เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 21

เพลิงไหม้โรงเตี๊ยม

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
ประกายไฟสีส้มวาบสะท้อนบนคมเหล็กเยียบเย็นของปลายหอก ในขณะที่ความร้อนแผดเผาแผ่นหลังจนผิวเนื้อแสบร้อนระอุ กลิ่นควันไฟฉุนจัดเคล้าคลุ้งกลิ่นไม้สนจันทน์ที่ถูกเผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่าน บรรยากาศรอบกายบีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ เสียงคานไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังสนั่นราวกับโครงสร้างของโรงเตี๊ยมรกร้างแห่งนี้พร้อมจะพังครืนลงมาฝังกลบพวกเขาทุกเมื่อ หลี่ซ่านชะงักฝีเท้า ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเป็นครั้งแรกในรอบค่ำคืนนี้ หอกในมือสั่นสะท้อนเมื่อพบว่าบุคคลที่ยืนขวางทางหนีของเขา หาใช่ทหารองครักษ์หรือเงาทมิฬ แต่เป็น... คนที่ควรจะตายไปพร้อมกับกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน! เงาร่างโปร่งระหงภายใต้ผ้าคลุมสีเข้มค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่หลี่ซ่านจำได้แม่นยำยิ่งกว่าลมหายใจของตนเอง รอยแผลเป็นลากยาวจากกกหูถึงแนวคาง รอยแผลที่ประทับไว้ด้วยตราประทับแห่งกองกำลังลับของสำนักราชอุทยาน ในอดีต บุคคลผู้นี้คืออาจารย์ผู้สอนวิชาเพลงหอกให้กับเขา เป็นผู้ที่โอบกอดเขาในวันที่สูญเสียมารดา เป็นคนที่... นำพาหลักฐานเท็จไปซ่อนไว้ในห้องหนังสือของบิดาจนนำไปสู่ข้อหากบฏล้างตระกูล "ซ่านเอ๋อร์..." เสียงนั้นแหบพร่าคล้ายถูกกลืนหายไปกับเสียงเปลวเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำ "เจ้าเติบโตขึ้นมาก... และดุดันขึ้นมากเช่นกัน" หลี่ซ่านไม่ตอบ สติสัมปชัญญะทั้งหมดถูกดึงกลับมาสู่ความเป็นจริง ความเจ็บปวดจากการสูญเสีย ความแค้นสุมอก และความสงสัยที่กัดกินจิตใจตลอดทศวรรษหลอมรวมเป็นความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ เขากระชับด้ามหอกในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาว "ท่านอาจารย์... หรือควรเรียกว่า 'คนทรยศ' ดีล่ะครับ" หลี่ซ่านเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเล แต่แววตากลับสั่นไหวรุนแรงราวกับผิวน้ำที่ถูกพายุซัด "สิบปีที่ผ่านมา ข้าตามหาศพของท่านในกองเพลิงวันนั้นมาตลอด คิดมาตลอดว่าท่านคือหนึ่งในเหยื่อ... ที่แท้ ท่านคือผู้จุดไฟตั้งแต่แรกสินะ" มุมปากของชายผู้มีแผลเป็นยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความขื่นขมและเย้ยหยันในคราเดียวกัน เขาไม่ได้ถือสาหาความกับปลายหอกที่จ่อตรงมายังลำคอของตนเองแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั้นกวาดมองสำรวจร่องรอยบาดแผลและคราบเขม่าควันบนตัวศิษย์รักด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก "โลกใบนี้กว้างใหญ่และโหดร้ายเกินกว่าที่เด็กน้อยเช่นเจ้าจะเข้าใจ, หลี่ซ่าน" อดีตอาจารย์ก้าวเท้าเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว โดยไม่สนว่าคมหอกจะจ่อชิดผิวเนื้อจนมีหยดเลือดซึมออกมา "เจ้าคิดว่าตระกูลหลี่บริสุทธิ์ผุดผ่องกระนั้นหรือ? เจ้าคิดว่าบิดาของเจ้าตายเพราะความจงรักภักดีอย่างเดียวจริงๆ งั้นหรือ?" "หุบปาก!" หลี่ซ่านคำรามลั่น ประกายตาคมกริบดั่งคมมีด "ท่านไม่มีสิทธิ์กล่าวถึงท่านพ่อ! ท่านเป็นคนขายวิญญาณให้พวกมัน เพื่อแลกกับเศษเงินและยศถาบรรดาศักดิ์!" ครืน! เสาไม้หลักของโรงเตี๊ยมทานความร้อนไม่ไหวอีกต่อไป มันหักโคั่นลงมาขวางระหว่างพวกเขาทั้งสอง ฝุ่นควันตลบอบอวลจนมองแทบไม่เห็นทาง ไป๋จูที่ประคองร่างบาดเจ็บขององครักษ์เงาอีกคนรีบถอยร่นมาสมทบ นางไอโขลกออกมาเป็นเลือดปนเขม่าควัน แต่สติปัญญาและความนิ่งสงบของนางยังคงเฉียบคมเช่นเดิม "หลี่ซ่าน! อย่าเสียเวลาพูดคุยกับคนตาย!" ไป๋จูตะโกนแข่งกับเสียงเปลวเพลิงที่กำลังคำราม "โครงสร้างตึกนี้กำลังจะถล่มลงมาแล้ว หากช้ากว่านี้แม้แต่ลมหายใจเดียว เราจะไม่ได้ออกไปจากที่นี่ทั้งคู่!" หลี่ซ่านเหลือบมองสหายร่วมเป็นร่วมตายแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองอดีตอาจารย์ที่ยังคงยืนนิ่งท่ามกลางเปลวไฟราวกับปีศาจไร้เงา