“หุบปากซะ ไป๋จู”
เสียงของหลี่ซ่านกดต่ำจนแทบกลืนหายไปในลำคอ แต่ทรงอำนาจพอจะหยุดลมหายใจที่สั่นพร่าของสตรีตรงหน้าได้ชะงัก นิ้วมือกร้านหยาบที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการกวัดแกว่งทวนนับหมื่นครั้ง ยื่นออกไปคว้าข้อมือของนางไว้แน่น ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงชีพจรที่เต้นระรัวใต้ผิวเนื้อขาวผ่อง
บนโต๊ะไม้เก่าคร่ำเบื้องหน้าพวกเขา มิได้มีเพียงถ้วยชาที่เย็นชืด ทว่ามีป้ายหยกสีเลือดนกสลักลวดลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาวางสงบนิ่งอยู่ ลวดลายนั้นคือตราสัญลักษณ์ส่วนพระองค์ของ 'องค์รัชทายาท' บุรุษผู้กุมอำนาจกึ่งหนึ่งของราชสำนักต้าเยี่ยน ผู้ที่เพิ่งจะยื่นข้อเสนอซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ลงมาถึงมือพวกเขา
“ท่านคิดว่านี่คือทางรอดอย่างนั้นหรือ หลี่ซ่าน?” ไป๋จูดึงสติกลับมาได้ ดวงตาคู่งามที่มักฉายแววลึกล้ำฉาบไปด้วยความตื่นตระหนกที่หาได้ยาก นางพยายามบิดข้อมือออก แต่แรงยึดกุมของเขากลับมั่นคงดุจคีมเหล็ก “การยอมรับตำแหน่ง ‘รองแม่ทัพกองกำลังรักษาพระนคร’ จากพระหัตถ์ของพระองค์... มันมิใช่การกลับคืนสู่เกียรติยศ แต่มันคือการเดินเปลือยกายเข้าไปในดงดาบของพวกสกุลเหวิน! พระองค์กำลังใช้ท่านเป็นโล่กำบังธนู!”
หลี่ซ่านไม่ตอบทันที ดวงตาคมดุจเหยี่ยวคู่นั้นทอดมองผ่านช่องหน้าต่างแคบๆ ของรถม้าธรรมดาที่กำลังแล่นโคลงเคลงไปตามถนนดินลูกรัง ฝุ่นผงสีเทาอมแดงตลบอบอวลอยู่นอกม่านหน้าต่าง เบื้องหน้าห่างออกไปไม่ถึงสามลี้ คือแนวกำแพงหินศิลาแลงสีดำทมิฬที่ตั้งตระหง่านเสียดฟ้า—ประตูด้านทิศประจิมของเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่
เมืองที่เคยกลืนกินโลหิตของบิดาเขา เมืองที่มารดาและพี่น้องแปดสิบเอ็ดชีวิตของตระกูลหลี่ถูกลากไปตัดศีรษะท่ามกลางสายฝนเมื่อห้าปีก่อน
“ข้ารู้” หลี่ซ่านเอ่ยคำตอบออกมาในที่สุด น้ำเสียงของเขาราบเรียบจนน่ากลัว ปราศจากระลอกคลื่นแห่งความโกรธเกรี้ยว ปราศจากความหวาดหวั่น มีเพียงความเยียบเย็นที่ตกผลึกจนกลายเป็นน้ำแข็ง “องค์รัชทายาทต้องการคมดาบที่ไร้ปลอก ดาบที่ไม่กลัวความตายและพร้อมจะบั่นคอทุกคนที่ขวางทางครองบัลลังก์ ส่วนข้า... ข้าต้องการเพียงบันไดที่จะก้าวข้ามกำแพงเมืองนั้นเข้าไปโดยที่คอไม่ต้องหลุดจากบ่าเสียก่อน”
“แต่ราคาที่ต้องจ่ายมันสูงเกินไป!” ไป๋จูโน้มตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ประจำกายของนางถูกกลบด้วยกลิ่นไอสนิมเหล็กจากเสื้อเกราะอ่อนที่ซ่อนอยู่ใต้ฉลองพระองค์ตัวยาวของหลี่ซ่าน “สายข่าวในวังหลังของข้าเพิ่งส่งพิราบสื่อสารมาเมื่อรุ่งสาง อัครเสนาบดีเหวินรู้เรื่องที่องค์รัชทายาททรงเคลื่อนไหวแล้ว พวกมันกำลังรอท่านอยู่... ประตูเมืองบานนั้น มิใช่ทางเข้าสู่เมืองหลวง แต่มันคือปากของสัตว์ร้ายที่อ้าคอยเขมือบท่านทั้งเป็น”
หลี่ซ่านคลายมือออกจากข้อมือของนาง นิ้วโป้งของเขาเลื่อนไปลูบไล้ผ้าหนาหยาบที่พันห่อวัตถุยาวทรงกระบอกซึ่งวางพาดอยู่ข้างกาย มันคือ ‘ทวนทมิฬไร้เงา’ ศาสตราวุธประจำตระกูลที่ถูกตีขึ้นจากเหล็กไหลก้นเหว อาวุธที่ยังคงกระหายเลือดของพวกทรราชที่สร้างหลักฐานเท็จป้ายสีบิดาเขา
“สัตว์ร้ายงั้นหรือ?” ชายหนุ่มเหยียดริมฝีปากเป็นรอยยิ้มเย็นชา “ข้าเคยคลานออกมาจากกองซากศพที่เหม็นเน่าที่สุดมาแล้ว ไป๋จู... หากเมืองหลวงคือสัตว์ร้าย ข้าก็จะเป็นยาพิษที่แล่นพล่านไปตามเส้นเลือดของมัน จนกว่าหัวใจของมันจะหยุดเต้น”
เสียงล้อเกวียนบดทับเศษหินดังสะเทือนเข้ามาถึงภายใน รถม้าเริ่มชะลอความเร็วลง เสียงอึกทึกของฝูงชน เสียงตะโกนของเหล่าทหารยาม และเสียงเกือกม้ากระทบพื้นหินเริ่มดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าพวกเขากำลังเข้าสู่เขตตรวจค้นหน้าด่านประตูเมืองหลวง
ไป๋จูสูดหายใจเข้าลึก นางหลับตาลงชั่วครู่เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์อันปั่นป่วน เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาของนางก็กลับมาเฉียบคม สงบนิ่ง ดั่งเช่นคุณหนูผู้กุมเครือข่ายข่าวกรองที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเงามืด นางขยับจัดแต่งอาภรณ์ผ้าไหมสีครามของตนให้เข้าที่ ปลายนิ้วเรียวแอบสอดเข็มเงินเคลือบยาสลบเข้าไว้ใต้แขนเสื้ออย่างแนบเนียน
“จำไว้ให้ดี หลี่ซ่าน” นางกระซิบชิดข้างหูเขา น้ำเสียงแฝงความจริงจังขั้นสูงสุด “นับแต่วินาทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูเมืองเข้าไป ท่านมิใช่ ‘ผู้รอดชีวิตจากกบฏตระกูลหลี่’ อีกต่อไป แต่ท่านคือ ‘หลี่เซียว’ บุตรบุญธรรมของแม่ทัพชายแดนที่ล่วงลับ ผู้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากองค์รัชทายาท หากหลุดพิรุธแม้แต่ลมหายใจเดียว... ข้าจะไม่ยื่นมือเข้าช่วยท่านเด็ดขาด”
“ข้าไม่เคยขอให้เจ้าช่วยอยู่แล้ว” หลี่ซ่านตอบกลับสั้นๆ แต่แววตาที่สบประสานกับนางกลับมีประกายความเชื่อมั่นอันลึกซึ้งที่ทั้งคู่ต่างเข้าใจโดยมิต้องเอ่ยคำ
“หยุดรถม้า!”
