมให้พวกเขาตายเพื่อความแค้นของเธอหรือ?”
ศิลานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เสียงลมหายใจของเขาเริ่มประสานเข้ากับเสียงเครื่องจักรที่กำลังหมุนวน ความคิดในหัวของเขาแบ่งแยกเป็นสองขั้ว ขั้วหนึ่งคือความแค้นที่อัดอั้นมานาน อีกขั้วหนึ่งคือความทรงจำแปลกปลอมของคนที่เขายังไม่รู้จักชื่อที่พร่ำบอกให้เขา ‘รักษา’ สิ่งที่สำคัญที่สุดไว้
เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของดร.อคิน ไม่ใช่ในฐานะศัตรู แต่ในฐานะกระจกที่สะท้อนความผิดพลาดของมนุษยชาติ ก่อนจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
“คุณเข้าใจผิดไปอย่างหนึ่งนะ ดร.อคิน” ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทว่าทรงพลัง “ผมไม่ได้ต้องการฆ่าคุณเพื่อลบความทรงจำเหล่านั้น... ผมต้องการ ‘ดึง’ มันกลับคืนมา”
ศิลาปล่อยมือจากคอของดร.อคิน แล้วเปลี่ยนไปจับที่พอร์ตเชื่อมต่อหลังต้นคอของชายแก่แทน ดร.อคินร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดเมื่อสายเคเบิลเชื่อมต่อเข้ากับตัวศิลาโดยตรง กระแสไฟฟ้าสีฟ้าอมขาวพุ่งผ่านร่างของคนทั้งสอง แสงสว่างจ้าฉาบทั่วห้องแล็บจนรินรดาต้องยกมือขึ้นป้องดวงตา
ภายในกระแสข้อมูลที่ถาโถมเข้ามา ศิลาเห็นภาพนิมิตมากมาย ภาพเด็กหนุ่มที่ถูกพรากครอบครัว ภาพรินรดาในวัยเด็กที่กำลังร้องไห้อยู่หน้าตึกเมมโมเรีย และภาพใบหน้าของเขาเอง... ที่ซ้อนทับกับใบหน้าของดร.อคินในวัยหนุ่ม
ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวค่อยๆ เปิดเผยออกมา ศิลาไม่ได้เป็นแค่ตัวทดลอง แต่เขาคือ ‘ภาชนะ’ ที่ดร.อคินสร้างขึ้นเพื่อถ่ายโอนจิตสำนึกของตัวเองก่อนที่ร่างกายนี้จะดับสูญ การต่อสู้ทั้งหมดนี้เป็นเพียงกระบวนการ ‘ทดสอบ’ ว่าภาชนะใบนี้มีความแข็งแกร่งพอที่จะรับภาระหนักอึ้งของความทรงจำมหาศาลได้หรือไม่
ศิลากระชากสายเชื่อมต่อออก ร่างของเขาทรุดฮวบลงกับพื้น เลือดไหลซึมออกมาจากจมูกและหู ความเจ็บปวดจากการรับข้อมูลเกินขีดจำกัดทำให้เขารู้สึกเหมือนกะโหลกศีรษะจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ
ดร.อคินล้มพับลงไปกับพื้น ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรง ดูเหมือนระบบร่างกายของเขาจะรับภาระไม่ไหวเสียแล้ว แต่ทว่า... รอยยิ้มกลับยังคงประดับอยู่บนใบหน้าอย่างน่าประหลาด
“สำเร็จ... ในที่สุด... ก็มีคนสืบทอดสักที” ดร.อคินพึมพำ ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกโพลงค้างไว้ราวกับถูกตรึงด้วยความตกตะลึงบางอย่าง
ศิลายันตัวขึ้นช้าๆ สายตาของเขามิใช่สายตาของคนเดิมอีกต่อไป ความว่างเปล่าที่เคยเป็นเอกลักษณ์ถูกแทนที่ด้วยร่องรอยของประสบการณ์นับร้อยชีวิต เขามองไปที่รินรดาด้วยสายตาที่เย็นชาจนเธอรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง
“ศิลา? นั่นเธอหรือเปล่า?” รินรดาถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
ศิลาเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วงจางๆ สอดรับกับรหัสที่รันอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ก่อนจะหันมามองหญิงสาวแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคย... แต่แฝงไปด้วยความอำมหิตที่ดร.อคินเคยมี
“ผมไม่ใช่คนเดิมที่เธอรู้จักแล้วครับ รินรดา... และดูเหมือนว่า สิ่งที่พวกเราควรจะทำต่อจากนี้ คือการทำความสะอาดโลกที่เน่าเฟะใบนี้เสียที”
ทันใดนั้น เสียงเตือนภัยระดับสูงสุดของศูนย์เมมโมเรียก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งอาคาร พร้อมกับประตูเหล็กกล้าที่ปิดล็อกตายทุกช่องทาง ไม่ใช่เพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา... แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ใครออกไปข้างนอกได้อีกเลย ร่างของดร.อคินที่ดูเหมือนจะสิ้นใจไปแล้ว กลับเริ่มขยับไหวอย่างผิดธรรมชาติ นิ้วมือของเขากดลงบนแป้นควบคุมลับที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นห้อง ก่อนที่ผนังห้องจะเปิดออกเผยให้เห็นบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความมืดมิด... สิ่งที่ทำให้ศิลาต้องหยุดชะงักด้วยความรู้สึกที่เขาไม่อาจนิยามได้
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความสับสนและความทรงจำที่เลือนหายไปกับผมในบทนี้นะครับ
เมทริกซ์ซีโร่ ครับ
รอยจารึกที่เลือนหายในสายหมอกแห่งความทรงจำ•ตอนที่ 22
ความเคียดแค้นที่งอกงาม
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่เลือนหายในสายหมอกแห่งความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!