"หยุดคำถามเดี๋ยวนี้รินรดา ถ้าคุณยังอยากเห็นพรุ่งนี้อยู่"
น้ำเสียงของศิลาแหบพร่าและเย็นเยียบเกินกว่าที่ผมจะจำได้ว่าเขาเคยใช้ ร่างสูงใหญ่ของเขาพิงเข้ากับผนังรถไฟขบวนเก่าที่สั่นสะเทือนไปตามรางเหล็กขึ้นสนิม แสงไฟสลัวจากหลอดนีออนบนเพดานกะพริบถี่ราวกับหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ
รินรดานิ่งงันไปครู่หนึ่ง ดวงตาคู่สวยของเธอยังคงจับจ้องไปที่ลำคอของเขา รอยสักตราสัญลักษณ์ 'เมมโมเรีย' ที่เพิ่งปรากฏขึ้นนั้นยังคงเรืองแสงจางๆ ใต้ผิวหนัง เหมือนเส้นเลือดที่ถูกฉีดด้วยสารเรืองแสง เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นโลหะจางๆ ที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
"ฉันไม่ได้จะคาดคั้น... แต่คุณกำลังเปลี่ยนไป ศิลา" เธอเว้นจังหวะ สายตาสั่นระริก "ตั้งแต่วินาทีที่ปุ่มนั่นถูกกด คุณไม่ใช่คนเดิมที่ฉันรู้จักมาตลอดสามปี"
ศิลาไม่ตอบ เขาก้มหน้ามองมือตัวเอง นิ้วมือที่เคยบังคับคุมเครื่องจักรได้แม่นยำ บัดนี้สั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่ได้แค่สูญเสียความทรงจำ แต่เขากำลังถูก 'เขียนทับ' ด้วยข้อมูลชุดใหม่ที่ดร.อคินฝังไว้ลึกเกินกว่าใครจะหยั่งถึง
เรากำลังมุ่งหน้าสู่ 'เขตปลอดความทรงจำ' พื้นที่สีเทาบนแผนที่ที่เทคโนโลยีการเข้าถึงสมองของเมมโมเรียไม่สามารถหยั่งถึงได้ ที่นั่นคือถ้ำลึกในหุบเขาที่ถูกตัดขาดจากเครือข่ายสัญญาณทั้งหมด เป็นที่เดียวที่เขาสามารถหยุดการทำงานของระบบในหัวได้โดยไม่ถูกสั่งปิดการทำงานแบบถาวร
"ถ้าผมบอกว่าผมเองก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่แล่นอยู่ในหัวตอนนี้คือความคิดของผม หรือคือคำสั่งของไอ้อคิน คุณจะยังกล้ามากับผมอีกไหม" ศิลาเงยหน้าขึ้น ดวงตาเข้มขรึมคู่นั้นดูว่างเปล่าจนน่าใจหาย
รินรดายืดตัวตรง แววตาของเธอเปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็นความมุ่งมั่น "ต่อให้คุณคือผลงานทดลองที่ผิดพลาดที่สุดของเมมโมเรีย ฉันก็คือคนเดียวที่ถือกุญแจไขปมในหัวคุณได้ อย่าลืมสิว่ารหัสลับนั่น... ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่รู้"
รถไฟเบรกตัวกะทันหันจนร่างของทั้งคู่เซไปปะทะกับพนักเบาะ เสียงโลหะครูดกับรางดังก้องกังวานไปทั่วอุโมงค์ที่มืดมิด ก่อนที่ทุกอย่างจะตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าอึดอัดใจ
ศิลาคว้ากระเป๋าเป้ใบโทรม ลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคงท่ามกลางความสั่นไหว เขาไม่ได้แตะต้องรินรดา แต่สายตาที่ส่งมากลับสื่อถึงความระแวดระวัง ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังประเมินภัยคุกคามในระยะประชิด
"ถึงแล้ว" เขาพึมพำ "เขตปลอดความทรงจำ ที่นี่ไม่มีสัญญาณใดๆ ทั้งสิ้น... ไม่มีเมมโมเรีย ไม่มี ดร.อคิน"
เราก้าวออกจากตู้รถไฟสู่ชานชาลาที่ปกคลุมด้วยไอหมอกหนาจัด กลิ่นดินชื้นและอากาศที่บริสุทธิ์เกินจริงทำให้ศิลาถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้น เขาพยายามหายใจเข้าลึกๆ แต่ความทรงจำแปลกปลอมยังคงฉายภาพซ้อนขึ้นมาเป็นระยะ ภาพของห้องทดลองสีขาวโพลน เสียงสั่งการของดร.อคินที่ดังก้องอยู่ในกะโหลกศีรษะ
"ศิลา! อย่าจมไปกับมัน!" รินรดาปราดเข้ามาประคองใบหน้าเขาไว้ บังคับให้เขามองสบตาเธอ "มองฉัน ตั้งสมาธิไว้ที่ความทรงจำของเรา... ที่สวนแห่งนั้น ที่ที่พวกเราเคยสัญญากันว่าจะหนีไป"
