รวดเร็วสมคำร่ำลือ... นายน้อยหลี่ แต่ช้าก่อน... เจ้าแน่ใจหรือว่าสหายที่เจ้ากำลังเอาชีวิตเข้าแลกผู้นี้... คือมิตรที่แท้จริง?
คำถามนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของหลี่ซ่าน ราวกับคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลเป็นเก่าในจิตใจ ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในค่ายโจรพยัคฆ์ทมิฬ กลิ่นอายของความตายและควันไฟจางๆ ลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นสาบป่า ดวงตานับร้อยคู่ของเหล่าโจรป่าผู้หิวกระหายเลือดต่างจ้องมองมาที่เขาเป็นตาเดียว ไม่มีใครส่งเสียงขู่คำราม ไม่มีใครขยับเขยื้อน ราวกับกาลเวลาถูกหยุดไว้ด้วยความสงสัยระคนดูแคลน
หลี่ซ่านไม่แม้แต่จะชายตามองไปยังทิศทางที่เสียงปริศนานั้นลอยมา ร่างโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทของเขายืนหยัดนิ่งสงบ ดั่งภูเขาผาชันที่ต่อให้คลั่งพายุสักเพียงใดก็มิอาจสั่นคลอน สองมือของเขาประสานเข้าด้วยกันอย่างหลวมๆ กุมด้ามหอกเหล็กนิลกาฬไว้มั่น ปลายนิ้วเรียวยาวสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของเนื้อเหล็กที่ผ่านการอาบโลหิตมาโชกโชน มันคือหอกคู่กายที่บิดมารดาเคยใช้ยามที่ตระกูลยังรุ่งโรจน์ และบัดนี้ มันคือตัวแทนแห่งเกียรติยศเดียวที่เหลืออยู่
"มิตรหรือศัตรู... ข้าผู้เป็นเจ้าของชีวิตย่อมรู้ดีกว่าผู้ใด" หลี่ซ่านเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเรียบเรื่อย ทว่ากังวานก้องไปทั่วลานกว้าง "แต่คำถามของท่านเมื่อครู่ กลับทำให้ข้าอดคิดไม่ได้ว่า... คนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ไร้ความกล้าแม้แต่จะเปิดเผยใบหน้าเช่นท่าน มีสิทธิ์อันใดมาตั้งคำถามถึงความจริงใจของผู้อื่น?"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบตัวก็พลันเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด เปลวเพลิงจากคบเพลิงรอบลานประลองวูบไหวราวกับหวาดกลัวต่อจิตสังหารที่พวยพุ่งขึ้นมาอย่างไร้ที่มา
"ปากกล้านักนะ นายน้อยหลี่!"
เสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของบุรุษร่างยักษ์ผู้หนึ่งก็ทะยานลอยลงมาจากคานไม้สูงของโรงเตี๊ยมร้าง เขาคือ 'เต็งเอี๊ยง' รองหัวหน้าโจรพยัคฆ์ทมิฬ ผู้มีฉายา 'พยัคฆ์คลั่งแยกปฐพี' ในมือของมันถือขวานศึกเล่มโตหนาหนักประกายแสงสีเงินยวดยวง กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ปูดโปนราวกับหล่อหลอมด้วยเหล็กกล้า แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดแผ่ซ่านกดทับลงมาทันที จนเหล่าโจรชั้นผู้น้อยพากันหายใจติดขัด ถอยร่นออกไปเป็นวงกว้าง
เต็งเอี๊ยงกวาดตามองหลี่ซ่านด้วยแววตาดุดั่งพยัคฆ์ร้ายจ้องเหยื่อ รอยแผลเป็นยาวน่ากลัวตั้งแต่หางตาซ้ายลากผ่านสันจมูกลงมาถึงมุมปากทำให้ใบหน้านั้นดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น "เจ้าเด็กน้อยตระกูลหลี่ ตระกูลของเจ้าล่มสลายไปตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว ในฐานะกบฏแผ่นดินที่ไร้แผ่นดินซุกหัวนอน เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาเหยียบย่างเข้าสู่เขตแดนของพวกเรา แถมยังอาจหาญกล้าท้าทายกฎเหล็กของหุบเขาพยัคฆ์อีก!"
