กลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาและชาผู่เอ่อร์เก่าเก็บลอยอวลอยู่เบื้องหน้า ทว่าสำหรับไป๋จูแล้ว บรรยากาศภายในตำหนักซ่อนบุปผายามนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย มันกลับกดดันราวกับแผ่นดินไหวใต้ผืนน้ำอันนิ่งสงบ
ปลายนิ้วเรียวดั่งหยกสลักของนางกำลังบรรจงหมุนถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ช้าๆ สายตาคมปลาบจับจ้องไปยังร่างของขันทีเฒ่าแซ่เฉิน ผู้ซึ่งกุมอำนาจดูแลคลังพัสดุหลวงมานานถึงสามรัชสมัย รอยยิ้มประจบสอพลอที่อีกฝ่ายฝืนประดับไว้บนใบหน้าเหี่ยวย่นนั้น หาได้หลอกลวงสัญชาตญาณของนางได้แม้แต่น้อย
"ใต้เท้าเฉินช่างงานรัดตัวยิ่งนัก ข้าอุตส่าห์แวะมาเยี่ยมเยียนด้วยความคิดถึง เหตุใดท่านจึงเอาแต่ก้มหน้าตรวจบัญชีเล่มนั้นเล่า หรือเกรงว่าข้าจะมารบกวนเวลาอันมีค่าของท่านกัน?" ไป๋จูเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงกระแสกดดันบางเบาที่ทำให้อีกฝ่ายต้องชะงักมือที่กำลังถือพู่กัน
ขันทีเฒ่าเฉินรีบวางพู่กันลงในแท่นหมึก คุกเข่าลงครึ่งหนึ่งด้วยท่าทีนอบน้อมเกินจริง "คุณหนูไป๋กล่าวเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ บ่าวเป็นเพียงบ่าวรับใช้ต้อยต่ำ ไหนเลยจะกล้าคิดเช่นนั้น เพียงแต่... ช่วงนี้เบื้องบนสั่งการลงมาเข้มงวด เอกสารลับในคลังพัสดุชั้นในถูกตรวจสอบอย่างละเอียด หากมีความผิดพลาดแม้แต่น้อย หัวบนบ่าวคงหลุดจากบ่าเป็นแน่แท้ พ่ะย่ะค่ะ"
ไป๋จูแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นางรู้ดีว่าขันทีเฒ่าผู้นี้กำลังเล่นลิ้น แสร้งทำเป็นหวาดกลัวกฎมณเฑียรบาล เพื่อปฏิเสธคำขอของนางในการเข้าถึงหออภิบาลเอกสารบูรพา ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาดของวังหลัง
"กฎเกณฑ์ในวังหลวงย่อมต้องเข้มงวดเป็นธรรมดา... แต่กฎนั้นก็มักจะมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่มี 'ความชอบ' มิใช่หรือ?" ไป๋จูผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ นางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะส่งสัญญาณให้สาวใช้คนสนิทวางหีบไม้ลงบนโต๊ะ
เมื่อฝากล่องถูกเปิดออก แสงประกายวาววับของไข่มุกราตรีขนาดเท่ากำปั้นก็สะท้อนกระทบกับดวงตาของขันทีเฒ่าทันที ลมหายใจของตาเฒ่าเฉินสะดุดกึก ดวงตาที่หรี่เล็กอยู่แล้วเบิกกว้างขึ้นด้วยความโลภที่ปิดไม่มิด
"นี่คือ..."
"ของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ จากตระกูลไป๋ เพื่อแสดงความขอบคุณที่ใต้เท้าเฉินเคยกรุณาช่วยเหลือบิดาของข้าเมื่อครั้งอดีต" ไป๋จูกล่าวด้วยรอยยิ้มบางเบา ทว่าแววตากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี "ข้าไม่ได้ต้องการทำผิดกฎ หรือสร้างความลำบากใจให้ท่าน... ข้าเพียงแค่ต้องการเข้าไปค้นหาบันทึกการเบิกจ่ายสมุนไพรโบราณเมื่อสิบห้าปีก่อน ที่ถูกเก็บไว้ในหออภิบาลบูรพาเพียงชั่วก้านธูปเดียวเท่านั้น"
รอยยิ้มบนใบหน้าของขันทีเฒ่าแข็งค้างไปชั่วขณะ ความโลภในดวงตาถูกแทนที่ด้วยความลังเลแกuหวาดกลัว สิบห้าปีก่อน... นั่นคือช่วงเวลาแห่งการกวาดล้างตระกูลหลี่ ข้อมูลในหออภิบาลบูรพาช่วงนั้นเป็นเขตอภัยทานที่แม้แต่เชื้อพระวงศ์ยังไม่กล้าก้าวก่าย หากเกิดเรื่องขึ้นมา หัวของเขาคงไม่ได้อยู่บนบ่าจริงๆ
"เรื่องนี้... คุณหนูไป๋... มัน..." ขันทีเฒ่ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เหงื่อกาฬเริ่มผุดซึมตามไรผม
"ใต้เท้าเฉินลองคิดดูให้ดี..." ไป๋จูโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของปีศาจ "ตระกูลไป๋หนุนหลังท่านได้ ย่อมหมายความว่า... สามารถทำลายท่านได้เช่นกัน ท่านอายุมากแล้ว สมควรแก่เวลาที่จะไปพักผ่อนเสวยสุขในบั้นปลายชีวิต มิใช่หรือ?"
การข่มขู่ที่มาพร้อมกับผลประโยชน์ก้อนโต ทำให้ขันทีเฒ่าสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เขาก้มหน้าลงต่ำจนหน้าผากเกือบชิดพื้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "บ่าว... บ่าวเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ... เชิญคุณหนูตามบ่าวมาทางนี้"
ในขณะเดียวกัน ที่มุมมืดอีกด้านหนึ่งของกำแพงวังชั้นใน หลี่ซ่านในชุดองครักษ์ชั้นผู้น้อยกำลังยืนสงบนิ่งอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองไปยังประตูหออภิบาลบูรพาที่ค่อยๆ ถูกเปิดออกด้วยกุญแจทองเหลืองโบราณ
หัวใจของเขาเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ แม้ใบหน้าจะยังคงเยือกเย็นไร้ความรู้สึก แต่ความแค้นที่สุมอกมานานนับทศวรรษกำลังแผดเผาจนเลือดในกายเดือดพล่าน ความจริงเบื้องหลังการตายของบิดามารดา และหลักฐานชิ้นสำคัญที่ตระกูลหลี่ถูกปรักำลังรออยู่หลังบานประตูนั้น
"เจ้าค่ะคุณหนู... ทางสะดวกแล้ว" เสียงกระซิบเบาๆ จากนางกำนัลที่ไป๋จูส่งมาส่งสัญญาณเตือน
หลี่ซ่านไม่รอช้า ร่างสูงโปร่งพุ่งทะยานผ่านความมืดดั่งภูตผีไร้เงา ลอดผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มไว้ได้อย่างไร้สุ้มเสียง กลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองนับร้อยปีลอยปะทะเข้าจมูก ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องหยุดชะงักฝีเท้าไม่ใช่ความมืดมิดภายในห้องเก็บเอกสาร แต่เป็นเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก
*ตึง! ตึง! ตึง!*
เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นหิน ไม่ใช่เสียงของขันทีเฒ่าเฉิน หรือทหารยามทั่วไป แต่มันคือจังหวะการก้าวเดินที่เปี่ยมด้วยลมปราณอันกล้าแกร่ง และกลิ่นอายฆ่าฟันที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง
ดวงตาของหลี่ซ่านหดแคบลงทันที... คนผู้นี้ไม่ควรอยู่ที่นี่ในเวลานี้!
ก่อนที่เขาจะได้ทันหลบซ่อน แสงไฟจากคบเพลิงก็สว่างวาบขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังลอดเข้ามาในความมืด
"ไม่นึกเลยว่า... ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหลี่ จะรนหาที่ตายด้วยการเดินเข้ามาในกรงด้วยตัวเองเช่นนี้"
---
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมติดตามและเดินทางฝ่าฟันความมืดมิดนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ
— ราชันย์หอกทมิฬ
เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 18
เบาะแสในวังหลัง
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!