เสียงตะโกนห้าวกร้าวตวาดก้อง รถม้าหยุดลงอย่างกะทันหันจนตัวรถสั่นไหว ผ้าม่านหนาถูกกระชากเปิดออกด้วยปลายหอกของทหารยาม เผยให้เห็นใบหน้าดุดันของนายกองร่างทึบที่สวมเกราะเหล็กกล้า สายตาของมันกวาดมองเข้ามาในรถม้าอย่างหยาบคายและระแวดระวัง
“ผู้ใดอยู่ในรถ จงแสดงป้ายอนุญาตผ่านทาง!” นายกองผู้นั้นตวาด ทหารเกราะหนักอีกหกนายก้าวเข้ามาล้อมรอบคันรถไว้ทันที มือของพวกมันวางแนบอยู่บนด้ามดาบข้างเอว พร้อมที่จะชักออกมาสังหารได้ทุกชั่วลมหายใจ
สายตาของนายกองสะดุดเข้ากับผ้าห่อของทรงยาวข้างกายหลี่ซ่าน แววตาของมันวาวโรจน์ด้วยความสงสัย “นั่นห่อสิ่งใด? อาวุธต้องห้ามหรือ... ส่งมันมาให้ข้าตรวจเดี๋ยวนี้!”
ไป๋จูกำลังจะขยับริมฝีปากเอ่ยตัดบทด้วยชั้นเชิง ทว่าหลี่ซ่านกลับเคลื่อนไหวเร็วกว่า
เขาไม่ได้หยิบห่อทวน แต่กลับล้วงมือเข้าไปในอกเสื้ออย่างเชื่องช้า สงบนิ่ง ทว่าแฝงแรงกดดันมหาศาลจนนายกองผู้นั้นเผลอกลืนน้ำลายลงคอ หลี่ซ่านทิ้งป้ายหยกสีเลือดนกลงบนฝ่ามือของอีกฝ่าย เสียงเนื้อหยกกระทบกับถุงมือเหล็กดัง *กริ๊ก* เบาๆ แต่กลับสะท้อนก้องในความเงียบงัน
นายกองก้มลงมองป้ายในมือ เพียงแวบแรกที่เห็นลวดลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาและอักษรพระนามที่สลักอยู่ตรงกลาง สีหน้าของมันก็เปลี่ยนจากความเหี้ยมเกรียริดุดัน กลายเป็นความซีดเผือดดั่งคนตาย ปลายเท้าของมันซวนเซถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“ปะ... ป้ายทองคำขาว... ตราพยัคฆ์เหยียบเมฆา...” นายกองพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน มือที่ถือป้ายสั่นเทาจนแทบทำตก “ทะ... ท่านคือ...”
“เปิดทาง”
หลี่ซ่านเอ่ยเพียงสองคำ สองคำสั้นๆ ที่ไร้ซึ่งโทสะ ไร้ซึ่งความโอหัง ทว่ากลับเยือกเย็นประดุจธารน้ำแข็งหมื่นปี สายตาคมกริบของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนายกองผู้นั้น ดุจพญามัจจุราชที่กำลังจ้องมองวิญญาณคนบาป
นายกองสะดุ้งสุดตัว รีบส่งป้ายหยกคืนให้ด้วยสองมือที่สั่นระริก ก่อนจะหันไปตวาดทหารใต้บังคับบัญชาจนเสียงหลง “เปิดทาง! พวกเจ้าตาบอดกันหมดแล้วหรืออย่างไร! เปิดประตูเมืองใหญ่เดี๋ยวนี้! ให้ขบวนของท่านรองแม่ทัพผ่านไป!”
