เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 38

วีรบุรุษราษฎร์

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
กลิ่นอายความชื้นของดินหลังฝนตกยังคงคละคลุ้งในตรอกแคบๆ ย่านการค้าทิศตะวันตกของเมืองหลวง ทว่าสิ่งกลบกลิ่นเหล่านั้นเสียสนิท กลับเป็นกลิ่นไอความอบอุ่นของหม้อข้าวต้มใบใหญ่ที่ถูกตั้งเคี่ยวอยู่กลางลานดินหน้าสำนักคุ้มภัยเก่า "ระวังหน่อยพ่อหนุ่ม เตาตรงนั้นมันยังร้อนอยู่" เสียงแหบพร่าของหญิงชราคนหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับมือเหี่ยวย่นที่เอื้อมไปดึงชายเสื้อผ้าหยาบๆ ของเด็กชายคนหนึ่งให้พ้นทาง หลี่ซ่านในชุดผ้าฝ้ายสีครามเรียบง่าย ไม่เหลือเค้าลางของทายาทขุนนางผู้สูงศักดิ์หรือเงาทมิฬแห่งลานประหารแม้แต่น้อย เขาก้มลงช่วยจัดแจงกระบวยไม้ตักข้าวต้มร้อนๆ ใส่ชามดินเผาให้กับหญิงชราผู้นั้นด้วยรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่เขาตัดสินใจเปิดโปงการทุจริตเสบียงกรังของขุนนางท้องถิ่นเมื่อสัปดาห์ก่อน ชื่อเสียงของ "หลี่ซ่าน" หาได้แพร่สะพัดในหมู่ชนชั้นสูงไม่ หากแต่ซึมซาบลงสู่รากหญ้าของสามัญชนผู้ยากไร้ราวกับสายฝนที่ชุ่มฉ่ำผืนดินแห้งผาก "ขอบใจเอ็งมากนะพ่อหลี่... ถ้าไม่ได้เจ้ากับสหายช่วยขนยศเสบียงหลวงที่ถูกทิ้งขว้างมาแจกจ่ายพวกเรา ป่านนี้ลูกหลานข้าคงอดตายไปหลายชีวิตแล้ว" หญิงชรากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาฝ้าฟางเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาแห่งความซาบซึ้ง หลี่ซ่านประคองมือที่สั่นเทานั้นเบาๆ "อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยครับยาย ข้าวของเหล่านี้เดิมทีก็เป็นหยาดเหงื่อแรงงานของพวกท่าน การนำมันกลับคืนสู่เจ้าของที่แท้จริงหาใช่ความดีความชอบอันใดไม่ เป็นเพียงสิ่งที่ควรทำเท่านั้นเองครับ" คำพูดเรียบง่ายแต่จริงใจนั้น ทำให้ผู้คนที่มารอรับอาหารต่างส่งเสียงพึมพำด้วยความชื่นชม แววตาของพวกเขาที่มองมายังชายหนุ่มหาได้มีความหวาดกลัวต่อฐานะอดีตกบฏที่ทางการประกาศจับไม่ มีเพียงความรัก ความศรัทธา และความรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้คือ "พวกเดียวกัน" อย่างแท้จริง ในมุมมืดของตรอกฝั่งตรงข้าม เงาร่างเพรียวระหงในชุดบุรุษสีดำสนิทพิงกายอยู่กับผนังอิฐเก่า นางยกพัดจีบขึ้นปิดรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ดวงตาคู่งคมกวาดมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ไป๋จูก้าวเท้าออกมาจากความมืด เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแววหยอกเย้า "ท่านนี่ช่างสร้างภาพลักษณ์ได้งดงามยิ่งนัก หลี่ซ่าน... ตอนนี้ต่อให้ทางการปิดประกาศจับท่านทั่วเมืองหลวง เกรงว่าชาวบ้านเหล่านี้ก็คงช่วยกันซ่อนตัวท่านไว้ใต้เตียงนอนเสียหมดแล้วกระมั้ง" หลี่ซ่านหันไปมองสหายคู่คิด เขาไม่ได้ยิ้มตอบในทันที นัยน์ตาสสีดำสนิททอประกายล้ำลึกยามมองฝูงชนที่กำลังกินข้าวต้มด้วยความเอิบอิ่ม "ข้าไม่ได้ทำเพื่อสร้างชื่อเสียง ไป๋จู... ท่านก็รู้ดี" "ข้ารู้..." ไป๋จูถอนหายใจเบาๆ นางก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ลดเสียงลงกระซิบ "แต่ชื่อเสียงที่ท่านกำลังได้รับมันกำลังสร้างความตื่นตระหนกให้กับเบื้องบน ข่าวลับจากในวังหลวงแจ้งมาว่า เสนาบดีหลินเริ่มนั่งไม่ติดแล้ว เขาส่งสายสืบออกตามล่าตัว 'วีรบุรุษราษฎร์' ผู้นี้อย่างลับๆ และคาดว่าอีกไม่นาน กองกำลังลับของสำนักองครักษ์เสื้อแพรจะเคลื่อนไหว" รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่ซ่านจางหายไปแทนที่ด้วยความเยือกเย็น ดั่งผิวน้ำในฤดูหนาวที่เริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง "ให้พวกเขามา... ยิ่งราษฎร์รักข้ามากเท่าไหร่ อำนาจมืดของพวกมันก็ยิ่งสั่นคลอนมากเท่านั้น การโค่นล้มเสนาบดีชั่วคนหนึ่ง ไม่ได้เริ่มจากปลายดาบที่คอหอย แต่มันเริ่มต้นจากศรัทธาที่พังทลายลงต่างหาก" ไป๋จูมองสหายหนุ่มด้วยความรู้สึกหลากหลาย นางตระหนักดีว่าภายใต้รูปลักษณ์ของชายหนุ่มผู้โอบอ้อมอารีต่อคนยากไร้นี้ ซ่อนจิตใจที่เด็ดเดี่ยวและวางแผนการไกลลิบไว้เพียงใด ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนไป เสียงพูดคุยจอแจของชาวบ้านเมื่อครู่ค่อยๆ เงียบลงอย่างน่าประหลาด ลมหนาวระลอกหนึ่งพัดผ่านตรอกแคบ นำพามาซึ่งกลิ่นอายฆ่าฟันที่คุ้นเคย หลี่ซ่านหรี่ตาลง สัญชาตญาณนักสู้ร่ำร้องเตือนภัย เขาส่งสัญญาณมือให้ไป๋จูถอยไปอยู่ในจุดอับสายตา ขณะเดียวกัน มือหนาก็กำด้ามหอกสีดำที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ ฝูงชนที่กำลังต่อแถวเริ่มแตกตื่น ม้าสีดำนับสิบตัวควบทะยานเข้ามาในตรอกแคบอย่างไร้ความปรานี เสียงกีบม้ากระทบพื้นหินกรวดดังสนั่นหวั่นไหว นำหน้าด้วยบุรุษในชุดเกราะสีเงินยวดยวง สวมหน้ากากเหล็กรูปอสูรครึ่งซีก แววตาที่มองลอดออกมาจากช่องหน้ากากเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น ม้าหยุดลงตรงหน้าหลี่ซ่านพอดี บุรุษสวมหน้ากากอสูรลงจากหลังม้าอย่างช้าๆ เสียงหัวร่อในลำคอดังขึ้นอย่างน่ากลัว "ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง 'ท่านวีรบุรุษ'..." เสียงนั้นแหบพร่าและเย็นเยียบราวกับมาจากขุมนรก "เจ้าคิดว่าการซื้อใจพวกเศษสวะเหล่านี้ จะช่วยปกป้องหัวบนบ่าของเจ้าจากราชโองการลับได้งดงามเช่นนั้นหรือ?" หลี่ซ่านก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว บังร่างของหญิงชราไว้ด้านหลังอย่างมิดชิด สายตาคมกราบมองผู้มาเยือนอย่างไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย "หัวของข้า... หากเจ้าต้องการ ก็ลองเข้ามาเอาดู" หลี่ซ่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าทรงพลังกังวานไปทั่วบริเวณ บุรุษสวมหน้ากากอสูรแค่นเสียงฮึดฮัด มันสะบัดมือขวา ดาบยาวในฝักสแตนเลสถูกชักออกมาประกายแสงวาววับสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามบ่าย "บังอาจ! นอกเหนือจากความผิดฐานกบฏ วันนี้เจ้ายังมีความผิดฐานสะสมกำลังพลใต้ดิน เตรียมรับโทษทัณฑ์..." ยังไม่ทันที่มันจะกล่าวจบประโยค หลี่ซ่านก็ขยับตัว! ความเร็วของเขาราวกับสายฟ้าแลบ มือที่กำด้ามหอกดึงอาวุธคู่กายออกมาจากเงาดำ ปลายหอกทมิฬพุ่งตรงไปยังลำคอของบุรุษสวมหน้ากากอสูรโดยปราศจากความลังเล! ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ปลายหอกกำลังจะปะทะเข้ากับเป้าหมาย บุรุษสวมหน้ากากกลับหัวเราะลั่นออกมา พร้อมกับดึงผ้าคลุมด้านหลังออก เผยให้เห็นตราประทับลับที่เหน็บอยู่ข้างเอว—ตราประทับซึ่งเป็นของ "องค์ชายสาม" ผู้กุมอำนาจสูงสุดในกรมองครักษ์! พร้อมกันนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่เยือกเย็นราวกับคำประกาศิตจากเบื้องสูงก็ดังขึ้นข้างหูของหลี่ซ่าน จากเงาดำด้านหลังที่เขาคาดไม่ถึง "เจ้าคิดว่าเจ้ารู้จักเกมนี้ดีแล้วอย่างนั้นหรือ... หลี่ซ่าน? น่าเสียดายนัก ที่หมากตัวจริง หาใช่เจ้าผู้ถือหอก... แต่เป็นคนรักที่อยู่เบื้องหลังเจ้าต่างหาก!" หลี่ซ่านเบิกตากว้าง ความเย็นวาบแล่นริ้วขึ้นจากกระดูกสันหลัง เขารีบหันขวับกลับไปมองจุดที่ไป๋จูยืนอยู่เมื่อครู่ทันที— ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า ทำเอาลมหายใจของราชันย์หอกทมิฬถึงกับสะดุดกึก! ... ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "เงาหอกสลักใจ" เสมอมาครับ — ราชันย์หอกทมิฬ
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%