เสียงสะท้อนของหยกประจำตำแหน่งที่กระแทกกระทั้นลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม ไม่ได้เป็นเพียงแค่สัญญาณของการประชุมท้องพระโรงในยามเช้าตรู่ หากแต่มันคือเสียงคำรามแรกของสงครามกลางเมืองที่ถูกจุดชนวนขึ้นอย่างเงียบงัน
"ข้าไม่เคยคิดเลยว่า เสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้ทรงเกียรติ จะกล้าเอาเสบียงคลังของกองทัพชายแดนไปผัน
แปรเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าของตระกูลตนเอง!"
สุ้มเสียงของเสนาบดีฝ่ายขวา 'จ้าวหมิง' แ่งกร้าวและสั่นเทาด้วยความโกรธเกรี้ยว นัยน์ตาของเขาเบิกกว้าง เส้นเลือดปูดโปนบริเวณขมับ บ่งบอกถึงความอดกลั้นที่เดินทางมาถึงขีดสุด เอกสารบัญชีลับแผ่นหนึ่งถูกสะบัดร่วงลงกลางท้องพระโรง ราวกับใบมีดที่ถูกโยนลงกลางวงล้อมของศัตรู
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทว่าไม่ใช่ความสงบสุข หากแต่เป็นความอึดอัดที่หนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ขุนนางนับร้อยชีวิตต่างก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ท้องพระโรงกว้างใหญ่กลับวังเวงราวกับป่าช้า
เสนาบดีฝ่ายซ้าย 'สือเทียน' ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายังคงยืนสงบนิ่ง รอยยิ้มบางเบาถูกจุดขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น ชายชราผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับทศวรรษในราชสำนัก ค่อยๆ ปัดฝุ่นบนแขนเสื้ออย่างเชื่องช้า ราวกับสิ่งที่จ้าวหมิงเพิ่งโยนใส่หน้าเป็นเพียงแค่ธุลีดิน
"ระวังปากของท่านด้วย... ท่านเสนาบดีจ้าว" สือเทียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนคนฟังต้องสะท้าน "เสบียงเหล่านั้นไม่ได้ถูกผันแปรเพื่อการค้าส่วนตัว แต่มันคือ 'การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์' เพื่อค้ำจุนเศรษฐกิจของแผ่นดินในยามที่ท้องพระคลังว่างเปล่า หากไม่มีตระกูลสือของข้าคอยพยุง กองทัพชายแดนของท่านคงอดตายไปตั้งแต่ฤดูหนาวปีที่แล้วแล้วกระมั้ง"
"ข้อแก้ตัวชั้นต่ำ!" จ้าวหมิงคำรามลั่น ก้าวเท้าพุ่งเข้าหาหมายจะกระชากคอเสื้ออีกฝ่าย หากแต่ราชองครักษ์ข้างบัลลังก์ชักดาบออกครึ่งเล่มเป็นสัญญาณเตือนเสียก่อน เขาจึงต้องหยุดชะงักด้วยความคับแค้นใจ "ท่านสูบเลือดสูบเนื้อราษฎร เอาเปรียบแม้กระทั่งทหารหาญที่เอาชีวิตไปทิ้งที่แนวหน้า แล้วยังกล้าพูดจาหน้าด้านๆ เช่นนี้อีกหรือ!"
บรรยากาศในท้องพระโรงเริ่มปั่นป่วน ขุนนางแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน เสียงซุบซิบนินทาและเสียงถกเถียงดังระงมราวกับฝูงผึ้งแตกรัง อำนาจที่เคยถ่วงดุลกันมานานนับปี บัดนี้ได้พังทลายลงต่อหน้าพระพักตร์ เหลือเพียงความโลภและความแค้นที่ถูกเปิดเผยอย่างไร้ยางอาย
ในมุมมืดของเสาหินอ่อนแกะสลัก หลี่ซ่านยืนกอดอกพิงเสาด้วยท่าทีผ่อนคลายอย่างยิ่งยวด นัยน์ตาคมกริบสีนิลคู่นั้นกวาดมองความแตกแยกเบื้องหน้าด้วยแววตาสมเพชระคนขบขัน นิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ ที่ด้ามหอกทมิฬที่พาดอยู่บนบ่า
ทุกคำพูด ทุกหยาดเหงื่อแห่งความโกรธเกรี้ยว และทุกรอยยิ้มเสแสร้งของขุนนางทั้งสองฝ่าย ล้วนอยู่ในแผนการที่เขาและไป๋จูร่วมกันวางไว้ตั้งแต่ต้น บัญชีลับที่จ้าวหมิงนำมาแฉเมื่อครู่ ก็ไม่ใช่ผลงานของนักสืบฝ่ายขวาแต่อย่างใด หากแต่เป็นเอกสารที่ถูกส่งผ่านมือเงาดำในยามวิกาล โดยฝีมือของคุณหนูตระกูลไป๋ผู้กุมข่าวลับทั่วหล้าต่างหาก
*ให้พวกมันกัดกันเอง... นั่นคือวิธีที่ดีที่สุดในการทำลายรากฐานของราชสำนัก腐敗 (ที่เน่าเฟะ) นี้* หลี่ซ่านคิดในใจ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
ทว่า ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายนั้น สายตากลับเหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่าง
สือเทียน แม้จะตกเป็นจำเลยสังคมและถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง แต่แววตาของเขากลับไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันคือแววตาของนักล่าที่กำลังรอให้เหยื่อเดินเข้ามาติดกับดักที่ขุดไว้
*มีบางอย่างไม่ชอบ마...* สัญชาตญาณนักรบของหลี่ซ่านร้องเตือนภัยทันที
ในวินาทีนั้นเอง เสียงหัว-เราะแหบพร่าของสือเทียนก็ดังแทรกขึ้นมาเหนือความโกลาหลทั้งหมด
"ฮ่าๆๆๆ... จ้าวหมิงเอ๋อร์จ้าวหมิง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการที่เจ้าได้บัญชีนี้มา เป็นเพราะความสามารถของสายสืบตระกูลเจ้า?"
