เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 19

เสียงกระซิบจากนางสนม

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
"ความตายของคนตระกูลหลี่ห้าสิบแปดชีวิต... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าฮ่องเต้ทรงตัดสินพระทัยด้วยความเห็นชอบของพระองค์เอง?" น้ำเสียงที่กระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจ ลอยลอดผ่านม่านมุ้งแพรไหมสีชาดในตำหนักส่วน M ที่ควรจะไร้ผู้คน กลบเกลื่อนด้วยกลิ่นหอมของกำยานจันทน์กะพ้อที่ลอยวนอวลจนน่าเวียนหัว หลี่ซ่านยืนนิ่งสนิท มือขวาที่กุมด้ามหอกพกซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อกระชับแน่นจนข้อตกลงปรากฏรอยขาวซีด ดวงตาคมกริบภายใต้เงาหมวกสานปีกกว้างจ้องมองสตรีในชุดนางสนมขั้น 4 ผู้กำลังนั่งหันหลังให้ เธอกำลังรินชาจากกาหยกขาวลงในจอกด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ไป๋จู ซึ่งยืนหลบมุมมืดอยู่ข้างเสาไม้แกะสลักรูปมังกร ส่งสัญญาณเตือนด้วยการขยับนิ้วมือเบาๆ นางสนมผู้นี้คือ "หลิวเสียนเฟย" สนมโปรดผู้กุมอำนาจเงียบในวังหลัง และเป็นคนเดียวที่ส่งจดหมายลับนัดหมายหลี่ซ่านมายังเขตหวงห้ามแห่งนี้ในยามวิกาล "สนมหลิว" หลี่ซ่านเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำทุบที่เยือกเย็นจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง "คำพูดเมื่อครู่ หากแพรพรายออกไปนอกกำแพงวังนี้ แม้แต่เก้าอี้มังกรก็อาจสั่นคลอนได้ เหตุใดท่านจึงเลือกที่จะเดิมพันด้วยหัวของตนเองเพื่อข้า" หลิวเสียนเฟยค่อยๆ หันกลับมา ใบหน้าที่เคยงดงามหยาดเยิ้มบัดนี้ซีดเซียว ดวงตาหงส์แดงก่ำราวกับผ่านการร้องไห้อย่างหนักมานับครั้งไม่ถ้วน นางไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่กลับเลื่อนจอกชาไปตรงหน้าบุรุษผู้เป็นความหวังสุดท้ายของตระกูลที่ล่มสลาย "เดิมพันงั้นหรือ..." นางหัวנסเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงเจือความสมเพชเวทนาต่อโชคชะตา "ข้าไม่ได้เดิมพันกับเจ้า หลี่ซ่าน... ข้าแค่กำลังรอเวลาให้หอกทมิฬของเจ้าแทงทะลุหัวใจของคนที่สั่งฆ่าพี่น้องของข้าต่างหาก" คำว่า 'พี่น้อง' ทำให้หลี่ซ่านขมวดคิ้วมุ่น ความทรงจำในคืนเพลิงผลาญเมื่อสิบปีก่อนผุดวาบขึ้นมาในหัว ตระกูลหลี่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏเพราะมีตราประทับลับในคลังอาวุธ แต่เขาเคยสงสัยมาตลอดว่า ขุนนางบู๊ผู้ซื่อสัตย์สุจริตจะเอาปัญญาที่ไหนไปติดต่อกับกองกำลังต่างแคว้น หากไม่มีคนระดับสูงในราชสำนักเป็นผู้ชักใยและอำนวยความสะดวก "หมายความว่า... คนที่อยู่เบื้องหลังไม่ใช่เสนาบดีจางอย่างนั้นหรือ" หลี่ซ่านก้าวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะน้ำชาอีกหนึ่งก้าว กดดันด้วยรัศมีสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างกายจนเปลวเทียนวูบไหว "เสนาบดีจางเป็นเพียงสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์เกินไปเท่านั้น" หลิวเสียนเฟยเอ่ยพางหยิบแผ่นกระดาษยับยู่ยี่ออกจากอกเสื้อ วางลงบนโต๊ะไม้หอม "นี่คือบัญชีรายชื่อการเคลื่อนย้ายกองกำลังสำรองในคืนที่ตระกูลหลี่ถูกกวาดล้าง ลายมือที่กำกับสั่งการ... ไม่ใช่ลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้ แต่เป็นตราประทับหยกประจำตัวของ 'ชินอ้วง' ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์" ชินอ้วง! พระปิตุลาผู้ทรงอำนาจและเป็นที่ยำเกรงที่สุดในราชสำนัก บุรุษผู้ซึ่งเบื้องหน้ายิ้มแย้มโอบอ้อมอารีต่อราษฎร แต่เบื้องหลังกลับเป็นผู้ชักเชิดบัลลังก์มังกรตามอำเภอใจ บรรยากาศในตำหนักเงียบงันลงทันที ราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ไป๋จูที่ฟังอยู่มุมห้องถึงกับสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ ความจริงข้อนี้ใหญ่หลวงเกินกว่าที่คนกลุ่มเดียวจะแบกรับไหว มันคือการประกาศสงครามกับอำนาจสูงสุดที่ค้ำจุนแผ่นดินนี้อยู่ "หลักฐานนี้... ได้มาอย่างไร" หลี่ซ่านถามเสียงเครียด สายตาจดจ้องแผ่นกระดาษแผ่นนั้นราวกับมันคืองูพิษ "ข้าขโมยมันมาจากห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ของชินอ้วง ด้วยแลกกับการที่ข้าต้องยอมเป็น... เครื่องมือระบายความใคร่ของปีศาจตนนั้นมาสามปีเต็ม!" หลิวเสียนเฟยระเบิดเสียงหัวเราะทั้งน้ำตา หยาดหยดน้ำใสไหลอาบแก้มเนียนอย่างไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป ความแค้น ความชิงชัง และความอับيที่สะสมมานานระเบิดออกมาในคราเดียว หลี่ซ่านมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ภายใต้ความหรูหราของวังหลังที่ผู้คนต่างใฝ่ฝัน มันคือหลุมศพสีทองที่ฝังร่างและวิญญาณของสตรีผู้บริสุทธิ์ไว้ทีละน้อย เขาเอื้อมมือไปหยิบแผ่นกระดาษขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ รอยหมึกและรอยประทับตราหยกนั้นเป็นของจริงไม่มีผิดเพี้ยน จิ๊กซอว์ทุกตัวเริ่มประกอบเข้ารูป ปริศนาที่กัดกินหัวใจเขามานานนับทศวรรษกระจ่างชัดเจนแล้ว ทว่า ในวินาทีที่ความจริงเปิดเผย ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวก็เข้าปกคลุมทั่วบริเวณ *แกร๊ก...* เสียงฝ่าเท้าน้ำหนักเบาราวกับแมวป่าเหยียบลงบนแผ่นกระเบื้องเคลือบด้านนอกตำหนัก ดังแทรกเข้ามาท่ามกลางความเงียบ หลี่ซ่านชะงักมือที่กำลังเก็บแผ่นกระดาษ ไป๋จูพุ่งตัวไปที่หน้าต่างทันที นางแงื้มม่านดูภายนอกเพียงเสี้ยววินาที ใบหน้าก็ถอดสีจนซีดเผือด "ซ่านหลาง... เราถูกล้อมแล้ว" เสียงของไป๋จูสั่นพร่าเล็กน้อย แต่นางยังคงควบคุมสติไว้ได้ หลิวเสียนเฟยเบิกตากว้างอย่างตกใจขีดสุด นางส่ายหัวรัวๆ "เป็นไปไม่ได้... ข้าระมัดระวังตัวดีที่สุดแล้ว ไม่มีทางที่คนของชินอ้วงจะ..." *ปัง!* ประโยคของนางถูกกลืนหายไปด้วยเสียงถีบประตูไม้แกะสลักหนาหนักจนพังทลายลงมาเป็นเสี่ยงๆ กลิ่นอายสังหารอันรุนแรงพรั่งพรูเข้ามาพร้อมกับสายลมยามวิกาล เงาร่างนับสิบในชุดเกราะหนังสีดำสนิท ท่าทางองอาจและเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับบุรุษผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี "เสด็จอาทรงรอบคอบยิ่งนัก... เสียดายที่สนมรักของข้า โง่เขลาเกินกว่าจะเก็บความลับไว้ได้" ชินอ้วงทรงก้าวเข้ามาในตำหนักด้วยพระบาทที่มั่นคง ในพระหัตถ์ถือกระบี่ฝักทองคำที่ยังมีหยดเลือดสดๆ ไหลหยดลงพื้นทีละหยด หลิวเสียนเฟยทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นทันทีเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด หลี่ซ่านค่อยๆ ดึงหมวกปีกกว้างออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความเย็นชาและแววตาดุดั่งพญายม เขาไม่ได้ถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว มือขวาจับด้ามหอกพกซ่อนเตรียมพร้อมปลิดชีพศัตรูเบื้องหน้า ชินอ้วงทอดพระเนตรมองหลี่ซ่านด้วยแววตาพึงพอใจ ราวกับกำลังมองดูหนูติดจั่นที่เดินเข้ามุมอับด้วยความสมัครใจ "หลี่ซ่าน... ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลขบฏ เจ้าคิดว่าการนำหลักฐานชิ้นนี้ไปจะเปลี่ยนอะไรได้งั้นหรือ ในเมื่อคืนนี้... จะเป็นคืนที่เจ้าและสหายทุกคนต้องตายอย่างไร้ร่องรอยในตำหนักของสนมผู้ฝ่าฝืนกฎมณเฑียรบาล!" ชินอ้วงยกกระบี่ขึ้นชี้หน้าหลี่ซ่าน พร้อมกับที่เงาดำนับร้อยรอบตำหนักพุ่งทะยานเข้ามาปิดตายทุกเส้นทางหนี! ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดและคราบน้ำตาไปกับตัวละครครับ หวังว่าจะพบกันในตอนหน้าเพื่อร่วมตัดสินชะตากรรมของแผ่นดินนี้ด้วยกันนะครับ ราชันย์หอกทมิฬ
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%