เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 33

ถูกต้อนจนมุม

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
กลิ่นอายความชื้นของหมึกโบราณและกระดาษสาเก่าเก็บคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว ทว่าในเวลานี้ สิ่งที่ทำให้เส้นโลขิตบนขมับของหลี่ซ่านเต้นตุบๆ หาใช่กลิ่นอายเหล่านั้นไม่ หากแต่เป็นเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาใกล้ประตูหอจดหมายเหตุชั้นในทีละก้าว... ทีละก้าว *หนึ่ง... สอง... สาม...* เขานับจังหวะลมหายใจของตนเองในความมืดมิด ท่ามกลางชั้นตำราสูงตระหง่านที่ทอดเงายาวน่ากลัวราวกับกรงขังมรณะ ปลายศศิธรที่ส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างแกะสลักตกลงกระทบกับคมหอกสีนิลในมือ สะท้อนประกายวาบวับดั่งดวงตาของมัจจุราชที่กำลังจ้องมองเหยื่อ "ตรวจสอบให้ละเอียดทุกซอกทุกมุม! ฝ่าบาททรงมีรับสั่งชัดเจนว่า หากมีหนูสกปรกตัวใดกล้าลอบเข้ามาขโมยราชโองการลับฉบับนั้น... ตัดหัวเสียบประจานหน้าประตูวังหลวงได้ทันที!" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรดังแว่วมาจากโถงทางเดินด้านนอก ตามมาด้วยเสียงเหล็กกระทบกันของชุดเกราะและเสียงเท้าของทหารนับสิบที่กระจายกำลังปิดล้อมทุกเส้นทาง หลี่ซ่านไม่แม้แต่จะขยับตัว เขายังคงแนบแผ่นหลังติดกับชั้นไม้มะเกลือโบราณ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อปรับสายตาให้คุ้นชินกับความมืด สมองอันปราดเปรื่องทำงานแข่งกับเวลา สติสัมปชัญญะของทายาทตระกูลหลี่ไม่เคยพร่าเลือนแม้เผชิญหน้ากับความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ปมคดีกบฏเมื่อสิบปีก่อนที่พรากครอบครัวของเขาไปทั้งตัว ซ่อนอยู่หลังเอกสารชิ้นที่เขากำลังถืออยู่ในมือซ้ายนี้เอง *แอ๊ด...* เสียงบานประตูไม้สักทองถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ แรงลมเอื่อยๆ พัดพาเอาไอเย็นเยียบเข้ามาปะทะใบหน้าคมคายที่มีหยาดเหงื่อซึมตามไรผม หลี่ซ่านผ่อนลมหายใจออกทางจมูกอย่างแผ่วเบาที่สุด ราวกับเกรงว่าเสียงลมหายใจจะทรยศตนเอง แสงคบเพลิงสว่างวาบขึ้นบริเวณหน้าประตู เงาร่างสูงใหญ่ทอดทับเข้ามาบนพื้นกระดานไม้ เสียงรองเท้าหนังเหยียบย่างเข้ามาหยุดอยู่ห่างจากจุดที่เขาซ่อนตัวอยู่เพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นฉุนของกำยานและเหงื่อไคลโชยเข้าจมูก "ใต้เท้า... ตรงนี้ไม่มีใครขอรับ ประตูหน้าต่างลงกลอนสนิท" เสียงทหารนายหนึ่งรายงาน "ตรวจดูหลังชั้นหนังสือให้ดี อย่าให้รอดสายตาไปได้แม้แต่แมลงวันตัวเดียว!" หัวหน้าองครักษ์ตวาดกร้าว หลี่ซ่านขยับมือกระชับด้ามหอกทมิฬในมือมั่น สัญชาตญาณนักรบกรีดร้องเตือนภัย เส้นประสาททุกส่วนตึงเครียดราวกับสายธนูที่ถูกดึงจนสุดแรง หากเขาต้องลงมือตอนนี้ ความลับเรื่องตระกูลหลี่จะสูญหายไปตลอดกาล แต่หากเขาพลาดพลั้งแม้แต่นิดเดียว ศีรษะของเขาคงต้องไปประดับอยู่บนกำแพงเมือง ทว่า... ในวินาทีที่เงาตะคุ่มของทหารกำลังก้าวเข้ามาใกล้ชั้นหนังสือที่เขาซ่อนตัวอยู่นั้นเอง แสงไฟจากคบเพลิงด้านนอกก็เกิดวูบไหวราวกับถูกลมกระโชกแรง พร้อมกับเสียงเอะอะโกลาหลที่ดังมาจากปีกอีกด้านของตำหนักใหญ่ "ไฟไหม้! มีคนลอบวางเพลิงที่คลังกระทรวงพิธีการ! เร็วเข้า ไปช่วยกันดับไฟ!" เสียงตะโกนสุดเสียงของขันทีคนหนึ่งดังก้องกังวาน ทำลายความเงียบงันและความตึงเครียดในหอจดหมายเหตุลงในพริบตา "เกิดอะไรขึ้น!" หัวหน้าองครักษ์สบถออกมาด้วยความหัวเสีย "เวรเอ้ย! ตามข้าไปดู!" ฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้กลับหันหลังกลับและวิ่งกรูออกไปจากหอจดหมายเหตุอย่างเร่งรีบ เสียงเกราะกระทบกันค่อยๆ ห่างออกไปจนกลายเป็นความเงียบสงบอีกครั้ง หลี่ซ่านยังคงยืนนิ่งสงบอยู่ที่เดิม เขายังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ จนกระทั่งมั่นใจว่าไม่มีใครหลงเหลืออยู่แล้วจริงๆ เขาจึงผ่อนลมหายใจยาวเหยียดที่อั้นไว้ออกมาอย่างช้าๆ ร่างกายที่เกร็งเครียดค่อยๆ ผ่อนคลายลง เขาเหลือบมองม้วนกระดาษหนังแกะในมือ ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงถึงขุนนางกังฉินผู้ใส่ร้ายป้ายสีตระกูลหลี่ ภารกิจในคืนนี้ลุล่วงไปได้ครึ่งทางแล้ว ทว่าเขารู้ดีว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามประสาทที่แท้จริงเท่านั้น หลี่ซ่านพลิกาย랭กายเร้นกายหายเข้าไปในความมืดของหน้าต่างบานเกล็ดที่ถูกงัดเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ร่างของเขาลื่นไหลราวกับภูตผีปีศาจทะยานหายวับไปกับราตรีกาล ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและความเย็นยะเยือกเบื้องหลัง ... ผ่านพ้นยามสามไปชั่วครู่ ณ เรือนพักลับย่านชานเมือง ไป๋จูกำลังเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวายใจ นางใช้มือเรียอบางจับชายเสื้อของตนเองแน่น ดวงตาคู่สวยมองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิดอย่างไร้จุดหมาย ความเงียบงันของค่ำคืนนี้ช่างยาวนานและบีบคั้นหัวใจเสียเหลือเกิน *หรือว่าเขาจะพลาดท่า...* ความคิดอันน่ากลัวผุดขึ้นมาในหัว ทำให้นางรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ทันใดนั้น เสียงลมพัดไหวที่หน้าต่างเบาหวิว พร้อมกับเงาร่างคุ้นเคยที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้องอย่างเงียบเชียบ หลี่ซ่านยืนกอดอก ใบหน้าเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น ทว่าที่หัวไหล่ขวามีรอยขาดของผ้าและคราบสีแดงเข้มซึมออกมาเล็กน้อย ไป๋จูเบิกตากว้าง รีบก้าวเข้าไปหาทันที "ท่านบาดเจ็บ..." นางเอ่ยเสียงสั่นเครือ มือเรียวเอื้อมออกไปหมายจะแตะรอยแผล แต่ต้องชะงักค้างไว้กลางอากาศเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบทอประกายลึกล้ำของเขา หลี่ซ่านไม่ตอบคำถาม เขายื่นม้วนกระดาษหนังแกะเปื้อนฝุ่นให้หญิงสาวตรงหน้าช้าๆ "ข้าได้มันมาแล้ว..." น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ "และข้าก็รู้แล้วว่า ใครคือหนอนกระดูกที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังราชสำนัก" ไป๋จมารับม้วนกระดาษนั้นมาด้วยมืออันสั่นเทา นางคลี่มันออกอ่านเพียงบรรทัดแรก สีหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดราวกับเห็นภูตผีในเวลากลางวัน "นี่มัน... เป็นไปไม่ได้!" ไป๋จูอุทานออกมาเสียงหลง ใบหน้าถอดสี "คนผู้นี้... เขายังมีชีวิตอยู่และกุมอำนาจครึ่งหนึ่งของราชสำนักไว้ในมือ! ถ้าเขารู้ว่าท่านรอดมาได้..." ประโยคที่เหลือขาดหายไปในลำคอ เมื่อจู่ๆ เสียงปรบมือเบาๆ สามครั้งก็ดังขึ้นจากมุมมืดของห้องรับแขก พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำเยียบเย็นที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้ยิน ณ ที่แห่งนี้ *แปะ... แปะ... แปะ...* "นับว่าฝีมือของทายาทตระกูลหลี่ไม่เลวเลยทีเดียว... แต่พวกท่านคิดจริงๆ หรือว่า... การลอบเข้าไปในหอจดหมายเหตุเมื่อครู่ จะรอดพ้นสายตาของเป้าหมายไปได้?" ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเส้นทางอันมืดมนนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ *ราชันย์หอกทมิฬ*
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%