จ้าวหมิงชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
สือเทียนหันไปประสานสายตากับเสนาบดีฝ่ายขวา รอยยิ้มเยือกเย็นแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัว "หมายความว่า... เจ้ามันก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่ถูกหลอกให้เดินเข้าสู่สุสานของตนเองเท่านั้นแหละ"
สิ้นคำพูดของสือเทียน ประตูบานใหญ่หนักอึ้งของท้องพระโรงก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าของทหารเกราะหนักนับร้อยนายที่ก้าวเข้ามาล้อมรอบท้องพระโรงไว้ทุกด้าน ปลายหอกนับร้อยเล่มชี้ตรงมาที่กลุ่มของจ้าวหมิงและขุนนางฝ่ายขวาอย่างพร้อมเพรียง
ความโกลาหลเมื่อครู่พลันเงียบกริบลงทันที เหลือเพียงเสียงโลหะกระทบกันน่าหวาดเสียว
ร่างสูงสง่าในชุดเกราะทองคำปรากฏขึ้นท่ามกลางแถวทหาร องค์ชายรองผู้กุมอำนาจกองกำลังรักษาพระนครก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาคมปลาบกวาดมองขุนนางทั้งสองฝ่ายก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
"พวกเจ้าบังอาจก่อความวุ่นวายในท้องพระโรง ฝ่าฝืนกฎมณเฑียรบาล มีความผิดฐานเป็นกบฏ... ควบคุมตัวทั้งหมดไป!"
จ้าวหมิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจขีดสุด ร้องตะโกนลั่น "องค์ชายรอง! ข้าถูกใส่ร้าย! คนที่โกงกินคือสือเทียนต่างหาก! พระองค์ทรงโปรดตรวจสอบด้วย!"
"ตรวจสอบงั้นหรือ?" องค์ชายรองแค่นหัวเราะในลำคอ สายตาคมกริบมองจ้าวหมิงราวกับมองมดปลวก "หลักฐานในมือของสือเทียนฟ้องชัดเจนว่าตระกูลจ้าวของเจ้าต่างหากที่สมคบคิดกับกองโจรต่างแดนเพื่อล้มล้างราชบัลลังก์ ทหาร... ปิดปากมันเสีย!"
หลี่ซ่านที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ในเงื้อมเงาของเสาหิน ถึงกับหรี่ตาลงแคบ
เกมนี้... ไม่ใช่แค่การห้ำหั่นกันเองของขุนนางสองฝ่ายเสียแล้ว แต่มันคือการ "จัดฉากครั้งใหญ่" เพื่อกวาดล้างขั้วอำนาจฝ่ายขวาโดยมีองค์ชายรองหนุนหลังสือเทียนอยู่เบื้องหลัง!
หากปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินไปเช่นนี้ ฐานอำนาจทั้งหมดจะตกเป็นขององค์ชายรองแต่เพียงผู้เดียว และแผนการแก้แค้นตระกูลหลี่ของเขาจะต้องพังทลายลงอย่างไม่มีวันฟื้น
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย และทหารเกราะหนักกำลังจะเข้าควบคุมตัวจ้าวหมิงนั้นเอง
ร่างระหงในชุดผ้าแพรสีดำสนิทราวกับรัตติกาล ก็ก้าวออกมาจากมุมมืดด้านหลังพระแท่นบูชาอย่างเงียบเชียบ ปิ่นหยกขาวบนเรือนผมสะท้อนแสงไฟวับแวม นางยกมือขึ้นโบกเบาๆ พร้อมกับแผ่นป้ายทองคำฝังลายมังกรห้าเล็บที่ส่องประกายเรืองรองอยู่กลางอากาศ
เสียงหวานใสแต่ทรงอำนาจเด็ดขาดก้องกังวานไปทั่วทั้งท้องพระโรง
"หยุดมือก่อน... พระราชโองการลับจากฮ่องเต้อยู่ที่นี่ ใครกล้าแตะต้องขุนนางผู้ใหญ่แม้แต่คนเดียว มีโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร!"
ดวงตาทุกคู่ในท้องพระโรงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ทันทีที่เห็นใบหน้างดงามเย็นชาภายใต้แสงคบเพลิงของ 'ไป๋จู' ที่ก้าวออกมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับหลี่ซ่านในเงาดำ...
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้ "เงาหอกสลักใจ" เสมอมาครับ
เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 36
ความแตกแยกของขั้วอำนาจ
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!