เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 36

ความแตกแยกของขั้วอำนาจ

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
เสียงสะท้อนของหยกประจำตำแหน่งที่กระแทกกระทั้นลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม ไม่ได้เป็นเพียงแค่สัญญาณของการประชุมท้องพระโรงในยามเช้าตรู่ หากแต่มันคือเสียงคำรามแรกของสงครามกลางเมืองที่ถูกจุดชนวนขึ้นอย่างเงียบงัน "ข้าไม่เคยคิดเลยว่า เสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้ทรงเกียรติ จะกล้าเอาเสบียงคลังของกองทัพชายแดนไปผัน แปรเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าของตระกูลตนเอง!" สุ้มเสียงของเสนาบดีฝ่ายขวา 'จ้าวหมิง' แ่งกร้าวและสั่นเทาด้วยความโกรธเกรี้ยว นัยน์ตาของเขาเบิกกว้าง เส้นเลือดปูดโปนบริเวณขมับ บ่งบอกถึงความอดกลั้นที่เดินทางมาถึงขีดสุด เอกสารบัญชีลับแผ่นหนึ่งถูกสะบัดร่วงลงกลางท้องพระโรง ราวกับใบมีดที่ถูกโยนลงกลางวงล้อมของศัตรู ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทว่าไม่ใช่ความสงบสุข หากแต่เป็นความอึดอัดที่หนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ขุนนางนับร้อยชีวิตต่างก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ท้องพระโรงกว้างใหญ่กลับวังเวงราวกับป่าช้า เสนาบดีฝ่ายซ้าย 'สือเทียน' ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายังคงยืนสงบนิ่ง รอยยิ้มบางเบาถูกจุดขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น ชายชราผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับทศวรรษในราชสำนัก ค่อยๆ ปัดฝุ่นบนแขนเสื้ออย่างเชื่องช้า ราวกับสิ่งที่จ้าวหมิงเพิ่งโยนใส่หน้าเป็นเพียงแค่ธุลีดิน "ระวังปากของท่านด้วย... ท่านเสนาบดีจ้าว" สือเทียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนคนฟังต้องสะท้าน "เสบียงเหล่านั้นไม่ได้ถูกผันแปรเพื่อการค้าส่วนตัว แต่มันคือ 'การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์' เพื่อค้ำจุนเศรษฐกิจของแผ่นดินในยามที่ท้องพระคลังว่างเปล่า หากไม่มีตระกูลสือของข้าคอยพยุง กองทัพชายแดนของท่านคงอดตายไปตั้งแต่ฤดูหนาวปีที่แล้วแล้วกระมั้ง" "ข้อแก้ตัวชั้นต่ำ!" จ้าวหมิงคำรามลั่น ก้าวเท้าพุ่งเข้าหาหมายจะกระชากคอเสื้ออีกฝ่าย หากแต่ราชองครักษ์ข้างบัลลังก์ชักดาบออกครึ่งเล่มเป็นสัญญาณเตือนเสียก่อน เขาจึงต้องหยุดชะงักด้วยความคับแค้นใจ "ท่านสูบเลือดสูบเนื้อราษฎร เอาเปรียบแม้กระทั่งทหารหาญที่เอาชีวิตไปทิ้งที่แนวหน้า แล้วยังกล้าพูดจาหน้าด้านๆ เช่นนี้อีกหรือ!" บรรยากาศในท้องพระโรงเริ่มปั่นป่วน ขุนนางแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน เสียงซุบซิบนินทาและเสียงถกเถียงดังระงมราวกับฝูงผึ้งแตกรัง อำนาจที่เคยถ่วงดุลกันมานานนับปี บัดนี้ได้พังทลายลงต่อหน้าพระพักตร์ เหลือเพียงความโลภและความแค้นที่ถูกเปิดเผยอย่างไร้ยางอาย ในมุมมืดของเสาหินอ่อนแกะสลัก หลี่ซ่านยืนกอดอกพิงเสาด้วยท่าทีผ่อนคลายอย่างยิ่งยวด นัยน์ตาคมกริบสีนิลคู่นั้นกวาดมองความแตกแยกเบื้องหน้าด้วยแววตาสมเพชระคนขบขัน นิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ ที่ด้ามหอกทมิฬที่พาดอยู่บนบ่า ทุกคำพูด ทุกหยาดเหงื่อแห่งความโกรธเกรี้ยว และทุกรอยยิ้มเสแสร้งของขุนนางทั้งสองฝ่าย ล้วนอยู่ในแผนการที่เขาและไป๋จูร่วมกันวางไว้ตั้งแต่ต้น บัญชีลับที่จ้าวหมิงนำมาแฉเมื่อครู่ ก็ไม่ใช่ผลงานของนักสืบฝ่ายขวาแต่อย่างใด หากแต่เป็นเอกสารที่ถูกส่งผ่านมือเงาดำในยามวิกาล โดยฝีมือของคุณหนูตระกูลไป๋ผู้กุมข่าวลับทั่วหล้าต่างหาก *ให้พวกมันกัดกันเอง... นั่นคือวิธีที่ดีที่สุดในการทำลายรากฐานของราชสำนัก腐敗 (ที่เน่าเฟะ) นี้* หลี่ซ่านคิดในใจ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ทว่า ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายนั้น สายตากลับเหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่าง สือเทียน แม้จะตกเป็นจำเลยสังคมและถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง แต่แววตาของเขากลับไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันคือแววตาของนักล่าที่กำลังรอให้เหยื่อเดินเข้ามาติดกับดักที่ขุดไว้ *มีบางอย่างไม่ชอบ마...