คราบชาอุ่นที่ขอบถ้วยกระเบื้องเคลือบสีครามเริ่มเย็นลงแล้ว แต่ความเดือดพล่านในใจของหลี่ซ่านกลับไม่ได้ลดทอนลงแม้แต่น้อย
ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดง สายตาคมกริบดั่งคมหอกทมิฬจดจ้องมองม้วนกระดาษลับที่เพิ่งถูกส่งผ่านช่องลับใต้พื้นเรือน ปลาย นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า ทว่าหนักหน่วง สะท้อนถึงความคิดที่กำลังตีกันยุ่งเหยิงในหัว สมุดบัญชีลับของกองทัพพิทักษ์เมืองหลวงที่ควรจะถูกทำลายไปแล้ว เหตุใดจึงมาอยู่ในมือของเขาได้? และที่สำคัญที่สุด... ใครเป็นผู้ส่งมันมา?
"เจ้ากำลังสงสัยว่านี่คือเหยื่อล่อ หรือสะพานที่ทอดข้ามหุบเหวกันแน่?"
เสียงหวานทุ้มกังวานดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ไป๋จู ก้าวออกมาจากเงาของเสาไม้แกะสลัก นางอยู่ในชุดสตรีชนชั้นสูงเรียบง่าย แต่นัยน์ตากลมโตคู่นั้นกลับฉายแววเฉียบคมราวกับมองทะลุปรุโปร่งทุกสิ่ง นางทรตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม รินน้ำชาอุ่นลงในถ้วยของเขาด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น
"ต่อให้เป็นเหยื่อล่อ หรือสะพาน... ข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเหยียบลงไป" หลี่ซ่านเอ่ยเสียงเรียบ เย็นชา แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว "ตระกูลหลี่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏมาเจ็ดปี ความจริงในม้วนกระดาษนี้อาจเป็นสิ่งเดียวที่จะล้างมลทินให้ท่านพ่อได้ แต่ข้าแค่อยากรู้ว่า สุนัขจิ้งจอกตัวไหนในราชสำนักที่ยอมเอาคอมาพาดเขียง ยื่นมือช่วยข้าในยามนี้"
ไป๋จูยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ ดวงตาคู่งามหรี่ลงเล็กน้อยยามนึกถึงความเคลื่อนไหวในวังหลังและท้องพระโรงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
"คนที่ส่งมา ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน... และไม่ใช่ฝ่ายองค์รัชทายาท หรือแม้แต่ฝ่ายอัครเสนาบดีจ้าว" ไป๋จูวางถ้วยลง เสียงกระทบกับจานรองดัง "กริ๊ก" เบาๆ ในความเงียบ "เจ้าลองเดาดูสิ หลี่ซ่าน... ใครกันที่มีอำนาจพอจะดึงสมุดบัญชีเล่มนี้ออกจากคลังหลวงโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว แม้กระทั่งเงาของหน่วยลับพยัคฆ์ขาวก็ยังตรวจสอบไม่พบ?"
หลี่ซ่านหรี่ตามองม้วนกระดาษตรงหน้า ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับเข้ามาในหัว ขุนนางนับร้อยในราชสำนักต่างพากันเหยียบย่ำซากศพของตระกูลหลี่เพื่อไต่เต้าสู่อำนาจ จะยังมีใครหลงเหลืออยู่อีกหรือที่กล้าเล่นเกมเสี่ยงตายเช่นนี้?
"มีเพียงคนเดียว..." หลี่ซ่านพึมพำ ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ ชายผู้กุมอำนาจเงียบเชียบมานานนับทศวรรษ ขุนนางเฒ่าผู้ไม่เคยแสดงท่าทีฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่กลับยืนหยัดค้ำจุนบัลลังก์มาได้ผ่านการผลัด 3 แผ่นดิน "ท่านเสนาบดีฝ่าย左... ไท่จวินจื้อ"
ประตูกระดาษด้านนอกถูกลมพัดกระแทกเบาๆ ราวกับการยืนยันคำตอบนั้น
ไป๋จูพยักหน้ารับช้าๆ "ถูกต้อง... ข่าววงในที่ข้าได้มาเมื่อยามโพล้เพล้ระบุว่า ท่านเสนาบดีไท่แอบเข้าเฝ้าฮ่องเต้อย่างลับๆ นานกว่าสองเค่อ และหลังจากนั้นไม่นาน สมุดบัญชีเล่มนี้ก็มาปรากฏอยู่ที่ประตูเรือนของเจ้า เขากำลังเล่นเกมการเมืองที่อันตรายที่สุด การช่วยเหลือทายาทกบฏเท่ากับการกบฏทางอ้อม แต่เขากลับเลือกทำมัน"
"คนระดับนั้นไม่เคยทำอะไรโดยไม่มีผลตอบแทน" หลี่ซ่านลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างทาบทับลงบนผนังห้อง "เขาต้องการอะไรจากข้า? ชีวิตของข้า หรือหัวของอัครเสนาบดีจ้าว?"