ชายคนนั้นไม่ได้มีทีท่าจะหลบหนี หรือแม้แต่จะต่อสู้ กลับกัน เขากลับกางแขนออกทั้งสองข้าง ราวกับกำลังรอคอยการปลดปล่อยจากบาปที่แบกรับมาเนิ่นนาน "ถ้าเจ้าอยากรู้ความจริงทั้งหมด... จงมีชีวิตรอดออกไปให้ได้, ศิษย์รัก" อดีตอาจารย์กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่กลับก้องกังวานชัดเจนในโสตประสาทของหลี่ซ่าน "จงไปที่จวนเก่าตระกูลอี้... ที่นั่นมีความลับที่เจ้าปฏิเสธไม่ได้รออยู่" สิ้นเสียงนั้น ร่างของชายผู้เป็นอาจารย์ก็พุ่งถอยหลังหายเข้าไปในกองเพลิงที่โหมกระหน่ำอย่างรวดเร็วราวกับภาพลวงตา หลี่ซ่านพยายามจะพุ่งตามไปคว้าตัวไว้ แต่ไป๋จูคว้าแขนเสื้อเขาไว้แน่นด้วยแรงทั้งหมดที่มี "ไปไม่ได้! ถ้าเจ้าเข้าไปตอนนี้คือการไปตายเปล่า!" นางตะโกนเสียงหลง ใบซีดเซียวแต่แววตาเด็ดเดี่ยว ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง คานไม้ขนาดมหาสารที่ถูกไฟเผาจนไหม้เกรียมก็ร่วงหล่นลงมาปิดกั้นเส้นทางเบื้องหน้าจนมิดชิด เปลวไฟพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามวิกาลจนรัตติกาลรอบด้านสว่างวาบดั่งกลางวัน หลี่ซ่านกัดฟันกรอดจนกรามขึ้นสันนูน ความโกรธแค้น ความเจ็บปวด และความสับสนตีรวนอยู่ในอกจนแทบกระอักเลือด แต่สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดบังคับให้เขาต้องตัดสินใจ "ทางนั้น! หน้าต่างห้องครัวยังพอมีช่องว่าง!" หลี่ซ่านคำราม รวบรวมพลังลมปราณทั้งหมดสะบัดหอกออกเป็นวงกว้าง ฟาดทำลายผนังไม้ที่ผุพังจนพังทลายออกเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ เขากระชากแขนไป๋จูให้พุ่งทะยานฝ่าม่านควันหนาทึบออกไปสู่ราตรีกาลภายนอก พร้อมๆ กับที่เสียงโครมครามครั้งใหญ่ดังสนั่นหวั่นไหว โรงเตี๊ยมไม้โบราณสามชั้นพังครืนยุบตัวลงมาเป็นกองเพลิงกองใหญ่ ฝุ่นผงและสะเก็ดไฟกระจายไปทั่วบริเวณ กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างให้มอดไหม้กลายเป็นจุลในพริบตา ร่างทั้งสองกลิ้งหลลุดพ้นออกมาจากเขตอันตราย ร่วงลงสู่พื้นหญ้าเปียกชื้นของตรอกด้านหลัง หลี่ซ่านหอบหายใจโยนตัวลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล เสื้อผ้าขาดวิ่น ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลและคราบเขม่าควัน เขามองดูซากปรักหักพังที่มอดไหม้ตรงหน้าอย่างเหม่อลอย ความรอดชีวิตจากเหตุการณ์ลอบวางเพลิงครั้งนี้ หาใช่ความโชคดี... แต่มันคือจุดเริ่มต้นของนรกโลกันตร์ขุมใหม่ที่กำลังรอคอยเขาอยู่ต่างหาก ไป๋จูยันกายลุกขึ้นพิงกำแพงอิฐ นางปาดคราบเขม่าบนใบหน้าออก เผยให้เห็นแววตาเคร่งเครียดที่ซ่อนอยู่ "เจ้าได้ยินที่เขากล่าวถึง 'จวนเก่าตระกูลอี้' หรือไม่? ที่นั่นไม่มีใครอยู่อาศัยมาเกือบยี่สิบปีแล้ว... มันเป็นสถานที่ต้องห้ามของราชสำนัก" หลี่ซ่านหันมามองสหายร่วมรบ ดวงตาคมกริบฉายประกายแวววับดั่งสัตว์ป่าในยามค่ำคืน เขาเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน ทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ "ต่อให้มันเป็นขุมนรก... ข้าก็จะลงไป" ทว่า ก่อนที่พวกเขาจะได้ก้าวเท้าออกจากตรอกมืดมืดสนิท เสียงปรบมือเบาๆ จำนวนสามครั้งก็ดังขึ้นจากเงาดำเหนือหลังคาเบื้องบน *แปะ... แปะ... แปะ...* "นับว่าฝีมือการเอาตัวรอดของทายาทตระกูลหลี่ยังคงยอดเยี่ยมไม่เปลี่ยน" เสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น และคุ้นหูอย่างประหลาดดังขึ้นจากความมืด พร้อมกับเงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทที่ค่อยๆ โดดลงมาขวางทางออกสุดท้ายของพวกเขาไว้ ใบหน้าใต้หมวกปีกกว้างยกยิ้มขึ้นช้าๆ "น่าเสียดาย... ที่แขกผู้เชิญรายต่อไป ไม่ได้ใจดีปล่อยให้พวกเจ้าเดินไปถึงจวนตระกูลอี้ด้วยซ้ำ" ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในเส้นทางสายหอกอันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ — ราชันย์หอกทมิฬ
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%