หยดเลือดข้นคลั่กหยดลงกระทบหลังมือของหลี่ซ่านพอดิบพอดี
มันอุ่นจัด... และเพิ่งพรากจากชีพจรมาไม่เกินชั่วกะพริบตา
ปลายนิ้วหยาบกร้านของชายหนุ่มไม่แม้แต่จะกระตุกไหว เขายังคงนั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้โอ๊คเก่าคร่ำภายในรังโจรผาอินทรี ดวงตาคู่เรียวยาวดุจพญาเหยี่ยวมองทะลุผ่านความสลัวรางไปยังขื่อหลังคาด้านบน ที่ซึ่งร่างไร้วิญญาณของเวรยามโจรป่าเพิ่งถูกตรึงติดไว้กับเสาด้วยหมุดเหล็กไร้เสียง ไม่มีเสียงร้องเตือน ไม่มีกระทั่งเสียงของความเจ็บปวด มีเพียงกลิ่นคาวสนิมเหล็กที่ลอยคว้างลงมาปะทะนาสิกอย่างเงียบเชียบ
“พวกมันมาเร็วกว่าที่เราคำนวณไว้สองชั่วยาม”
สุรเสียงนุ่มนวลทว่าเยียบเย็นของไป๋จูดังขึ้นแผ่วเบาจากเงามืดด้านหลัง นางไม่ได้ขยับตัวลุกขึ้นจากโต๊ะแผนที่ นิ้วเรียวงามดั่งลำเทียนยังคงกดทับแผ่นหนังสัตว์โบราณเอาไว้ ทว่าสายตาเฉียบคมที่ซ่อนอยู่ใต้แพขนตางอนกลับกวาดมองไปรอบห้องโถงที่เต็มไปด้วยซากศพของพวกโจรป่าอย่างพินิจ กลุ่มคนที่เคยโอ้อวดว่าตนเองคือเจ้าแห่งขุนเขา บัดนี้กลายเป็นเพียงก้อนเนื้อไร้ค่าที่ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นภายในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป
“ไม่ใช่พวกสุนัขรับจ้างข้างถนน” หลี่ซ่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ดุจผิวน้ำที่ซ่อนวังน้ำวนอันบ้าคลั่งไว้เบื้องล่าง “การลงมือสะอาดสะอ้าน รวดเร็ว และไร้ความปรานีเช่นนี้... มีเพียงหน่วยเงาเหยี่ยวทมิฬของราชสำนักเท่านั้น”
“มือสังหารส่วนพระองค์ขององค์จักรพรรดิ...” ไป๋จูแค่นยิ้มบางเบาที่มุมปาก แววตาของนางส่องประกายเย็นเยียบ “ดูเหมือนว่าความลับเรื่องฎีกาเลือดที่ข้าลอบนำออกมาจากวังหลวง จะทำให้ใครบางคนบนบัลลังก์มังกรถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับเสียแล้ว”
“ไม่ใช่แค่เรื่องฎีกา”
หลี่ซ่านลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงสง่าของเขาบดบังแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันจนเกิดเป็นเงาทอดทาบยาว มือขวาเอื้อมไปคว้าผ้าหยาบที่พันหุ้มอาวุธคู่กายไว้ข้างฝา แล้วกระชากออกอย่างแผ่วเบา เผยให้เห็นคมหอกเหล็กดำทมิฬที่สลักลวดลายเกล็ดมังกรโบราณ ตัวหอกดูดกลืนแสงไฟโดยรอบราวกับหลุมดำอันไร้ที่สิ้นสุด นี่คือศาสตราประจำตระกูลหลี่ที่เคยสะบั้นศีรษะศัตรูมานับพัน... และเป็นสิ่งเดียวที่หลงเหลือจากซากเถ้าถ่านในคืนที่ตระกูลของเขาถูกกวาดล้างด้วยข้อหากบฏอันเป็นเท็จ
“พวกมันไม่ได้ต้องการเพียงแค่ชีวิตเจ้า... แต่ต้องการลบชื่อตระกูลหลี่ให้หายไปจากแผ่นดินนี้อย่างถาวร”
ทันใดนั้น เสียงลมหายใจแผ่วระริกที่ผิดจังหวะก็ดังขึ้นจากนอกหน้าต่างไม้ที่ผุพัง
*ฟุ่บ!*
ประกายโลหะสีเงินยวบสว่างวาบผ่าความมืด ลูกศรหน้าไม้เคลือบยาพิษสามดอกพุ่งทะลุบานหน้าต่างเข้ามาอย่างแม่นยำ เป้าหมายคือจุดตายบนลำคอและหัวใจของไป๋จู!
ทว่าหลี่ซ่านเร็วกว่านั้น หอกทมิฬในมือตวัดวาดเป็นวงกลม เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องกังวาน ลูกศรทั้งสามดอกถูกสะบั้นหักเป็นสองท่อนตกลงแทบเท้า ควันสีเขียวเข้มลอยฟุ้งขึ้นจากหัวลูกศร กัดกร่อนแผ่นไม้กระดานจนส่งเสียงฟู่และไหม้เกรียมในพริบตา
“อย่าห่างจากหลังข้า” หลี่ซ่านสั่งเสียงเข้ม สองขาตั้งหลักมั่นคงดั่งขุนเขา
ไป๋จูไม่ได้ตื่นตระหนก นางก้าวเข้ามายืนแนบชิดแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างรู้จังหวะ ปลายนิ้วของนางสอดเข้าไปในแขนเสื้อ คว้าเข็มเงินปลิดชีพเตรียมพร้อม “ด้านนอกมีสิบสองคน... บนหลังคาสี่คน และข้างล่างอีกแปดคน ทุกลมหายใจนิ่งสนิท พวกมันถูกฝึกมาเพื่อเป็นเครื่องจักรสังหารโดยแท้”
“เช่นนั้นก็ดี...” นัยน์ตาของหลี่ซ่านลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความเคียดแค้นที่ถูกสะกดกลั้นมาเนิ่นนาน “ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาถามหาความปรานี!”
