คราบเลือดสีน้ำตาลเข้มบนแฟ้มเอกสารคดีหมายเลข 048 ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ดึงดูดสายตาของผมในวินาทีนี้ครับ
แววตาของอาจารย์รินที่มักจะนิ่งสงบราวน้ำในบึงลึก ยามนี้กำลังไหววับสะท้อนแสงไฟนีออนสีส้มสลัวจากห้องเก็บหลักฐานใต้ดิน กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างในอากาศแทบจะไร้ความหมาย เมื่อระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน ความเงียบงันที่ปกคลุมอยู่ร่วมนาทีมีความหนักอึ้งยิ่งกว่ากระสุนปืนหลายสิบนัดที่พวกเราเพิ่งฝ่าฟันกันมา
"เธอไม่ควรตามฉันมาที่นี่ คิน"
น้ำเสียงของอาจารย์แผ่วเบaจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงฮัมเบาๆ ของคอมพิวเตอร์แม่ข่ายรุ่นเก่า แต่มันกลับก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของผมอย่างชัดเจน
ผมไม่ได้ขยับตัวถอยหลัง แม้ระบบ *Insight Eye* ในดวงตาซ้ายจะกำลังกะพริบเตือนด้วยตัวอักษรสีแดงฉาน อัตราการเต้นของหัวใจของอาจารย์รินพุ่งสูงเกิน 120 ครั้งต่อนาที กล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่เกร็งเครียดพร้อมปะทะ และที่สำคัญที่สุดคือ ค่าความเครียดทางจิตวิทยาที่ระบบประเมินออกมาทะลุเพดาน—แต่มันไม่ใช่สัญญาณอันตรายจากศัตรูภายนอก หากแต่เป็นความหวาดกลัว... ความหวาดกลัวที่จะต้องสูญเสียบางสิ่งไปอีกครั้ง
"ถ้าผมไม่ตามมา อาจารย์ก็คงกะจะปิดคดีนี้ด้วยการแบกรับมันไว้คนเดียวเหมือนทุกทีสินะครับ" ผมเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความนิ่ง
มือขวาของผมค่อยๆ เอื้อมไปแตะขอบโต๊ะไม้เก่าๆ เพื่อสร้างความมั่นคง ทว่าสายตายังคงจดจ้องมองลึกลงไปในนัยน์ตาคู่นั้น ดวงตาที่มักจะซ่อนแผนการซับซ้อนและร่องรอยของอดีตอันเจ็บปวดไว้เบื้องหลังรอยยิ้มบางๆ ที่หาได้ยากยิ่ง
อาจารย์รินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งผากและเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเอง
"เธอรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงเกลียดความฉลาดของเธอนัก คิน?" เธอก้าวเข้ามาประชิดอีกหนึ่งก้าว จนผมได้กลิ่นจางๆ ของสนิมเหล็กและกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่คุ้นเคย "ความฉลาดมันทำให้เธอเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น... และมันก็ลากเธอเข้ามารusตกลงไปในหลุมพรางที่ฉันขุดไว้เพื่อปกป้องเธอเอง"
*[ระบบตรวจพบความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ขั้นวิกฤต]*
*[ปลดล็อกข้อมูลลับ: 'บันทึกส่วนตัวของริน - หน้าที่ 0' (ความคืบหน้า 89%)]*
หน้าต่างโฮโลแกรมสีฟ้าใสปรากฏขึ้นในวิสัยทัศน์ของผม แต่ผมเลือกที่จะกะพริบตาเพื่อปิดมันลง ในสถานการณ์แบบนี้ ตัวเลขและสถิติไร้ความหมาย สิ่งที่ผมต้องการคือความจริงจากปากของผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า
"ปกป้องผมเหรอครับ?" ผมทวนคำ ยิ้มเยาะน้อยๆ ที่มุมปาก "ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่วันแรกที่ผมก้าวเข้ามาในสำนักสืบสวนนี้ อาจารย์เป็นคนสอนให้ผมมองทะลุคำโกหก สอนให้ผมแกะรอยฆาตกร สอนวิธีเอาตัวรอดในโลกที่เน่าเฟะนี่... แล้วจู่ๆ อาจารย์จะมาบอกว่าทั้งหมดทำไปเพื่อให้ผมเดินออกไปจากวงจรอันตรายนี้เองเนี่ยนะ? อาจารย์คิดว่าผมเป็นเด็กอมมือหรือไงครับ?"
"ใช่! เธอเป็นแค่เด็กที่ควรจะใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมดาๆ ไม่ใช่มานั่งจ้องมองศพเน่าเฟะและคำนวณวิถีกระสุนปืน!"