* สัญชาตญาณนักรบของหลี่ซ่านร้องเตือนภัยทันที ในวินาทีนั้นเอง เสียงหัว-เราะแหบพร่าของสือเทียนก็ดังแทรกขึ้นมาเหนือความโกลาหลทั้งหมด "ฮ่าๆๆๆ... จ้าวหมิงเอ๋อร์จ้าวหมิง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการที่เจ้าได้บัญชีนี้มา เป็นเพราะความสามารถของสายสืบตระกูลเจ้า?" จ้าวหมิงชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?" สือเทียนหันไปประสานสายตากับเสนาบดีฝ่ายขวา รอยยิ้มเยือกเย็นแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัว "หมายความว่า... เจ้ามันก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่ถูกหลอกให้เดินเข้าสู่สุสานของตนเองเท่านั้นแหละ" สิ้นคำพูดของสือเทียน ประตูบานใหญ่หนักอึ้งของท้องพระโรงก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าของทหารเกราะหนักนับร้อยนายที่ก้าวเข้ามาล้อมรอบท้องพระโรงไว้ทุกด้าน ปลายหอกนับร้อยเล่มชี้ตรงมาที่กลุ่มของจ้าวหมิงและขุนนางฝ่ายขวาอย่างพร้อมเพรียง ความโกลาหลเมื่อครู่พลันเงียบกริบลงทันที เหลือเพียงเสียงโลหะกระทบกันน่าหวาดเสียว ร่างสูงสง่าในชุดเกราะทองคำปรากฏขึ้นท่ามกลางแถวทหาร องค์ชายรองผู้กุมอำนาจกองกำลังรักษาพระนครก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาคมปลาบกวาดมองขุนนางทั้งสองฝ่ายก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น "พวกเจ้าบังอาจก่อความวุ่นวายในท้องพระโรง ฝ่าฝืนกฎมณเฑียรบาล มีความผิดฐานเป็นกบฏ... ควบคุมตัวทั้งหมดไป!" จ้าวหมิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจขีดสุด ร้องตะโกนลั่น "องค์ชายรอง! ข้าถูกใส่ร้าย! คนที่โกงกินคือสือเทียนต่างหาก! พระองค์ทรงโปรดตรวจสอบด้วย!" "ตรวจสอบงั้นหรือ?" องค์ชายรองแค่นหัวเราะในลำคอ สายตาคมกริบมองจ้าวหมิงราวกับมองมดปลวก "หลักฐานในมือของสือเทียนฟ้องชัดเจนว่าตระกูลจ้าวของเจ้าต่างหากที่สมคบคิดกับกองโจรต่างแดนเพื่อล้มล้างราชบัลลังก์ ทหาร... ปิดปากมันเสีย!" หลี่ซ่านที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ในเงื้อมเงาของเสาหิน ถึงกับหรี่ตาลงแคบ เกมนี้... ไม่ใช่แค่การห้ำหั่นกันเองของขุนนางสองฝ่ายเสียแล้ว แต่มันคือการ "จัดฉากครั้งใหญ่" เพื่อกวาดล้างขั้วอำนาจฝ่ายขวาโดยมีองค์ชายรองหนุนหลังสือเทียนอยู่เบื้องหลัง! หากปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินไปเช่นนี้ ฐานอำนาจทั้งหมดจะตกเป็นขององค์ชายรองแต่เพียงผู้เดียว และแผนการแก้แค้นตระกูลหลี่ของเขาจะต้องพังทลายลงอย่างไม่มีวันฟื้น ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย และทหารเกราะหนักกำลังจะเข้าควบคุมตัวจ้าวหมิงนั้นเอง ร่างระหงในชุดผ้าแพรสีดำสนิทราวกับรัตติกาล ก็ก้าวออกมาจากมุมมืดด้านหลังพระแท่นบูชาอย่างเงียบเชียบ ปิ่นหยกขาวบนเรือนผมสะท้อนแสงไฟวับแวม นางยกมือขึ้นโบกเบาๆ พร้อมกับแผ่นป้ายทองคำฝังลายมังกรห้าเล็บที่ส่องประกายเรืองรองอยู่กลางอากาศ เสียงหวานใสแต่ทรงอำนาจเด็ดขาดก้องกังวานไปทั่วทั้งท้องพระโรง "หยุดมือก่อน... พระราชโองการลับจากฮ่องเต้อยู่ที่นี่ ใครกล้าแตะต้องขุนนางผู้ใหญ่แม้แต่คนเดียว มีโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร!" ดวงตาทุกคู่ในท้องพระโรงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ทันทีที่เห็นใบหน้างดงามเย็นชาภายใต้แสงคบเพลิงของ 'ไป๋จู' ที่ก้าวออกมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับหลี่ซ่านในเงาดำ... ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้ "เงาหอกสลักใจ" เสมอมาครับ
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%