"ทำได้ดีมาก... ไป๋จู ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยนำทางพามาหาเป้าหมายได้ง่ายถึงเพียงนี้"
น้ำเสียงของหลี่ซ่านราบเรียบดั่งผิวน้ำในยามไร้ลม แต่มันกลับแฝงไว้ด้วยกระแสคลื่นแห่งความเยียบเย็นที่บาดลึกถึงกระดูก เขายืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของสำนักคุ้มภัยตระกูลจ้าว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของคราบเขม่าควันไฟที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ปลายซากตึก ดาบในมือของเขายังมีหยดโลหิตสีแดงฉานหยดลงสู่พื้นดินทีละหยด... ติ๋ง... ติ๋ง... สะท้อนความโหดร้ายของยามวิกาลที่เพิ่งผ่านพ้นไป
ไป๋จูไม่ได้ขยับถอยหลัง นางเพียงแต่ปัดฝุ่นละอองที่เปื้อนอยู่บนอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของตนอย่างใจเย็น แม้ว่ารอบกายจะเต็มไปด้วยซากศพนับร้อยที่นอนเรียงรายอย่างอนาถ ดวงตาคู่คมของนางทอดมองร่างไร้วิญญาณของผู้นำตระกูลจ้าวที่นอนจมกองเลือดอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะเบนกลับมาสบตากับหลี่ซ่านด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก
"ข้าไม่ได้ทำเพื่อท่าน... หลี่ซ่าน" ไป๋จูเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบไม่แพ้กัน แต่กลับกอปรด้วยความมั่นใจอันเปี่ยมล้น "เป้าหมายของตระกูลจ้าวคือการกวาดล้างพยานปากเอกที่เหลือรอดจากคดีกบฏตระกูลหลี่ และเป้าหมายของข้า คือการใช้พวกมันเป็นบันไดก้าวไปสู่เบื้องสูง... เราต่างใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไฉนต้องมาเอ่ยคำขอบคุณให้ระคายหูเล่า"
หลี่ซ่านหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาจ้องมองสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณา ภายใต้รูปลักษณ์ของคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ผู้ใช้ชีวิตอยู่แต่ในความลึกของวังหลัง ไป๋จูผู้นี้กลับมีความเด็ดเดี่ยวและสายตาที่มองการณ์ไกลชนิดที่ชายชาตรีหลายคนยังต้องอับอาย นางไม่มีอาการหวาดกลัวต่อศพ หรือแม้แต่รอยเลือดที่กระเซ็นถูกอาภรณ์แม้แต่น้อย
"เจ้าบาดเจ็บที่หัวไหล่ซ้าย" หลี่ซ่านเปลี่ยนเรื่องอย่างฉับพลัน สายตาคมกริบกวาดมองคราบเลือดที่ซึมผ่านเนื้อผ้าบริเวณหัวไหล่ของนาง "ลูกดอกอาบยาพิษของพวกมันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากปล่อยไว้จนลามเข้าสู่หัวใจ ต่อให้เจ้ามีแผนการล้มล้างราชสำนักอีกสิบแผน เจ้าก็ไม่มีชีวิตได้เห็นมันหรอก"
ไป๋จูชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไป นางกัดริมฝีปากแน่นเมื่อความเจ็บปวดเริ่มแล่นริ้วขึ้นมาเกาะกุมสติสัมปชัญญะ พิษจากลูกดอกเมื่อครู่เริ่มออกฤทธิ์ทำให้ปลายนิ้วของนางชาด้าน ทว่านางกลับฝืนพยักหน้า ปิดบังความอ่อนแอด้วยการเชิดหน้าขึ้นดื้อๆ
"เรื่องเล็กน้อย... ข้ายังไหว"
"อย่าอวดเก่งในเวลาเช่นนี้เลย"
หลี่ซ่านก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอย่างรวดเร็วจนไป๋จูไม่ทันตั้งตัว สตรีสาวสะดุ้งเฮือกด้วยสัญชาตญาณ แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ชักอาفتลับออกมาป้องกันตัว หลี่ซ่านก็ทรุดกายลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งเบื้องหน้าพับเพียบของนางเสียแล้ว
มือหนาหยาบกร้านผ่านการจับอาวุธมาอย่างโชกโชนเอื้อมออกไปสัมผัสกับเนื้อผ้าบริเวณหัวไหล่ของนางอย่างระมัดระวัง แม้สัมผัสจะหนักแน่นแต่กลับนุ่มนวลอย่างประหลาด หลี่ซ่านใช้กริชสั้นคมกริบกรีดเสื้อผ้าของนางออกเผยให้เห็นบาดแผลที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ เนื้อเยื่อรอบบริเวณนั้นบวมเป่งและส่งกลิ่นคาวจางๆ
ไป๋จูสูดลมหายใจเข้าลึก, ร่างกายเกร็งตึงขึ้นโดยอัตโนมัติ นางไม่เคยอนุญาตให้บุรุษใดเข้าใกล้ชิดถึงเนื้อถึงตัวเช่นนี้มาก่อนในชีวิต ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างวูบผ่านเข้ามาในอก หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเพื่อคำนวณหมากทางการเมือง กลับเริ่มเต้นรัวเร็วจนน่าตกใจ นางก้มลงมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของหลี่ซ่านที่กำลังตั้งสมาธิอยู่กับการรักษา
ใบหน้านั้นคมคายแต่เย็นชา ดวงตาคู่นั้นผ่านการมองความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าในยามนี้ มันกลับฉายแววความเอาใจใส่อย่างลึกซึ้งที่ซ่อนไว้ภายใต้ความแข็งกระด้าง
"ข้าจะกดจุดสกัดพิษรอบบาดแผล..." หลี่ซ่านเอ่ยเตือนเสียงทุ้มต่ำโดยไม่เงยหน้าขึ้น "อาจจะเจ็บหน่อย จงอดทน"
สิ้นเสียง หลี่ซ่านก็ใช้นิ้วมือมั่นคงกดลงไปยังจุดชีพจรสำคัญรอบหัวไหล่ของไป๋จูอย่างแม่นยำ แรงกดนั้นหนักหน่วงและเด็ดขาดจนไป๋จูต้องหลุดเสียงครางฮือออกมาเบาๆ ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยซีดเผือดลงในพริบตา เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผมและหน้าผากมน นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับเนื้อฝ่ามือเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับมีไฟร้อนแผดเผาจากหัวไหล่ลามไปถึงกระดูกสันหลัง
หลี่ซ่านไม่ปล่อยให้เวลากลืนกินความเจ็บปวดของสหายร่วมชะตากรรม เขาหยิบขวดหยกสีขาวขนาดเล็กออกจากอกเสื้อ ภายในบรรจุผงโอสถสมานแผลชั้นยอดที่บรรพบุรุษตระกูลหลี่สะสมไว้ ชายหนุ่มเทผงยานั้นลงบนแผลฉกรรจ์โดยตรงทันที
"อึก..." ไป๋จูสะท้านเฮือก หลับตาปี๋ ร่างกายทรุดฮวบลงพิงกับแผงอกของหลี่ซ่านอย่างไม่ตั้งใจ ลมหายใจอุ่นร้อนหอบกระชั้นรดอยู่บริเวณต้นคอของชายหนุ่ม กลิ่นกายหอมละมุนประจำตัวของสตรีสูงศักดิ์เจือจางด้วยกลิ่นเลือดและเหงื่อ ทว่ามันกลับปลุกเร้าสัญชาตญาณการปกป้องในตัวบุรุษเพศอย่างรุนแรง
หลี่ซ่านนิ่งง้างไปชั่วขณะเมื่อร่างอรชรทิ้งน้ำหนักลงมาแนบชิด เขาทำได้เพียงยกมือขึ้นโอบประคองแผ่นหลังบางของนางไว้หลวมๆ เพื่อไม่ให้นางล้มพับลงไปกับพื้นสกปรก ความอบอุ่นจากร่างกายของนางส่งผ่านทะลุเนื้อผ้าเข้ามา ปะทะกับความเย็นเยียบในหัวใจของทายาทตระกูลหลี่ผู้โดดเดี่ยวมาเนิ่นนาน
"เจ้า... ทำได้ดีเกินคาดจริงๆ ไป๋จู" หลี่ซ่านกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูของนาง น้ำเสียงอ่อนลงกว่าเดิมหลายส่วน "ข้าไม่คิดว่าคุณหนูในหอคอยงามเช่นเจ้า จะกล้าใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อดึงพวกมันออกมาจากที่ซ่อน"
ไป๋จูค่อยๆ ลืมตาขึ้น นางเงยหน้าขึ้นสบตากับหลี่ซ่านในระยะประชิด ใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดกันและกัน ดวงตาของนางยังคงมีร่องรอยของความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่ แต่ประกายความฉลาดและเด็ดเดี่ยวกลับสุกสกาวเสียยิ่งกว่าดวงดาวในยามค่ำคืน