เสียงของอาจารย์รินตวาดลั่น ความเก็บกดที่สะสมมาแรมปีระเบิดออกมาในคราวเดียว น้ำตาเอ่อคลอขึ้นที่ขอบตาคู่สวย แต่มันถูกกลั้นไว้ด้วยความแข็งกระด้างที่เธอยึดถือเป็นเกราะป้องกันตัวมาตลอดชีวิต
ภาพจำของอาจารย์สาวผู้เยือกเย็น ทรงภูมิ และไร้ช่องโหว่ พังทลายลงต่อหน้าต่อตาผมในเสี้ยววินาทีนั้น
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นอับชื้นในห้องใต้ดินแทรกซึมเข้าสู่ปอด พร้อมๆ กับความรู้สึกบางอย่างที่ตีตื้นขึ้นมาในอก ความสัมพันธ์ของเราไม่ใช่แค่ลูกศิษย์กับอาจารย์ ไม่ใช่แค่คู่หูในการไขคดี แต่มันคือการเติบโตเคียงบ่าเคียงไหล่ของมนุษย์สองคนที่ต่างก็โดดเดี่ยวในโลกใบนี้
ผมเอื้อมมือออกไปช้าๆ ปลายนิ้วสัมผัสเบาๆ ที่ข้อมือของเธอที่กำแฟ้มเอกสารแน่นจนข้อต่อขาวซีด
อาจารย์รินสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่ได้สะบัดออก
"อาจารย์จำวันที่เราไขคดีฆาตกรรมในห้องปิดตายที่โกดังร้างท่าเรือได้ไหมครับ?" ผมเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกลดอุณหภูมิลงให้ช้าและนุ่มนวลขึ้น "วันนั้น อาจารย์บอกผมว่า 'ความจริงก็เหมือนดวงดาว ต่อให้เมฆจะบังมิดแค่ไหน มันก็ยังคงอยู่ที่เดิม' ...จำได้ไหมครับ?"
อาจารย์รินเงียบลง แววตาสั่นระริก
"ผมจำคำนั้นขึ้นใจมาตลอดนะ" ผมสบตาเธอนิ่ง "เพราะงั้น... ต่อให้องค์กรเงานั่น หรือใครหน้าไหนก็ตามที่พยายามจะฝังอดีตของอาจารย์ไว้ใต้กองดิน ผมก็จะขุดมันขึ้นมาดูให้เห็นกับตาตัวเองให้ได้ครับ"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความอึดอัด หากแต่มันคือการถ่ายทอดความเชื่อใจที่ไร้คำพูด อาจารย์รินมองหน้าผมนานนับนาที ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น ก่อนที่ความแข็งกร้าวในแววตาจะค่อยๆ อ่อนยวบลง เผยให้เห็นรอยร้าวลึกในจิตใจที่เธอบดบังมาตลอดหลายปี
เธอกำลังจะเปิดปากพูดความลับสูงสุด—ความจริงเบื้องหลังรอยแผลเป็นบนแผ่นหลังของเธอ และเหตุผลที่ทำให้องค์กรลับแห่งนั้นตามล่าเธอราวกับสัตว์ป่า
ทว่า... ก่อนที่คำพูดแรกจะหลุดออกมาจากริมฝีปากของอาจารย์
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนระบบที่ดังขึ้นในหัวของผม ไม่ใช่เสียงแจ้งเตือนภารกิจปกติทั่วไป แต่มันเป็นเสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานระดับวิกฤตสูงสุดที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนตั้งแต่เริ่มใช้ระบบนี้!
*[คำเตือนระบบ: ตรวจพบคลื่นความถี่วิทยุไม่ทราบฝ่ายระยะประชิด]*
*[เป้าหมาย: เรดาร์ตรวจจับความร้อนรอบตัวอาคาร 14 จุดกำลังเคลื่อนที่เข้ามาด้วยความเร็วสูง]*
*[ผู้บุกรุกระดับ 'ผู้กวาดล้าง' เข้าสู่เขตพื้นที่ชั้นในแล้ว—ระยะห่างจากตำแหน่งปัจจุบัน: 45 เมตร]*
ดวงตาของอาจารย์รินเบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อเธอได้ยินเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ดังสะท้อนมาจากบันไดทางขึ้นห้องใต้ดิน เสียงเหล็กกระทบกันและเสียงกระซิบท่ีคุ้นเคย—เสียงที่พวกเราต่างหวาดกลัวที่สุด
"พวกมัน... ตามมาเจอได้ยังไง..." อาจารย์รินพึมพำ ใบหน้าถอดสีในพริบตา
ผมดึงอาจารย์รินให้เข้ามาหลบหลังตู้เหล็กทึบ พร้อมกับกระชากปืนพกออกจากซองพกข้างเอวอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องลั่น แต่มือของผมกลับนิ่งสนิทและมั่นคงกว่าครั้งไหนๆ
ในความมืดมิดของทางเดินชั้นใต้ดิน แสงไฟฉายสาดส่องเข้ามาเป็นลำ พร้อมกับเงาสูงใหญ่ของใครบางคนที่ก้าวพ้นขอบประตูลงมา—เงาร่างที่ถือเอกสารแฟ้มคดีเล่มสุดท้ายที่พวกเราตามหา... และเสียงหัวเราะเย็นเยียบที่คุ้นเคยจนน่าขนลุก
—โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ!—
*(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและค้นหาความจริงเคียงข้างคินและอาจารย์รินมาจนถึงบทนี้นะครับ แฟ้มคดีลับ007 สัญญาว่าจะพา "รี้ด" ทุกท่านไปกระชากหน้ากากของคนทรยศในเงา ในตอนหน้าอย่างเข้มข้นที่สุด ห้ามพลาดเด็ดขาดนะครับ!)*
คุณหนูครับ อย่าทำหน้าแบบนั้นตอนสืบคดีสิครับ•ตอนที่ 34
คำสารภาพของอาจารย์
ผลงานโดย แฟ้มคดีลับ007
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แฟ้มคดีลับ007)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูครับ อย่าทำหน้าแบบนั้นตอนสืบคดีสิครับ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!