*โครม!*
ประตูด้านหน้าพังทลายลงพร้อมกับร่างในชุดคลุมสีดำสนิทแปดร่างที่พุ่งทะลวงเข้ามาดุจสายฟ้าแลบ ดาบโค้งวงเดือนสะท้อนแสงจันทร์วาววับ ปลายดาบเคลือบพิษร้ายหมายเอาชีวิต ท่วงท่าประสานของพวกมันไร้ช่องโหว่ ปิดล้อมทุกทิศทางเพื่อไม่ให้เป้าหมายมีโอกาสแม้แต่จะกระดิกตัว
แต่เพลงหอกตระกูลหลี่มิใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะหยั่งถึง!
หลี่ซ่านก้าวสืบเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว หอกทมิฬแทงออกไปตรงๆ ทว่ากลับแฝงด้วยแรงสะเทือนที่สะกดข่มอากาศธาตุ เสียงหวีดหวิวของคมหอกแผดร้องดุจมังกรคำราม ปลายหอกทะลวงผ่านช่องว่างระหว่างดาบโค้ง เข้าเสียบทะลุเกราะอ่อนตรงหน้าอกของมือสังหารคนแรกอย่างแม่นยำ เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดเปรอะเปื้อนคมหอก แต่ก่อนที่ร่างนั้นจะร่วงหล่น หลี่ซ่านก็หมุนควงด้ามหอกเหวี่ยงร่างของมันไปกระแทกกับมือสังหารอีกสองคนที่กำลังพุ่งเข้ามาทางกราบซ้าย
*เคร้ง! เคร้ง! ฉึก!*
ไป๋จูที่คอยระวังหลังสะบัดข้อมืออย่างรวดเร็ว เข็มเงินสามเล่มพุ่งออกจากปลายนิ้ว ปักเข้าที่ลูกตาสองข้างและลำคอของมือสังหารที่ลอบลงมาจากขื่อหลังคา ร่างนั้นชะงักค้างกลางอากาศก่อนจะร่วงลงมากระแทกพื้นสิ้นใจในทันที
“เพลงหอกของท่าน... ยังคงดุดันไม่เปลี่ยนเลยนะ หลี่ซ่าน” ไป๋จูกล่าวลอดไรฟัน ลมหายใจของนางเริ่มถี่กระชั้นขึ้นเล็กน้อยเมื่อรับรู้ได้ถึงจิตสังหารระลอกใหม่ที่กำลังโถมเข้ามา
“นี่เป็นเพียงแค่ดอกเบี้ยที่พวกมันต้องชดใช้”
หลี่ซ่านตอบกลับพลางกวาดหอกเป็นแนวนอน คลื่นพลังลมปราณอันหนักหน่วงซัดเอาร่างของมือสังหารที่เหลือกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว เสาไม้ต้นใหญ่ในห้องโถงแตกละเอียดเป็นริ้วรอยลึก ความเยือกเย็นบนใบหน้าของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียม เลือดของศัตรูที่หยดลงบนใบหน้าไม่อาจบดบังสายตาที่พร้อมจะฉีกกระชากบัลลังก์ทรราชให้เป็นชิ้นๆ
ทว่า ในจังหวะที่มือสังหารคนสุดท้ายกำลังจะล่าถอย เสียงฝีเท้าที่เยียบเย็นและมั่นคงอย่างประหลาดกลับดังขึ้นจากความมืดมิดภายนอกประตู
ร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งก้าวข้ามกองซากศพเข้ามาอย่างเชื่องช้า เขาสวมหน้ากากเงินครึ่งหน้า ปราศจากอาวุธในมือ แต่ไอรอบตัวกลับเย็นยะเยือกจนหยดเลือดบนพื้นกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
มือสังหารที่รอดชีวิตรีบคุกเข่าลงแทบเท้าของชายหน้ากากเงินทันทีด้วยความหวาดกลัว
“ขยะ...” ชายหน้ากากเงินเอ่ยเพียงคำเดียว สองนิ้วของเขากระตุกเบาๆ ลมปราณไร้รูปก็พุ่งเจาะกะโหลกของลูกน้องตัวเองจนล้มพับลงไปนอนแน่นิ่ง
ไป๋จูที่เห็นใบหน้าและท่วงท่านั้นถึงกับเบิกตากว้าง ร่างกายของนางแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดหยุดลงในทันที “เป็นไปไม่ได้... ตราหยกที่เอวของเขามัน...”
บุรุษหน้ากากเงินค่อยๆ ยกมือขึ้นปลดหน้ากากของตนออก เผยให้เห็นรอยแผลเป็นรูปกริชที่พาดผ่านแก้มซ้าย ใบหน้าที่หลี่ซ่านไม่มีวันลืมเลือนไปชั่วชีวิต
ดวงตาของหลี่ซ่านเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด คมหอกทมิฬในมือสั่นสะท้านเป็นครั้งแรก
“ท่านอาสี่... ท่านยังไม่ตาย?!”
ชายวัยกลางคนตรงหน้าแย้มยิ้มอย่างเย็นชา แววตาไร้ซึ่งความผูกพันทางสายเลือด ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของหลี่ซ่านพังทลายลงมาในพริบตา
“หลี่ซ่านเอ๋ย... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าคดีกบฏของตระกูลเราเมื่อสิบปีก่อน เป็นฝีมือของฮ่องเต้แต่เพียงผู้เดียว?”
***
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความมืดนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 13
เงาลอบสังหาร
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!