"เขาต้องการความวุ่นวาย" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจดังแทรกขึ้นจากความมืดที่ประตูทางเข้า
ทั้งหลี่ซ่านและไป๋จูสะიุ้งสุดตัว มือของหลี่ซ่านตวัดเข้ากุมด้ามหอกทมิฬข้างกายโดยสัญชาตญาณ นัยน์ตาคมกวาดมองไปยังผู้มาเยือนใหม่อย่างรวดเร็ว
ร่างของชายสูงวัยในชุดขุนนางชั้นสูงปักลายกิเลนทองคำก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา ใบหน้าของเขาปรากฏริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่ดวงตากลับเปล่งประกายลึกล้ำราวกับห้วงสมุทรที่ไม่มีวันหยั่งถึง หนวดเคราสีดอกเลาถูกจัดแต่งไว้อย่างเรียบร้อย กลิ่นอายความน่าเกรงขามแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศในห้องหนักอึ้งทันที
ท่านเสนาบดีไท่จวินจื้อมาปรากฏตัวด้วยตนเอง กลางดึกสงัด ในรังของ "กบฏ" ที่ทางการกำลังตามล่า!
หลี่ซ่านไม่ยอมคุกเข่าหรือแสดงความเคารพ เขาเพียงแต่ยืนตรง จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวงระวัง ด้ามหอกในมือถูกกำแน่นขึ้น "ท่านเสนาบดี... กล้าดียังไงถึงมาที่นี่ด้วยตัวเอง? หรือท่านคิดว่าหัวของข้ามีราคามากพอที่จะนำไปแลกกับตำแหน่งที่สูงขึ้น?"
ไท่จวินจื้อไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อย เขายิ้มมุมปากบางเบา กวาดสายตามองห้องพักคับแคบก่อนจะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่ว่างอยู่ด้วยท่าทีสุขุมราวกับเป็นเจ้าของบ้าน
"ถ้าข้าต้องการหัวของเจ้า หลี่ซ่าน... เจ้าคงตายตั้งแต่ตอนที่เหยียบเข้าเขตเมืองหลวงแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงคืนนี้หรอก" เสนาบดีเฒ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลัง "ข้าอุตส่าห์ส่งสมุดบัญชีเล่มนั้นไปให้ เพื่อให้เจ้ามีอาวุธไว้สู้กับพวกสุนัขบ้าตระกูลจ้าว แต่ดูท่าทางที่เจ้าต้อนรับผู้มีพระคุณสิ... ทายาทตระกูลหลี่เสียมารยาทเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
"ผู้มีพระคุณ?" หลี่ซ่านแค่น N เสียงในลำคอ "ตระกูลหลี่ถูกป้ายสีจนต้องพินาศย่อยยับ คนในราชสำนักล้วนเป็นสมุนรับใช้ของความอยุติธรรม การที่ท่านยื่นมือมาตอนนี้ ไม่ใช่เพราะความเมตตา แต่เพราะท่านกำลังเสียประโยชน์จากพวกตระกูลจ้าวต่างหาก!"
ไท่จวินจื้อหรี่ตามองเด็กหนุ่มตรงหน้า รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไปแทนที่ด้วยแววตาชื่นชมที่ถูกเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้ง "ฉลาด สมกับที่เป็นสายเลือดแท้ๆ ของแม่ทัพหลี่เทียน... เจ้าพูดถูกครึ่งหนึ่ง ข้าไม่ได้ช่วยเจ้าเพราะสงสาร แต่ข้าช่วยเพราะข้าเกลียดพวกที่ฉวยโอกาสเหยียบย่ำแผ่นดินนี้มากกว่า"
เสนาบดีเฒ่าโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาทอดมองลึกเข้าไปในดวงตาของหลี่ซ่าน
"แต่สิ่งที่เจ้ายังไม่รู้... และไม่มีวันรู้จากสมุดบัญชีเล่มนั้น ก็คือ 'ใคร' เป็นคนสั่งประหารล้างบางตระกูลหลี่เมื่อเจ็ดปีก่อนอย่างแท้จริง"
คำพูดประโยคนั้นราวกับสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยงลงกลางใจของหลี่ซ่าน ลมหายใจของเขาชะงักงัน ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ มือที่กำด้ามหอกสั่นเทาเล็กน้อย ความจริงที่เขาตามหามาตลอดเจ็ดปี กำลังจะถูกเปิดเผยจากปากของชายผู้มีอำนาจสูงสุดคนนี้
"ท่าน... หมายความว่าอย่างไร?" หลี่ซ่านเค้นเสียงถามออกมาอย่างยากลำบาก
ไท่จวินจื้อลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินเข้ามาใกล้หลี่ซ่านจนได้กลิ่นอายจางๆ ของชาชั้นดีและอำนาจรัฐ เขาโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูของเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เลือดในกายของหลี่ซ่านเย็นเฉียบ
"คนที่สั่งฆ่าครอบครัวเจ้า... ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือองค์ฮ่องเต้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรในตอนนี้นั่นเอง"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และกระโจนเข้าสู่ความมืดมิดแห่งความจริงไปพร้อมกับตัวละครด้วยกันเสมอนะครับ
เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 22
ผู้ช่วยในคราบศัตรู
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!