รอยจารึกที่เลือนหายในสายหมอกแห่งความทรงจำ•ตอนที่ 10

กับดักของ ดร.อคิน

ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
“ข่าวนั่นมันไม่ใช่เรื่องจริง... คุณก็รู้ดีแก่ใจว่ามันเป็นแค่คำโกหกที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาอย่างประณีต!” ศิลาตวาดเสียงต่ำพลางฟาดมือลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งจนแก้วกาแฟที่เย็นชืดสั่นไหว รินรดานั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ดวงตาคู่สวยของเธอนิ่งสงบราวกับผิวน้ำที่ไม่มีวันกระเพื่อม เธอไม่ได้ตอบโต้ทันที แต่ค่อยๆ เลื่อนแท็บเล็ตหน้าจอโฮโลแกรมมาวางไว้ตรงกลางระหว่างเขากับเธอ บนนั้นคือพาดหัวข่าวจากสำนักข่าวที่ใหญ่ที่สุดในเมืองภายใต้การดูแลของ ‘เมมโมเรีย’ ภาพใบหน้าของศิลาปรากฏหราอยู่คู่กับข้อความพาดหัวตัวหนาสีแดงฉาน: *‘ศิลา: บุรุษผู้บิดเบือนความทรงจำ—อาชญากรเบื้องหลังเหตุการณ์ลบความจำในเขตตะวันตก’* “ความจริงไม่ใช่สิ่งที่เราถือครอง แต่มันคือสิ่งที่เราทำให้คนอื่นเชื่อต่างหากครับศิลา” รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แววตาของเธอแฝงไปด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด “ดร.อคินไม่ได้แค่ปล่อยข่าว เขาต้องการให้คุณกลายเป็น 'ตัวร้าย' ในสายตาของทุกคน เพื่อที่ว่าเมื่อถึงเวลาที่เขาจะกำจัดคุณทิ้งจริงๆ จะไม่มีใครกล้าตั้งคำถามแม้แต่คนเดียว” ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบแห้งและเต็มไปด้วยความขมขื่น เขาเงยหน้ามองเพดานห้องที่มืดสลัวราวกับจะหาคำตอบจากความว่างเปล่า ความทรงจำที่แปลกปลอม—ภาพของอาคารสูงที่พังทลาย และเสียงกรีดร้องที่เขาไม่เคยรู้จัก—เริ่มตีรวนอยู่ในโสตประสาท มันเป็นความรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังขุดคุ้ยลงไปในจิตวิญญาณของเขาด้วยมีดผ่าตัดที่ทื่อสนิม “ถ้าผมเป็นอาชญากรอย่างที่เขาว่าจริง... ทำไมเขาถึงต้องรอถึงตอนนี้?” ศิลาถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว “ทำไมไม่จัดการผมตั้งแต่วันแรกที่ผมเริ่มจำได้ว่าตัวเองเป็นใคร” รินรดาลดเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ “เพราะคุณคือ ‘กุญแจ’ ที่เขายังไขไม่ออกไงครับ การปล่อยข่าวคือการบีบให้คุณจนมุม เพื่อให้คุณยอมจำนนและแสดงตัวออกมาปกป้องตัวเอง... และในจังหวะที่คุณเผลอ เขาก็จะได้รับข้อมูลที่เขาต้องการ” บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงพัดลมระบายอากาศที่ครางหึ่งๆ อยู่เบื้องหลัง ศิลาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขารู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งตรงมาจากทุกทิศทาง เหมือนกับว่ากำแพงของเมืองนี้กำลังบีบตัวเข้าหากัน เขาเดินไปที่หน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย เบื้องล่างบนท้องถนน ผู้คนต่างก้มหน้าก้มตาดูหน้าจอโฮโลแกรมของตนเอง ทุกคนกำลังเสพข่าวที่เป็นพิษร้ายแรงนั้นด้วยความเชื่อใจ “วันนี้ข่าวออกไปได้ไม่ถึงสองชั่วโมง แต่เริ่มมีคนจำคุณได้แล้วนะ” รินรดาเตือน “และที่แย่กว่านั้น... มีรายงานว่าเมมโมเรียเริ่มส่งทีม ‘ผู้เก็บกวาด’ ออกปฏิบัติการในโซนที่คุณเคยอยู่อาศัย” ศิลาหันขวับกลับมา ใบหน้าของเขาสะท้อนกับแสงไฟนีออนสลัวๆ จนดูเย็นชาและโดดเดี่ยว “ปล่อยให้พวกเขามาเถอะครับ ถ้าหากความจริงมันเลวร้ายจนพวกเขาต้องปกปิดขนาดนี้ ผมก็พร้อมที่จะฉีกหน้ากากนั่นออกต่อหน้าทุกคน” “คุณกำลังเอาชีวิตไปเสี่ยง!” รินรดาลุกขึ้นขวางทางเขา “ถ้าคุณออกไปตอนนี้ คุณคือผู้ร้ายที่หนีคดี ไม่ใช่ฮีโร่ที่จะมากอบกู้ความทรงจำของใคร!” “ริน...” ศิลาเรียกชื่อเธอเบาๆ น้ำเสียงของเขาอ่อนลงแต่ยังคงความเด็ดเดี่ยว “ถ้าผมไม่ทำแบบนี้ แล้วใครจะทำ? คุณอยากให้ชีวิตของผู้คนถูกควบคุมโดย ดร.อคิน ไปตลอดกาลจริงๆ หรือครับ?” ในขณะที่ทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด เสียงสัญญาณเตือนภัยก็ดังขึ้นจากแท็บเล็ตของรินรดา มันไม่ใช่เสียงแจ้งเตือนปกติ แต่เป็นสัญญาณแจ้งเหตุฉุกเฉินระดับสีแดงที่เธอเคยบอกว่ามันจะดังขึ้นก็ต่อเมื่อ... รินรดาหน้าซีดเผือด “สัญญาณแจ้งพิกัดการเข้าตรวจค้น... นี่มันไม่ใช่บ้านพักชั่วคราวของคุณ แต่เป็นรหัสพิกัดของ ‘ศูนย์สำรองความจำลับ’ ของพ่อฉัน!” ศิลานิ่งอึ้ง หัวใจของเขากระตุกวูบ ความทรงจำที่เลือนหายไปชั่วขณะเริ่มผุดพรายขึ้นมา—ภาพของรินรดาในชุดสีขาวสะอาดตา เธอกำลังกุมมือเขาในห้องแล็บที่เย็นเยียบ ก่อนจะส่งเข็มฉีดยาที่บรรจุของเหลวสีฟ้าใสให้กับเขา... *เขารู้จักสถานที่นั้น* “ริน... ที่ที่คุณบอกว่าเป็นความลับ...” ศิลาพูดเสียงสั่นพลางหันไปมองเธอ “ผมเคยไปที่นั่น... ผมเป็นคนส่งรหัสผ่านให้เมมโมเรียเองใช่ไหม?” รินรดาก้าวถอยหลัง แววตาของเธอสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวที่ไม่อาจซ่อนได้อีกต่อไป ก่อนที่ประตูห้องจะถูกพังกระแทกเข้ามาด้วยกำลังของชายชุดดำสามคนที่สวมหน้ากากไร้ใบหน้า และร่างที่คุ้นเคยในชุดสูทสีเทาเนี้ยบกริบที่ก้าวตามเข้ามาติดๆ ดร.อคิน ปรบมือเบาๆ สองสามครั้ง เสียงปรบมือของเขาดังสะท้อนอยู่ในความว่างเปล่าราวกับเสียงค้อนที่ตอกลงบนโลงศพ เขาเดินตรงมาหาศิลาด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้แตะต้องถึงดวงตา “ยินดีด้วยนะครับศิลา ในที่สุดความทรงจำที่หายไปก็กลับมาบรรจบกับความจริงเสียที” ดร.อคินกล่าวพลางขยับเนคไท “คุณคงสงสัยว่าทำไมผมถึงปล่อยข่าวปลอม... จริงๆ แล้วมันก็แค่เหยื่อที่ล่อให้หนูอย่างคุณยอมวิ่งกลับมาหาจุดเริ่มต้นของรอยจารึกที่ลบไม่ออกนี้ต่างหาก” เขาเหลือบมองรินรดาที่ยืนตัวแข็งทื่อก่อนจะยิ้มเหยียด “ขอบใจมากนะรินรดาที่ช่วยแสดงละครได้แนบเนียนขนาดนี้... แต่ดูเหมือนว่า 'ชิ้นส่วน' สุดท้ายที่เหลืออยู่ของเขากำลังจะเริ่มทำงานแล้ว” ศิลาทรุดตัวลงเมื่อความเจ็บปวดแล่นพล่านทั่วร่างเหมือนสายฟ้าฟาด รอยแผลเป็นที่ข้อมือซ้ายของเขาเริ่มเปล่งแสงสีฟ้าจางๆ ออกมา มันไม่ใช่รอยแผลเป็นธรรมดา แต่เป็นชิปหน่วยความจำที่ถูกฝังไว้ลึกถึงชั้นกระดูก และในวินาทีนั้นเอง เสียงเครื่องจักรในหัวของเขาก็เริ่มนับถอยหลัง—พร้อมกับที่ความทรงจำทั้งหมดของโลกใบนี้กำลังจะถูกลบหายไปตลอดกาล ความลับที่เมมโมเรียพยายามซ่อนไว้ไม่ได้อยู่ในที่ลับตาคน แต่อยู่ในรอยแผลเป็นที่เขามองเห็นมาตลอดชีวิตครับ หวังว่าทุกท่านจะยังคงร่วมเดินทางและไขปริศนาที่ซับซ้อนนี้ไปกับผมจนกว่าจะถึงตอนจบนะครับ เมทริกซ์ซีโร่
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่เลือนหายในสายหมอกแห่งความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%