“หากท่านก้าวเท้าเข้าไปในจวนอัครเสนาบดีค่ำคืนนี้ด้วยท่าทีแข็งกร้าวเช่นนั้น เกรงว่าหัวของท่านคงไม่ได้อยู่บนบ่าจนถึงยามดึกเป็นแน่ หลี่ซ่าน”
ไป๋จูเอ่ยขึ้นขณะขยับพัดในมือเบาๆ สายตาของนางไม่ได้จับจ้องที่ใบหน้าของเขา หากแต่สำรวจรอยตะเข็บชุดผ้าไหมเนื้อดีที่หลี่ซ่านสวมใส่ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีร่องรอยของคมหอกที่เขาแอบซ่อนไว้ใต้ชั้นอาภรณ์หลุดรอดสายตาผู้คุมกฎไปได้
หลี่ซ่านไม่ตอบทันที เขาเพียงขยับสายคาดเอวให้เข้าที่ แววตาของเขาดุจผืนน้ำในคืนเดือนดับ ลึกซึ้งจนยากจะหยั่งถึง “ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดหรอกนะไป๋จู สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือการที่ข้าต้องยืนอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้น แล้วต้องแสร้งทำเป็นว่าข้าลืมความเจ็บปวดในวันที่ตระกูลหลี่ถูกประหารจนหมดสิ้นต่างหาก”
ภายในรถม้าที่เคลื่อนที่อย่างเงียบเชียบเข้าสู่เขตจวนอัครเสนาบดี บรรยากาศดูอึดอัดเสียจนแทบหายใจไม่ออก แสงไฟจากโคมกระดาษที่แขวนรายทางสะท้อนผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็นจังหวะ ราวกับเสียงเต้นของหัวใจที่กำลังนับถอยหลังสู่สงครามประสาทที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เมื่อรถม้าหยุดลง เสียงดนตรีบรรเลงบทเพลงอ่อนหวานสลับกับเสียงหัวเราะของเหล่าขุนนางดังแว่วมาตามลม หลี่ซ่านก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าที่สง่างาม ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มิได้ไปถึงดวงตา เขาคือสุภาพบุรุษผู้สมบูรณ์แบบในสายตาคนนอก แต่ภายในใจ เขากำลังคำนวณระยะห่างระหว่างจุดที่เขายืนอยู่ กับตำแหน่งของอัครเสนาบดี ‘ซูเหวิน’ ผู้ที่เคยลงนามในฎีกาประหารตระกูลของเขาเมื่อสิบปีก่อน
“เจ้าดูประหม่าเกินไปนะ” ไป๋จูแอบกระซิบข้างหูขณะเดินเคียงข้างเขา “จำไว้ว่าที่นี่ไม่ใช่สนามรบ แต่มันคือสนามหมาก ที่นี่ไม่มีใครตายด้วยคมดาบ... แต่ทุกคนตายด้วยคำพูด”
เมื่อเดินเข้าสู่โถงใหญ่ กลิ่นกำยานราคาแพงอบอวลจนน่าเวียนหัว สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่ชายหนุ่มผู้นี้ หลี่ซ่านกวาดสายตามองไปรอบห้อง เขาพบทั้งศัตรูที่เคยร่วมโต๊ะอาหารกับบิดา และขุนนางรุ่นใหม่ที่ยังไม่รู้จักความฉ้อฉลในวังหลัง ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความระมัดระวัง เขาประสานมือคารวะซูเหวินด้วยท่าทีนอบน้อม
“ผู้น้อยหลี่ซ่าน ขอบคุณท่านอัครเสนาบดีที่ให้เกียรติเชิญมาร่วมงานในค่ำคืนนี้”
ซูเหวินวางจอกสุราในมือลง สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองหลี่ซ่านราวกับจะกรีดเนื้อดูความคิดภายใน “เจ้าเติบโตขึ้นมากนะหลี่ซ่าน... ใบหน้าของเจ้าช่างเหมือนบิดาเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน เหมือนเสียจนข้าเกือบจะคิดไปว่าคนตายคืนชีพกลับมา”
เสียงพูดที่ดูเหมือนหยอกล้อ แต่แฝงด้วยเจตนาข่มขู่ทำให้คนรอบข้างเงียบเสียงลง หลี่ซ่านยังคงรักษาความนิ่งสงบได้ดีเยี่ยม เขาเพียงหัวเราะเบาๆ “ท่านอัครเสนาบดีกล่าวเกินไปครับ บิดาของข้าคือวีรบุรุษผู้ภักดี ส่วนข้า... เป็นเพียงชายหนุ่มที่พยายามใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในเมืองหลวงเท่านั้น”
การสนทนาแลกเปลี่ยนเป็นไปอย่างเชือดเฉือน ทุกคำถามของซูเหวินคือหลุมพราง และทุกคำตอบของหลี่ซ่านคือการรักษาสมดุลบนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดผึ่งได้ทุกเมื่อ ไป๋จูที่ยืนอยู่วงนอกสังเกตเห็นว่าขุนนางฝ่ายตรงข้ามเริ่มส่งสัญญาณให้มือสังหารในเงามืดขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้น นางจึงตัดสินใจแกล้งทำจอกสุราตกพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของทุกคนในโถง
“อุ๊ย! ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ จิตใจข้าไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย” ไป๋จูรีบก้มลงเก็บเศษกระเบื้อง ทว่าสายตาของนางกลับจ้องมองไปยังเท้าของหลี่ซ่านที่กำลังขยับถอยหลังอย่างมีชั้นเชิง
จังหวะนั้นเอง หลี่ซ่านอาศัยจังหวะชุลมุนถอยห่างจากกลุ่มขุนนาง เขาพยายามเดินเลี่ยงไปยังระเบียงมืดหลังจวนเพื่อพักหายใจ แต่ทว่า ทันทีที่เขาพ้นจากรัศมีของแสงเทียน มือแข็งแรงปริศนาก็คว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของเขา พร้อมกับแรงกดของปลายดาบที่จ่อเข้าที่ซอกคออย่างรวดเร็ว
“เจ้ากล้าดียังไงถึงย่างกรายเข้ามาในถ้ำเสือแห่งนี้ ทั้งที่รู้ว่าข้าเฝ้ารอคอยที่จะเด็ดหัวเจ้ามาตลอดสิบปี” เสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกดังขึ้นจากความมืดข้างหลังเขา
หลี่ซ่านไม่ได้ตื่นตระหนก เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของสมุนไพรเฉพาะตัวที่เขาจำได้แม่นยำตั้งแต่ในอดีต หัวใจของเขาเต้นรัวไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด เมื่อเขาค่อยๆ หันกลับไปมองใบหน้าของชายผู้กุมดาบไว้ในมือ
บุคคลตรงหน้าไม่ใช่คนของอัครเสนาบดี แต่เป็น ‘หลี่หยวน’ พี่ชายต่างมารดาที่ใครต่างก็เชื่อว่าเสียชีวิตในกองเพลิงวันนั้น!
ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นนี้ หวังว่าจะรอติดตามตอนต่อไปกันนะครับราชันย์หอกทมิฬ
เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 40
งานเลี้ยงรื่นเริงซ่อนคมดาบ
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!