ศิลาหลับตาแน่น กัดฟันจนกรามขึ้นสันนูน ความขัดแย้งในใจเขามันรุนแรงเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะแบกรับได้ ส่วนหนึ่งของเขาอยากจะกำจัดรินรดาเพราะได้รับคำสั่งให้ทำลายหลักฐานพยานที่รู้อดีตของเขามากเกินไป แต่อีกส่วนหนึ่งที่เหลืออยู่ของ 'ศิลา' กำลังกรีดร้องให้เขาปกป้องเธอ
เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แววตาเปลี่ยนไปราวกับคนละคน มันมีความอ่อนโยนแฝงความขมขื่นอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเลือนหายไปเมื่อเขาเหลือบไปเห็นเงาดำที่เคลื่อนไหวอยู่ในม่านหมอกเบื้องหน้า
"ศิลา... มีคนตามเรามา" รินรดากระซิบ เสียงของเธอสั่นจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
ศิลาคว้าด้ามเหล็กที่ซ่อนอยู่ในเสื้อแจ็คเก็ต เขาหันไปมองรินรดาด้วยสายตาที่เด็ดขาดเป็นครั้งสุดท้าย "ฟังนะ ถ้าผมคุมตัวเองไม่ได้ ถ้าคุณเห็นรอยสักที่ลำคอผมเปลี่ยนเป็นสีแดงสด... วิ่งไปที่ถ้ำชั้นในสุด อย่าหันหลังกลับ"
เขาก้าวออกไปเผชิญกับเงาร่างนับสิบที่เดินออกมาจากหมอก พวกมันไม่ใช่คน แต่มันคือหุ่นยนต์จำลองรูปลักษณ์มนุษย์ที่เมมโมเรียใช้เป็นสุนัขล่าเนื้อ ดวงตาสีฟ้าเรืองรองของพวกมันบ่งบอกว่าพวกมันล็อกเป้าหมายมาที่เขาโดยตรง
"แกไม่ควรตามมาถึงที่นี่ อคิน" ศิลาคำรามกับความว่างเปล่า
ทันใดนั้น เสียงสังเคราะห์ที่คุ้นหูดังขึ้นจากอากาศรอบทิศทาง มันเป็นเสียงของดร.อคินที่ดูเหมือนจะส่งผ่านมาทางคลื่นความถี่ที่หลงเหลืออยู่ในตัวศิลาเอง "แกเข้าใจผิดไปศิลา... ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ฉันหาแกไม่เจอ แต่มันคือ 'กรง' ที่ฉันสร้างไว้ขังแกต่างหาก"
ศิลาชะงัก รอยสักที่ลำคอของเขาเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีแดงเข้มดั่งเลือดในทันที เขาหันกลับมาหารินรดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด และก่อนที่เขาจะขยับตัวได้อีกครั้ง ปลอกคอที่เขาไม่เคยรู้ตัวว่าสวมอยู่ภายใต้คอเสื้อก็กระชากร่างของเขาจนล้มคว่ำลงกับพื้น ดึงดูดความสนใจของรินรดาที่เบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด
ศิลาเงยหน้าขึ้น สติสัมปชัญญะของเขาเลือนหายไปพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเงาที่ก้าวออกมาจากหมอกข้างหลังรินรดา... นั่นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวเขาเองอีกคนหนึ่งที่แต่งกายในชุดสูทเนี้ยบกริบแบบเดียวกับที่ดร.อคินมักจะสวมใส่
"ยินดีต้อนรับสู่โปรโตคอลสุดท้าย ศิลา" ร่างจำลองนั้นเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ "ถึงเวลาต้องเลือกว่าใครจะเป็นคน 'หายไป' จากโลกนี้จริงๆ ระหว่างคุณ... กับตัวจริงที่กำลังนั่งดูความทรงจำทั้งหมดนี้อยู่ในห้องแล็บ"
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความสับสนและม่านหมอกไปกับผมนะครับ ทุกการสนับสนุนคือแรงขับเคลื่อนให้เรื่องราวนี้สมบูรณ์ครับ
เมทริกซ์ซีโร่ครับ
รอยจารึกที่เลือนหายในสายหมอกแห่งความทรงจำ•ตอนที่ 24
เขตปลอดความทรงจำ
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกที่เลือนหายในสายหมอกแห่งความทรงจำ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!