"เจ้ากล้าดียังไง... ถึงนำตราประทับของกองอารักขามาไว้ที่นี่, หานเฟิง!"
เสียงกระซิบที่กดต่ำจนเกือบกลายเป็นคำรามดังลอดออกมาจากไรฟันของแม่ทัพสือหลาง นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวจ้องเขม็งไปยังร่างสูงโปร่งที่ยืนกอดอกพิงเสาไม้สักทองในความสลัว เงาตะคุ่มของระเบียงทางเดินทอดตัวยาวปกคลุมบรรยากาศรอบด้านให้ตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ
หลี่ซ่านยืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหลังเสาต้นใหญ่ ลมหายใจของเขาถูกควบคุมให้อยู่ในจังหวะสม่ำเสมอที่สุด สายตาคมกราบกรานมองสถานการณ์ตรงหน้าผ่านช่องว่างของม่านไหมโปร่ง
แสงคบเพลิงวับแวมจากด้านนอกสาดกระทบใบหน้าของ "ผู้ที่ก้าวเข้ามาขวางทางรอด" เมื่อครู่—แท้จริงแล้วไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก หานเฟิง รองแม่ทัพผู้กุมอำนาจครึ่งหนึ่งของค่ายทหารหลวง และเป็นมือขวาคนสนิทของอัครเสนาบดีจ้าว ศัตรูตัวฉกาจที่หมายหัวตระกูลหลี่มาโดยตลอด
ทว่า ในยามนี้ บนโต๊ะไม้กลางห้องลับ กลับปรากฏหีบสมบัติเปิดอ้าซ่า พร้อมด้วยเอกสารลับราชสำนักที่ระบุแผนการโยกย้ายกำลังพล ซึ่งต่อให้เอาหัวเป็นประกัน สือหลางก็ไม่มีทางครอบครองมันได้โดยชอบธรรม
หานเฟิงไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากหนา เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าหาแม่ทัพสือหลางช้าๆ ราวกับพญาเสือที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม
"ท่านแม่ทัพสือ... อย่าเพิ่งร้อนใจไปเลยครับ" หานเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความเย้ยหยันอันเลือดเย็น "ตราประทับนี้ไม่ได้ลอยมาเอง แต่มันถูกส่งมาเพื่อเตือนความจำท่านต่างหาก ว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ชุบเลี้ยงท่านขึ้นมาจากโคลนตม"
สือหลางกัดกรามแน่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนจนเห็นได้ชัด มือหนากำด้ามดาบข้างกายแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน "เจ้าหมายความว่าอย่างไร? แผนการลักลอบขนอาวุธล็อตนี้ เป็นคำสั่งตรงจากองค์เสนาบดี เพื่อเตรียมรับมือชายแดนเหนือ ไม่ใช่เพื่อการก่อกบฏ!"
"ท่านช่างไร้เดียงสายิ่งนัก..." หานเฟิงหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นบาดหูเสียนยิ่งกว่าเสียงโลหะเสียดสีกัน "องค์เสนาบดีจะต้องการกำลังพลเถื่อนไปทำไมในเมื่อกองทัพหลวงอยู่ในการควบคุม? แต่... ถ้าหากมีใครสักคน 'จงใจ' ทำให้ราชสำนักเข้าใจว่า แม่ทัพสือหลางกำลังสะสมกำลังพลเพื่อเตรียมก่อกบฏเล่า? เช่นนั้นแล้ว... ศศีรษะบนบ่าของท่าน จะยังอยู่ดีหรือไมה?"
บรรยากาศในห้องพลันเย็นเยียบลงถนัดตา
หลี่ซ่านที่ซ่อนตัวอยู่ในเงื้อมเงา ยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างเย็นชา แผนการที่ไป๋จูวางไว้ตลบหลังศัตรูเริ่มทำงานอย่างงดงามแล้ว หานเฟิงกับสือหลางต่างก็เป็นสุนัขรับใช้ที่จousดีของตระกูลจ้าว แต่สุนัขสองตัวนี้ต่างก็มีความทะเยอทะยานและหวาดระแวงกันเองในยามที่ผลประโยชน์ไม่ลงตัว
หน้าที่ของเขาในตอนนี้ ไม่ใช่การลงมือฆ่า... แต่เป็นการหยิบยื่น 'มีด' ให้พวกมันหันไปเชือดคอกันเอง
หลี่ซ่านขยับตัวอย่างเงียบเชียบ ปลายเท้าแตะลงบนพื้นไม้แทบไม่
เกิดเสียง เขาส่งสัญญาณมือบอกไป๋จูที่หลบอยู่มุมมืดอีกด้าน นางพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ นางแอบดีดเหรียญเงินออกไปกระทบแจกันเซรามิกที่มุมห้อง ทันทีที่เกิดเสียงดัง *เคร้ง!* สมาธิของทั้งหานเฟิงและสือหลางก็พุ่งตรงไปยังจุดนั้นทันที
"ใคร!" สือหลางคำรามลั่น ชักดาบออกจากฝักด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า พุ่งตัวเข้าหาต้นตอของเสียงทันที
หานเฟิงเองก็ตกใจไม่แพ้กัน เขารีบชักกระบี่ประจำกายออกตั้งรับ พร้อมหันไปมองรอบห้องด้วยความหวาดระแวง "นั่นใคร! ออกมานะ!"
