"วางจอกสุราลงเสีย องค์ชาย... หากพระองค์ยังขืนบีบมันแน่นกว่านี้ ข้าเกรงว่าเลือดจากพระหัตถ์จะทำให้รสชาติของเหล้าดีชั้นเลิศต้องมัวหมองนะครับ"
เสียงกระซิบที่ราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความนัยดังขึ้นในความมืดสลัวของศาลาพักใจกลางอุทยานหลวง องค์ชายเจิ้งหลงไม่ได้หันไปมองต้นเสียง พระองค์ยังคงจ้องมองเปลวเทียนที่เต้นเร่าอยู่ในจอกสุรา ราวกับจะค้นหาคำตอบของอำนาจที่กำลังสั่นคลอนผ่านหยาดน้ำใสสีอำพันนั่น
"เจ้ามองว่าข้ากำลังหวาดกลัวหรือ ไป๋จู" องค์ชายเจิ้งหลงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล "ข้าเป็นถึงรัชทายาทแห่งต้าเหว่ย ผู้ใดกันที่มีค่าพอจะทำให้ข้าต้องหวั่นเกรง? เจ้าพูดเหมือนกับว่า... ไอ้เด็กตระกูลหลี่คนนั้นมันเป็นพายุใหญ่ ไม่ใช่แค่เศษฝุ่นที่รอวันถูกกวาดทิ้ง"
ไป๋จูขยับพัดในมือเบาๆ นางนั่งลงในเงามืด เยื้องไปทางด้านหลังของบุรุษผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดิน "หากเป็นเพียงเศษฝุ่น ลมหายใจของพระองค์คงไม่สั่นไหวทุกครั้งที่ได้ยินชื่อของหลี่ซ่านหรอกครับ สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ตัวมัน... แต่นามสกุลที่มันแบกไว้บนบ่า และสิ่งที่มันรู้อยู่ในใจต่างหาก"
องค์ชายเจิ้งหลงแค่นหัวเราะ ก่อนจะวางจอกสุราลงกระทบโต๊ะหินอ่อนเสียงดังสนั่น "มันรู้? มันรู้อะไร! เรื่องกบฏตระกูลหลี่จบสิ้นไปนานแล้ว พ่อของมันตายด้วยคมดาบของข้า และสมบัติชิ้นสุดท้ายของตระกูลมันก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับจวนที่ถูกเผา เจ้ากำลังจะบอกว่า ผีห่าซากศพพวกนั้นจะกลับมาทวงหนี้ข้าหรือ?"
"ผีไม่ได้น่ากลัวเท่าคนที่มีชีวิตครับ" ไป๋จูโน้มตัวเข้าไปใกล้ รัศมีของนางเยือกเย็นราวกับหิมะกลางฤดูร้อน "หลี่ซ่านผู้นี้ไม่ได้กลับมาเพื่อทวงคืนสมบัติ แต่มันกลับมาเพื่อทวงคืน 'ความจริง' ที่พระองค์พยายามฝังกลบไว้ใต้ฐานบัลลังก์... ยิ่งพระองค์ส่งคนไปจับตามองมันมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเคลื่อนไหวในเงามืดได้แนบเนียนขึ้นเท่านั้น ตอนนี้หมากในกระดานของมันไม่ได้มีแค่กองทัพที่หายสาบสูญไป แต่เป็นหัวใจของขุนนางเก่าแก่ที่พระองค์เพิ่งจะสั่งลงโทษไปเมื่อวาน"
องค์ชายเจิ้งหลงนิ่งงัน แววตาของพระองค์วูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ใกล้ดับหลี่ซ่าน... ชายหนุ่มผู้มีดวงตาดั่งหอกที่พร้อมจะทะลวงทุกสรรพสิ่งที่ขวางหน้า คนผู้นี้คือหนามยอกอกที่พระองค์ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมันงอกเงยขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่มั่นใจว่าถอนรากถอนโคนไปหมดสิ้นแล้ว
"ข้าจะให้คนไปจัดการมันเสีย คืนนี้เลย" องค์ชายกัดฟันกรอด
"อย่าทำเช่นนั้นครับ" ไป๋จูรีบเอ่ยขัด "การเด็ดหัวมันในตอนนี้ เท่ากับการยอมรับว่าพระองค์เกรงกลัวมัน... ปล่อยให้มันเดินหมากต่อไป ยิ่งมันเผยไต๋ออกมามากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรู้จุดอ่อนของมันมากเท่านั้น แต่ข้าขอเตือนไว้ประการหนึ่ง หากพระองค์ยังขืนดึงดันจะใช้กำลังหักหาญโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง พระองค์อาจจะไม่ได้พบกับแค่หลี่ซ่านเพียงคนเดียว แต่จะเป็นทัพเงาที่บิดาของมันทิ้งไว้ก่อนตาย"
ลมกรรโชกแรงพัดผ่านศาลาจนเปลวเทียนดับวูบ ความมืดมิดเข้าครอบคลุมพื้นที่ทันที ท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้น องค์ชายเจิ้งหลงสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เย็นเยียบจากมุมมืดอีกด้านหนึ่ง ไม่ใช่ของไป๋จู... แต่เป็นลมหายใจของใครบางคนที่ยืนอยู่หลังองค์ชายมาตลอดตั้งแต่นิ่งเงียบ
"ดูเหมือนจะมีคน 'แอบฟัง' การสนทนาที่สำคัญของเรามานานพอสมควรแล้วนะครับ" ไป๋จูเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวน
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากหลังเสาศิลา องค์ชายเจิ้งหลงหันขวับ มือคว้ากริชที่ซ่อนไว้ใต้โต๊ะหมายจะปลิดชีพผู้บุกรุก แต่แล้วพระองค์ก็ต้องชะงักค้าง กริชในมือสั่นระริกเมื่อเห็นใบหน้าที่ชัดเจนขึ้นในแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา
มันคือบุรุษผู้หนึ่งที่ควรจะตายไปพร้อมกับเปลวเพลิงที่จวนตระกูลหลี่เมื่อสิบปีก่อน ชายหนุ่มยิ้มที่มุมปาก มือหนึ่งถือม้วนคัมภีร์ตราประทับลับของจักรพรรดิองค์ก่อนเอาไว้แน่น
"กริชนั่น... สวยดีนะครับองค์ชาย แต่น่าเสียดายที่มันยังไม่คมพอจะตัดจบเรื่องราวที่ยังไม่ถึงบทอวสาน" หลี่ซ่านกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ท่ามกลางความตกตะลึงของคนทั้งคู่ "วันนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อฆ่าพระองค์ แต่ข้ามาเพื่อทวงสัญญาที่พระองค์เคยให้ไว้กับแผ่นดิน... สัญญาที่พระองค์เองก็ลืมไปแล้วว่ามันแลกมาด้วยเลือดมากเพียงใด"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้ด้วยกันนะครับ
ราชันย์หอกทมิฬ
เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 39
หนามยอกอกองค์ชาย
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!