บานประตูไม้โอ๊คหนาหนักที่หุ้มด้วยเหล็กกล้าค่อยๆ ถูกเปิดอ้าออก เสียงโซ่ตรวนและฟันเฟืองขนาดใหญ่บดขยี้กันดังลั่น รถม้าเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอีกครั้ง ข้ามผ่านร่มเงาอันมืดทะมึนของซุ้มประตูกำแพงเมือง เข้าสู่แสงสว่างของถนนสายหลักแห่งมหานคร
เมืองหลวงยังคงเหมือนเดิม... ตึกรามบ้านช่องโอ่อ่า หอสุราสูงตระหง่าน เสียงพ่อค้าแม่ขายและเสียงพิณจากสำนักคณิกาดังแว่วมาตามสายลม ทว่าสำหรับหลี่ซ่าน กลิ่นอายของเมืองนี้มิได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย มันยังคงคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่มองไม่เห็น กลิ่นของความหลอกลวง การทรยศ และการแย่งชิงอำนาจ
เขากลับมาแล้ว... มิใช่ในฐานะลูกสุนัขที่ถูกไล่ล่าจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน แต่กลับมาในฐานะเงาทมิฬที่จะคอยเชือดเฉือนคอหอยของศัตรูทีละคน
รถม้าแล่นลึกเข้าไปในเขตชั้นใน จนกระทั่งเลี้ยวเข้าสู่ตรอกที่เงียบสงบและจอดลงหน้าคฤหาสน์โบราณหลังหนึ่ง ที่นี่คือจวนพักที่องค์รัชทายาททรงจัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งอดีตเคยเป็นจวนร้างของขุนนางผู้หนึ่งที่ถูกกวาดล้างไปเมื่อหลายปีก่อน
“ถึงแล้ว” ไป๋จูกล่าวเบาๆ พลางมองสำรวจไปรอบด้านผ่านม่าน “ที่นี่ปลอดภัยเพียงชั่วคราว ข้าได้วางสายข่าวไว้รอบๆ แล้ว หากมีความเคลื่อนไหวจากจวนอัครเสนาบดี ข้าจะรู้ทันที”
หลี่ซ่านพยักหน้ารับ เขาคว้าทวนทมิฬที่ห่อผ้าไว้แนบอก แล้วก้าวลงจากรถม้าอย่างมั่นคง รองเท้าบูทหนังสัตว์เหยียบลงบนแผ่นหินหน้าคฤหาสน์ บรรยากาศรอบตัววิเวกวังเวงจนได้ยินเสียงใบไม้แห้งปลิดขั้ว
ทว่า ในวินาทีที่เขากำลังจะผลักประตูไม้บานใหญ่ของคฤหาสน์เข้าไป สัญชาตญาณสัตว์ป่าที่ผ่านสมรภูมิความเป็นความตายมานับร้อยครั้งก็ร้องเตือนในสมองทันที!
มีกลิ่นอายสังหาร... จางเบาจนแทบจับไม่ได้ แต่เฉียบคมดุจใบมีดโกน
หลี่ซ่านกระชากทวนทมิฬออกจากผ้าคลุมด้วยมือเดียว ประกายสีดำสนิทของหัวทวนสะท้อนวาบ เขาก้าวถอยหลังมาครึ่งก้าวเพื่อบังร่างของไป๋จูไว้เบื้องหลัง ดวงตาหรี่แคบลงเพ่งมองเข้าไปในเงามืดใต้ชายคาเรือนที่ไร้แสงสว่าง
“ผู้ใด? จงไสหัวออกมา!” หลี่ซ่านตวาดกร้าว
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดุจขนนกจะดังขึ้น ร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวพ้นจากเงามืดใต้ชายคาออกมาสู่ลานหินเบื้องหน้า
มันมิใช่ทหารรับจ้าง และมิใช่มือสังหารของอัครเสนาบดีเหวิน
แต่เป็นบุรุษชราในชุดคลุมสีเทาหม่น ผู้ซึ่งมีใบหน้าซีกขวาไหม้เกรียมด้วยเปลวไฟจนบิดเบี้ยว ดวงตาข้างหนึ่งบอดสนิท ทว่ามืออันสั่นเทาของชายชราผู้นั้น กลับประคองกล่องไม้จันทน์หอมสีดำสนิทเอาไว้แน่น—กล่องไม้ที่สลักตราประจำตระกูลหลี่ ตราที่ควรจะสูญสลายไปพร้อมกับเปลวเพลิงเมื่อห้าปีก่อน!
“นายน้อยสี่...” ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้งที่คุ้นเคย น้ำตาหยดหนึ่งร่วงเผาะลงบนรอยแผลเป็นบนใบหน้า “ในที่สุด... ท่านก็กลับมาทวงหนี้เลือดเสียที”
***
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงข้างคมหอกนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนต่อไปนะครับ
เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 16
หวนคืนเมืองหลวง
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!