"หากไม่ยอมเจ็บตัว... แล้วเราจะลากคอพวกมันออกมาจากเงาได้หรือ?" ไป๋จูแย้มรอยยิ้มจางๆ ทั้งที่ริมฝีปากยังซีดเซียว "ท่านอย่าลืมว่า หมากตานี้ไม่ได้มีแค่เราสองคน... และตอนนี้ พวกมันรู้แล้วว่าเราอยู่ที่นี่"
คำพูดของไป๋จูทำให้บรรยากาศรอบกายเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที หลี่ซ่านหรี่ตาลง สัญชาตญาณนักรบกร้านโลกเตือนภัยขึ้นในโสตประสาท เขารีบผละมือจากการรักษา ดึงดาบหวาดระแวงขึ้นมาถือไว้ในมือขวาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงร่างของไป๋จูให้หลบมาอยู่ด้านหลังของตนทันที
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ดังขึ้นจากความมืดรอบด้าน เงาร่างทะมัดทะแมงนับไม่ถ้วนปรากฏตัวขึ้นบนกำแพงและซากปรักหักพัง พวกมันสวมชุดดำสนิทและสวมหน้ากากรูปอสูร ปิดบังใบหน้ามิดชิด แววตาที่มองลงมาจากที่สูงเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น และที่สำคัญที่สุด... ในมือของพวกมันไม่ได้ถือดาบธรรมดา แต่เป็นหน้าไม้กลตระกูลหลวงที่เคลือบสารพิษเรืองแสงสีม่วง
"ระวัง... พวกมันคือหน่วยเงาทมิฬขององค์ชายสาม" ไป๋จูเอ่ยเตือนเสียงกระซิบเบาหวิว นางยันกายลุกขึ้นยืนด้วยความช่วยเหลือของหลี่ซ่าน แม้พิษจะทุเลาลงแล้ว แต่ร่างกายยังคงอ่อนล้า
หลี่ซ่านกวาดสายตามองศัตรูที่ปิดล้อมพวกเขาไว้ทุกสารทิศ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและกระหายเลือด ดาบในมือสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นของการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึง
"องค์ชายสามส่งสุนัขรับใช้มาเร็วกว่าที่ข้าคิดเสียอีก..." หลี่ซ่านเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ ทว่าก้องกังวานไปทั่วบริเวณซากศพ "ดี... ข้ากำลังเบื่อหน่ายกับการตามล่าอยู่พอดี"
ทว่า ก่อนที่คมดาบของหลี่ซ่านจะทันได้พุ่งเข้าปะทะกับกองกำลังเงาทมิฬระลอกใหม่ เสียงปรบมือดังขึ้นสามครั้งจากความมืดเบื้องหลังกลุ่มมือสังหาร เสียงนั้นก้องกังวานและเยือกเย็น เสียดแทงเข้ามาในโสตประสาทราวกับเสียงหัวเราะเยาะของยมทูต
*แปะ... แปะ... แปะ...*
"นับว่าฝีมือไม่เลวเลย... ทายาทตระกูลหลี่ และ... พระชายาผู้ซ่อนเร้นของข้า"
เงาร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากความมืดอย่างเชื่องช้า อาภรณ์หรูหราปักลายมังกรห้าเล็บสะท้อนกับแสงจันทร์ สร้อยหยกชั้นดีแกว่งไกวตามจังหวะการก้าวเดิน ใบหน้ารูปงามหล่อเหลาแต่เยียบเย็นไร้ซึ่งความปรานี ปรากฏสู่สายตาของทั้งสองคน
หลี่ซ่านเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ขณะที่ไป๋จูถึงกับหน้าถอดสี ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหินในชั่วพริบตา
"องค์รัชทายาท...!" ไป๋จูอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความหวาดผวา
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดและคราบเลือดนี้เคียงข้าง "ราชันย์หอกทมิฬ" มาโดยตลอดครับ
เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 15
มิตรภาพท่ามกลางซากศพ
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!