เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 37

เสียงร้องทุกข์หน้าประตูเมือง

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
คราบเขม่าควันจากคบเพลิงในท้องพระโรงยังไม่ทันจางหาย ความหนาวเหน็บแห่งรัตติกาลก็แผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ ประตูเหล็กกล้าบานใหญ่หนาเตอะของเมืองหลวงถูกผลักเปิดออกด้วยแรงอันน้อยนิด แต่กลับสร้างเสียงสะท้อนก้องกังวานเสียดแทงโสตประสาทของผู้คนที่ยังคงตื่นตระหนกจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ไป๋จูสาวเท้าย่างกรายออกมาจากความมืด นางปรายตามองกลุ่มคนนับร้อยที่เบียดเสียดกันอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่าเฉียบคมดุจใบมีดโกน ภายใต้แสงจันทร์สีนวลยวงที่สาดส่องลงมา ใบหน้างดงามเย็นชาของนางดูราวกับประติมากรรมหยกขาวที่ไร้ซึ่งความรู้สึก แต่ทุกย่างก้าวที่นางขยับกลับสร้างความยำเกรงให้แก่เหล่าทหารยามที่ยืนถือหอกเรียงรายอยู่สองข้างทางอย่างประหลาด "พวกเจ้า... มีเรื่องอันใดเดือดร้อน ถึงได้มาส่งเสียงคร่ำครวญยามวิกาลเช่นนี้" น้ำเสียงของไป๋จูไม่ได้ดังนัก แต่มันกังวานชัดเจนและเยือกเย็นราวกับสายน้ำในฤดูเหมันต์ ทำให้ฝูงชนที่กำลังแตกตื่นค่อยๆ สงบเสียงลง ความสนใจทั้งหมดถูกดึงดูดไปยังสตรีผู้สูงศักดิ์ผู้นี้ ก่อนที่สายตาของทุกคนจะเคลื่อนต่ำลง ไปยังบุรุษหนุ่มผู้ยืนสงบนิ่งอยู่ในเงาดำเคียงข้างนาง หลี่ซ่าน... ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหลี่ เขายังคงสวมชุดคลุมสีดำสนิท กลิ่นอายความตายและคราบเลือดจางๆ จากอดีตอันเจ็บปวดราวกับยังลอยวนอยู่รอบตัวเขา ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีมองกราดผ่านฝูงชนที่เนื้อตัวมอมแมม เสื้อผ้าขาดวิ่น และมีร่องรอยการถูกทุบตีจนเนื้อตัวเขียวช้ำ ชายชราผู้หนึ่ง สวมเสื้อผ้าปะชุนจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม คุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นศิลาจนเกิดเสียงดังทึบ น้ำตาไหลอาบสองแก้มเหี่ยวย่นผสมปนเปกับคราบดินโคลน "ท่าน... ท่านคือคุณชายหลี่ใช่หรือไม่ขอรับ!" เสียงแหบพร่าของชายชรสั่นเครือด้วยความอัดอั้นตันใจ "โปรดเมตตาพวกเราด้วยเถิดขอรับ! พวกกระผมเป็นชาวบ้านจากหมู่บ้านไผ่เขียว ที่ดินทำกินของพวกเราถูกขุนนางกังฉินนามว่า 'จ้าวอี้' ยึดไปโดยมิชอบ แถมยังส่งคนมาเผาบ้านเรือน ไล่ที่พวกเราอย่างไร้ความปรานี ลูกชายของข้าถูกพวกมันจับตัวไปเพียงเพราะทักท้วงเรื่องภาษี... ตอนนี้ป่านนี้ไม่รู้ว่าชะตากรรมจะเป็นเช่นไรแล้วขอรับ!" สิ้นเสียงนั้น เสียงสะอื้นไห้ระงมก็ดังขึ้นจากกลุ่มชาวบ้าน ราวกับเขื่อนที่พังทลายลงมา ความอัดอั้นตันใจ ความอยุติธรรม และความสิ้นหวังถูกระบายออกมาผ่านหยาดน้ำตาและเสียงร่ำไห้ บรรยากาศหน้าประตูเมืองในยามนี้เต็มไปด้วยความหดหู่ ทว่าในสายตาของหลี่ซ่าน เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวความทุกข์ยากทั่วไป แต่มันคือโอกาส... โอกาสทองที่จะหยั่งรากลึกในหัวใจของประชาชน และสร้าง 'ฐานเสียง' ที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งอำนาจในราชสำนักไม่อาจทำลายล้างได้ง่ายๆ หลี่ซ่านยังคงนิ่งเงียบ เขายังไม่เอ่ยคำใดออกมา ความเงียบของเขามีพลังมหาศาล มันบีบคั้นให้ทุกคนต้องรอคอยคำพิพากษาจากเขา ราวกับเขาเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของพวกเขาอย่างแท้จริง ไป๋จูลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของหลี่ซ่าน นางเห็นกล้ามเนื้อกรามของเขากระตุกเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตกำลังถูกปลุกเร้า ภาพตระกูลหลี่ที่เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ ภาพความอยุติธรรมที่ครอบครัวของเขาต้องเผชิญ มันทับซ้อนกับภาพความเดือดร้อนของชาวบ้านกลุ่มนี้อย่างพพอิบพพอดี "พวกเจ้ารู้หรือไม่..." หลี่ซ่านเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเขาต่ำทุ้ม กังวาน และเปี่ยมไปด้วยอำนาจลึกลับ "การมายืนร้องทุกข์ต่อหน้าข้า ในยามที่ข้าเองก็กำลังเดินอยู่บนเส้นทางแห่งความเป็นความตายเช่นนี้ มันหมายถึงอะไร" ชาวบ้านต่างเงียบกริบ ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความหวาดหวั่นปนความคาดหวัง "มันหมายความว่า... พวกเจ้ากำลังเอาชีวิตของพวกเจ้า มาผูกติดไว้กับดาบในมือของข้า" หลี่ซ่านก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้ชายชราที่คุกเข่าอยู่ช้าๆ รองเท้าหนังเหยียบลงบนพื้นศิลาเกิดเสียงดังชัดเจนในความเงียบ ก่อนที่เขาจะย่อตัวลง ใช้มือข้างหนึ่งประคองร่างที่สั่นเทาของชายชราให้ลุกขึ้นยืนด้วยความนุ่มนวล ทว่ามั่นคง การกระทำอันเรียบง่ายนี้ ทำให้ดวงตาของชาวบ้านหลายคนเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ขุนนางในเมืองหลวงไม่เคยปฏิบัติกับพวกเขาราวกับเป็นมนุษย์ มีแต่เหยียบย่ำและมองพวกเขาเป็นเพียงมดปลวก แต่บุรุษผู้มีนามว่าหลี่ซ่าน กลับยอมลดตัวลงมาสัมผัสกับความสกปรกและหยาดน้ำตาของคนยากไร้ "ข้า..." หลี่ซ่านกวาดสายตามองทุกคนอย่างทั่วถึง ดวงตาคู่นั้นสะท้อนประกายไฟจากคบเพลิง "ไม่เคยรับปากเรื่องลมๆ แล้งๆ และข้าก็เกลียดความอยุติธรรมยิ่งกว่าสิ่งใด หากพวกเจ้ากล้าพอที่จะยืนเคียงข้างข้า... กล้าพอที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรมที่พวกเจ้าควรจะได้ ข้า 'หลี่ซ่าน' ให้สัญญาตรงนี้..." เขายื่นมืออีกข้างออกไป แสงจันทร์ส่องกระทบปลายนิ้วและฝ่ามือที่ผ่านการฝึกฝนวิชาอาวุธมาอย่างโชกโชน "ข้าจะทวงคืนทุกอย่างที่พวกเจ้าสูญเสียไป... และหัวของจ้าวอี้ จะต้องมาอยู่แทบเท้าของพวกเจ้าภายในสามวัน!" คำประกาศนั้นดังก้องไปทั่วบริเวณ กำแพงเมืองสูงตระหง่านราวกับสะท้อนเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มที่รอเวลาผงาด ความเงียบงันถูกแทนที่ด้วยความฮฮกเหิมในอกของชาวบ้าน ชายชราน้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้ง เขารีบทรุดตัวคุกเข่าลงโขกศีรษะอีกครั้ง ตามด้วยชาวบ้านนับร้อยคนที่พร้อมใจกันคุกเข่าลงคำนับหลี่ซ่านราวกับยอมจำนนต่อราชันย์ผู้ทรงธรรม "ขอท่านหลี่โปรดชี้นำ! พวกเรายอมตายถวายหัวเพื่อท่าน!" เสียงตะโกนกึกก้องประสานกันเป็นเสียงเดียว ไป๋จูที่ยืนมองอยู่เงียบๆ มุมปากบางเฉียบยกยิกลงเล็กน้อย รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้านาง นางรู้ดีว่าเวลานี้ หลี่ซ่านไม่ได้เป็นเพียงแค่นักโทษทางการเมืองหรือทายาทผู้ตกอับอีกต่อไปแล้ว เขากำลังก่อร่างสร้างอาณาจักรแห่งความจงรักภักดีขึ้นมาจากเศษซากความอยุติธรรม ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังฮฮกเหิมถึงขีดสุด สายตาของไป๋จูกลับเหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างที่มุมมืดของตรอกซอกซอยฝั่งตรงข้าม เงาสماนดำทึบกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ แสงสะท้อนจากคมดาบวาบผ่านความมืดมิดเข้ามาในคลองจักษุของนาง ไป๋จูหรี่ตาลงทันที หัวใจกระตุกวูบ ไม่ใช่ทหารยามของทางการ... แต่เป็น 'นักฆ่าเงาโลหิต' ที่ถูกส่งมาเก็บกวาดงานสกปรก และเป้าหมายของพวกมันในค่ำคืนนี้... ไม่ได้มีแค่ชาวบ้านเหล่านี้คนเดียว "หลี่ซ่าน..." ไป๋จูเอ่ยเรียกเสียงกระซิบ ทว่าเฉียบขาดจนหลี่ซ่านต้องหันขวับกลับมามอง ก่อนที่หลี่ซ่านจะทันได้เอ่ยถามสิ่งใด ลูกธนูอาบยาพิษนับสิบดอกก็พุ่งแหวกอากาศแหวกความมืดเข้าใส่กลุ่มชาวบ้านและตัวเขาด้วยความเร็วสูงราวกับห่าฝน! หลี่ซ่านสะบัดมือเรียกหอกทมิฬคู่กายที่ซ่อนอยู่ข้างกายออกมารับมือตามสัญชาตญาณ ทว่าในวินาทีที่คมหอกปะทะกับลูกธนูดอกแรก แรงกระแทกอันมหาศาลกลับทำให้เขารู้สึกได้ทันทีว่า... นี่ไม่ใช่การลอบสังหารธรรมดา แต่เป็นกับดักที่ถูกวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อต้อนพวกเขาให้จนมุมตั้งแต่ก้าวแรกที่คิดจะขยับตัว! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ หวังว่าจะชื่นชอบบทนี้ครับผม ราชันย์หอกทมิฬ
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%