"ท่านแม่ทัพสือ... ท่านคิดจะฆ่าปิดปากข้าอย่างนั้นหรือ!" หานเฟิงแผดเสียงด้วยความโกรธเกรี้ยว เมื่อเห็นสือหลางพุ่งดาบเข้ามาทางตนโดยเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นผู้บุกรุก
"เจ้าบ้าหานเฟิง! ข้าไม่ได้ทำเสียงนั้น! เจ้าต่างหากที่ส่งคนมาแอบฟังความลับของข้า!" สือหลางตวาดกลับด้วยความเดือดดาล ความหวาดระแวงและแรงกดดันทางการเมืองผสมปนเปจนสติขาดผึ่ง
"ฮึ! คิดว่าข้ากลัวท่านหรือไง! ในเมื่อท่านคิดจะหักหลังเสนาบดีจ้าว วันนี้ข้าก็ต้องกำจัดสุนัขทรยศเช่นท่านเสียก่อน!"
*เคร้ง!*
ประกายไฟจากการปะทะกันของคมดาบและกระบี่สาดกระเซ็นไปทั่วห้องมืด หลี่ซ่านยืนมองภาพความวุ่นวายตรงหน้าด้วยแววตานิ่งสงบ ไร้ซึ่งความปรานี ความโลภและการชิงดีชิงเด่นคือจุดอ่อนที่เปราะบางที่สุดของคนตระกูลจ้าว เพียงแค่สะกิดเบาๆ สุนัขล่าเนื้อก็พร้อมจะขย้ำกันเองจนตายไปข้างหนึ่ง
ทว่า ในจังหวะที่สือหลางกำลังจะตวัดดาบปลิดชีพหานเฟิงนั้นเอง สายตาของหานเฟิงก็บังเอิญเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนสะท้อนอยู่บนกระจกทองเหลืองที่ตั้งอยู่มุมห้อง!
ดวงตาของหานเฟิงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด เขาไม่ได้มองสือหลางอีกต่อไป แต่กลับหันปลายกระบี่พุ่งทะลวงเข้าหาความมืดบริเวณที่หลี่ซ่านซ่อนอยู่ พร้อมกับตะโกนลั่นห้องด้วยเสียงอันแหบพร่า
"นั่นใคร! แกไม่ใช่คนของสือหลาง... แกเป็นใครกันแน่!"
หลี่ซ่านสะดุ้งเฮือกเล็กน้อย ร่างกายตอบสนองตามสัญชาตญาณนักสู้ เขาเอี้ยวตัวหลบคมกระบี่ที่พุ่งเข้ามาเฉียดหัวไหล่ไปอย่างฉิวเฉียด เผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นภายใต้แสงสลัว
หานเฟิงอ้าปากค้าง สมองที่ปั่นป่วนพลันกระจ่างแจ้งขึ้นมาในเสี้ยววินาที
"เจ้า... เจ้าคือทายาทตระกูลหลี่!" หานเฟิงคำรามลั่นด้วยความตกใจระคนหวาดผวา "พวกแก... วางแผนให้พวกเราฆ่ากันเองตั้งแต่แรก!"
สือหลางที่เพิ่งรู้ตัวว่าตกหลุมพราง หันขวับมามองหลี่ซ่านด้วยแววตาแดงก่ำด้วยความแค้นเคือง "ไอ้เด็กสารเลว!"
หลี่ซ่านถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือขวาเอื้อมไปกุมด้ามหอกทมิฬที่สะพายอยู่ด้านหลังอย่างมั่นคง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนริมฝีปากอีกครั้ง
"ถูกต้องครับ... พวกท่านฉลาดช้าไปหน่อยนะ"
ทว่า ในวินาทีที่หลี่ซ่านกำลังจะสะบัดหอกเข้าเผชิญหน้า เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่นับร้อยก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากนอกค่าย พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำให้เลือดในกายของหลี่ซ่านเย็นเฉียบลงทันที
"พบตัวกบฏแล้ว! ล้อมค่ายไว้ให้หมด! อย่าให้ใครหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"
น้ำเสียงนั้น... ไม่ใช่ทหารของสือหลาง และไม่ใช่คนของหานเฟิง
ดวงตาของหลี่ซ่านหดแคบลงทันทีเมื่อร่างเงาของบุคคลในชุดเกราะทองคำก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูกว้าง บุคคลที่ต่อให้ตายเขากไม่มีวันลืมเลือน—แม่ทัพใหญ่แห่งกองอารักขาหลวง ผู้เป็น "พี่ชายแท้ๆ" ของไป๋จู... ผู้ที่ถือสาส์นลับประหารชีวิตตระกูลหลี่เมื่อสามปีก่อน!
---
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเส้นทางแค้นนี้ด้วยกันนะครับ
*ราชันย์หอกทมิฬ*
เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 35
แผนการยืมดาบฆ่าคน
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!