เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 17

หมากกระดานใหญ่

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
"ข้าไม่ได้ต้องการคำแก้ตัวจากท่าน... เสนาบดีจ้าว สิ่งที่ข้าต้องการเห็นบนโต๊ะทำงานนี้ คือหัวของพวกสุนัขรับใช้ตระกูลหลี่ต่างหาก" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องหนังสือส่วนตัวของจวนอัครเสนาบดี กลิ่นหอมจางๆ ของกำยานราคาแพงลอยอวลตัดกับบรรยากาศอันน่าอึดอัดที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของบุรุษวัยกลางคนผู้สวมชุดคลุมไหมปักลายมังกรห้าเล็บอย่างผิดธรรมเนียม เสนาบดีจ้าวฮ่าวเหว่ย—ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในราชสำนักฝั่งตะวันออก สะบัดพัดหยกในมือลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังสนั่น ดวงตาเรียวรีราวกับสุนัขจิ้งจอกหรี่แคบลงจ้องมองขุนนางฝ่ายนิติบัญญัติที่คุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่เบื้องล่าง เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าของอีกฝ่ายจนน่าเวทนา แต่ในสายตาของจ้าวฮ่าวเหว่ยแล้ว ความหวาดกลัวนั้นไร้ค่าเสียยิ่งกว่าฝุ่นผง หากปราศจากการทำงานที่ลุล่วง "ท่านอัครเสนาบดีโปรดระงับโทสะก่อน... เรื่องตระกูลหลี่นั้น ข้าได้ส่งมือสังหารกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬตามแกะรอยไปถึงชายแดนเหนือแล้วครับ เพียงแต่..." เสียงของขุนนางผู้นั้นขาดห้วงไป เมื่อจ้าวฮ่าวเหว่ยยกมือขึ้นเป็นเชิงห้ามปราม "เพียงแต่เจ้าประเมิน 'เงา' ของตระกูลนี้ต่ำเกินไป" จ้าวฮ่าวเหว่ยลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างสูงสง่าก้าวเข้าไปใกล้หน้าต่างที่ปิดสนิท เขามองลอดผ่านช่องบานเกล็ดออกไปยังสวนหย่อมเบื้องล่างที่มีสายฝนโปรยปรายลงมาบางเบา "ตระกูลหลี่ล่มสลายไปเมื่อสิบปีก่อนด้วยข้อหากบฏ สมบัติและคัมภีร์ยุทธ์ถูกยึดเข้าท้องพระคลังจนหมดสิ้น แต่ทำไม... ทำไมข่าวลือเรื่อง 'หอกทมิฬโลหิต' ถึงยังคงวนเวียนอยู่แถวชายแดนได้เล่า? เจ้าตอบข้าซิ" ขุนนางผู้นั้นตัวสั่นเทายิ่งกว่าเดิม เอ่ยเสียงตะกุกตะกัก "ทะ... ทางการข่าวรายงานว่า อาจเป็นเพียงเด็กเหลือขอคนหนึ่งที่แอบอ้างชื่อเพื่อสร้างความหวาดกลัวกระมังครับ" "เด็กเหลือขออย่างนั้นหรือ?" จ้าวฮ่าวเหว่ยแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาฉายแววเหี้ยมเกรียมขึ้นวูบหนึ่ง "เด็กเหลือขอคนนั้นแหละ ที่ทำให้หน่วยเงาอิมพีเรียลหายสาบสูญไปถึงสามกองร้อยในคืนเดียว... เจ้ายังกล้าเรียกมันว่าเด็กเหลืออยู่อีกหรือ!" บรรยากาศในห้องดิ่งลึกลงสู่ความกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ในห้วงเวลาเดียวกันนั้น ห่างออกไปหลายลี้ ณ หอตำราหลวงที่เงียบสงบ ไป๋จู กำลังพลิกหน้ากระดาษบันทึกประวัติศาสตร์ราชสำนักด้วยปลายนิ้วอันเรียangงาม แสงตะเกียงน้ำมันกฤษณาไหววูบตามสายลมที่ลอดผ่านหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อย นางซ่อนรอยยิ้มเย้ยหยันไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย ข่าวการเคลื่อนไหวของเสนาบดีจ้าวในวันนี้อยู่ในแผนการที่นางและหลี่ซ่านคาดการณ์ไว้ไม่ผิดเพี้ยน หมากกระดานนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ฝ่ายอำนาจเก่าและอำนาจใหม่ หากแต่ยังมี 'มือที่สาม' ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังบัลลังก์มังกรคอยชักใยอยู่ด้วย "เจ้ากำลังคิดว่าพวกมันติดกับแล้วสินะ... ไป๋จู" เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นจากมุมมืดของชั้นหนังสือ ไป๋จูไม่ได้สะดุ้งตกใจ นางเพียงแต่ชะงักมือที่กำลังพลิกกระดาษเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบโดยไม่หันกลับไปมอง "ข้าไม่ได้คิดว่าพวกมันติดกับ... แต่ข้ากำลังคิดว่า ท่านกำลังเดินเข้าสู่ปากเสือด้วยความสมัครใจต่างหาก หลี่ซ่าน" ร่างสูงโปรดของหลี่ซ่านก้าวออกมาจากเงาสลักของเสาไม้เนื้อแข็ง ดวงตาคมกริบราวกับใบมีดกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าอันงดงามแต่เยือกเย็นของสหายสนิท ในมือของเขายังคงถือกล่องไม้สนสลักลายประหลาด ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่หลงเหลือมาจากคดีกบฏเมื่อสิบปีก่อน "ปากเสืองั้นหรือ?" หลี่ซ่านยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา "สำหรับข้าแล้ว ที่แห่งนั้นเป็นเพียงสุสานที่พวกมันขุดรอไว้ฝังตัวเองต่างหาก" เขาวางกล่องไม้ลงบนโต๊ะตรงหน้าไป๋จู เมื่อฝากล่องถูกเปิดออก แสงสีนวลจากหยกโบราณภายในก็สะท้อนเข้ากับใบหน้าของทั้งสองคน สิ่งที่อยู่ข้างในไม่ใช่ทองคำหรืออัญมณีล้ำค่า หากแต่เป็นราชโองการฉบับจริงที่ประทับตราหยกด้วยพระhandwritten ของฮ่องเต้พระองค์ก่อน—ราชโองการที่ระบุชัดเจนว่าตระกูลหลี่ถูกใส่ร้าย และผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือกำลังพลฝ่ายบูรพาที่มีจ้าวฮ่าวเหว่ยเป็นหัวเรือใหญ่ ไป๋จูสูดลมหายใจเข้าลึก ภายในอกไหววูบด้วยความตระหนักรู้ถึงเดิมพันอันมหาศาล หากราชโองการฉบับนี้หลุดรอดออกไป แผ่นดินย่อมลุกเป็นไฟ แต่ถ้ามันถูกทำลายลง ตระกูลหลี่จะไม่มีวันได้ล้างมลทินชั่วกัปชั่วกัลป์ "เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าจะใช้แผนนี้ในงานเลี้ยงรับรองทูตต่างเมืองคืนนี้?" ไป๋จูเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาแฝงความห่วงใยที่พยายามปิดบังไว้ไม่มิด "เสนาบดีจ้าวเตรียมทหารองครักษ์ไว้ล้อมวังหลวงไม่ต่ำกว่าสามพันนาย หากเจ้าก้าวเท้าเข้าไปในท้องพระโรง นั่นเท่ากับการเดินขึ้นลานประหาร" "ถ้าข้าไม่เดินเข้าไป แล้วหมาป่าพวกนั้นจะยอมคายเหยื่อออกมาได้อย่างไรเล่า" หลี่ซ่านเอื้อมมือไปแตะด้ามหอกสีดำสนิทที่เหน็บอยู่ข้างเอว ความเย็นเยียบของเนื้อเหล็กส่งผ่านปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ "สิบปีที่ข้าอดทนรอคอย ก็เพื่อวันนี้... วันที่ความจริงจะถูกกระชากออกมาใต้แสงตะวัน" ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก ตามด้วยเสียงเคาะประตูดังรัวสามครั้ง ซึ่งเป็นรหัสลับฉุกเฉินที่ตกลงกันไว้ ข้ารับใช้คนสนิทผลักประตูเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวเปียกโชกไปด้วยหยาดฝน "คุณชาย... เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!" เสียงนั้นหอบสะท้าน "หน่วยเงาของเสนาบดีจ้าวบุกเข้าค้นจวนพักรับรองทางทิศใต้แล้ว และพวกมัน... พวกมันเจอตัวพยานปากเอกที่เราซ่อนไว้!" หลี่ซ่านหรี่ตาลงทันที รัศมีสังหารแผ่พุ่งออกจากร่างวูบหนึ่งจนไป๋จูรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่นหลัง แต่สีหน้าของเขากลับนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด ราวกับคาดการณ์สถานการณ์นี้ไว้อยู่แล้ว "พวกมันไม่ได้เจอตัวพยานหรอก..." หลี่ซ่านเอ่ยขึ้นเรียบๆ ขณะหมุนตัวหันหลังเดินไปยังประตู "แต่พวกมันกำลังเดินเข้าไปติดกับดักที่ข้าฝังไว้ต่างหาก" เขาก้าวเท้าออกไปที่ระเบียง สายฝนที่โปรยปรายสะท้อนกับแสงจันทร์ที่ทะลุผ่านหมู่เมฆเผยให้เห็นเงาร่างของทหารนับร้อยที่กำลังเคลื่อนตัวปิดล้อมหอตำราหลวงแห่งนี้เอาไว้ทุกด้าน ทว่า ท่ามกลางวงล้อมเหล่านั้น กลับมีร่างหนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว—ร่างของบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิทผู้สวมหน้ากากเงิน ซึ่งส่งยิ้มให้เขาผ่านความมืดมิด "ยินดีต้อนรับสู่หมากกระดานที่แท้จริง... นายน้อยหลี่" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมกับโยนป้ายคำสั่งของกองกำลังวังหลวงตกลงแทบเท้าของเขา "องค์รัชทายาททรงรอท่านอยู่ที่ตำหนักในแล้ว... และพระองค์ทรงต้องการ 'หัว' ของเสนาบดีจ้าว เช่นเดียวกับท่าน" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหมากตานอันเชือดเฉือนนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ — ราชันย์หอกทมิฬ
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%