หลี่ซ่านเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายโดยไม่หลบเลี่ยง แววตาคู่คมนั้นลุ่มลึกราวกับห้วงสมุทรที่ไม่มีวันหยั่งถึง ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวแม้แต่น้อยนิด มีเพียงความเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัวที่ฉาบอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา
"สิบปีก่อน... บรรพบุรุษตระกูลหลี่หลั่งเลือดปกป้องแผ่นดิน แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นข้อหากบฏที่ถูกยัดเยียดโดยคนชั่วในราชสำนัก" หลี่ซ่านกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นราวกับค้อนเหล็กทุบลงกลางใจคน "ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอความเมตตาจากพวกเจ้า และไม่ได้มาเพื่อเป็นสหายรักกับโจรป่า แต่ข้ามาเพื่อแสดงให้เห็นว่า... หอกในมือของข้า มีค่าพอที่จะให้พวกเจ้ายอมรับหรือไม่"
"สามหาว!" เต็งเอี๊ยงคำรามลั่น ขวานศึกในมือตวัดวาดออกไปเบาๆ เกิดเสียงแหวกอากาศดังหวีดหิว แรงลมจากการตวัดขวานพัดเอาฝุ่นผงบนพื้นกระจายหายวับ "อยากพิสูจน์ฝีมือรึ? ดี! ข้าจะดูว่าหอกทมิฬในตำนานของตระกูลตกอับอย่างพวกเจ้า จะรับขวานแยกปฐพีของข้าได้สักกี่กระบวนท่า!"
สิ้นเสียง ร่างอันใหญ่โตของเต็งเอี๊ยงก็พุ่งทะยานเข้ามาประชิดตัวราวกับภูเขาถล่ม ขวานศึกเล่มยักษ์ถูกง้างขึ้นสูงเหนือศีรษะ ก่อนจะฟาดฟันลงมาหมายผ่าร่างของหลี่ซ่านให้ขาดเป็นสองท่อนในคราเดียว พลังลมปราณสีเหลืองเข้มแผ่พุ่งออกมาจากคมขวาน รุนแรงจนพื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าของหลี่ซ่านแตกร้าวประสานเสียงกับแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่
รอบข้างส่งเสียงอุทานด้วยความตกใจ ไป๋จูที่ยืนหลบมุมอยู่ใด้เงาเสาไม้ กัดริมฝีปากแน่น มือเรียวบางกำชายเสื้อแน่นจนข้อต่อขาวซีด แม้นางจะเชื่อมั่นในฝีมือของสหายผู้นี้เพียงใด แต่เต็งเอี๊ยงก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะประมาทได้เลยแม้แต่น้อย
ทว่า... หลี่ซ่านยังคงนิ่งสนิท
เขารอคอย... รอคอยจังหวะที่คมขวานกำลังจะเข้ามาถึงตัว ห่างออกไปเพียงแค่ลมหายใจเดียว ร่างของเขาก็ขยับ
ฟึบ!
ร่างสีดำกลายเป็นเพียงเงาสลัว หลบหลีกคมขวานที่ฟาดลงมาได้อย่างเฉียดฉิว พื้นศิลาบริเวณที่เขาเคยยืนอยู่เมื่อครู่ระเบิดออกเป็นหลุมลึก เศษหินแหลมคมกระเด็นกระดอนไปทั่ว ทว่าหลี่ซ่านกลับไปปรากฏตัวอยู่อีกด้านหนึ่งอย่างไร้รอยขีดข่วน ราวกับสายลมที่พัดผ่านร่างของพยัคฆ์ร้ายไปอย่างไม่ไยดี
"ช้าไป..." เสียงกระซิบแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปากของหลี่ซ่าน
เต็งเอี๊ยงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่คาดคิดว่าเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวลูกผู้นี้จะมีความเร็วระดับที่ตาเปล่าแทบมองไม่ทัน มันรีบตวัดขวานกลับหลังหมายป้องกันตัวตามสัญชาตญาณนักรบเดนตาย
แต่ทว่า... ช้าเกินไปเสียแล้ว
ปลายหอกเหล็กนิลกาฬพุ่งแทงออกไปดั่งอสนีบาตฟาดฟัน มันไม่ได้มุ่งเป้าไปที่จุดตายเพื่อสังหาร แต่พุ่งตรงเข้าใส่ 'จุดชีพจร' บนไหล่ขวาของเต็งเอี๊ยงอย่างแม่นยำไร้ที่ติ ความเร็วและน้ำหนักในการแทงถูกคำนวณมาอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
แกร็ก!
เสียงกระดูกกระทบกันเบาๆ พร้อมกับพลังลมปราณสายหนึ่งที่แทรกซึมเข้าไปตัดทอนกำลังวังชาในแขนขวาของเต็งเอี๊ยงในชั่วพริบตา ขวานศึกเล่มยักษ์ที่เคยถือมั่นไว้อย่างมั่นคงพลันหลุดร่วงจากมือกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น หอกทมิฬหยุดชะงักลงห่างจากลำคอหนาของเต็งเอี๊ยงเพียงแค่ปลายเส้นผม ความเย็นเยียบจากคมหอกแนบชิดผิวหนังจนเลือดสีแดงสดซึมออกมาเป็นทางยาว
ลานประลองตกอยู่ในความเงียบงันสนิทอีกครั้ง เงียบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจหอบถี่ของเต็งเอี๊ยง และเสียงหัวใจของเหล่าโจรป่าที่เต้นระรัว
เต็งเอี๊ยงยืนแข็งทื่อเป็นหิน ดวงตาสอลูกเบิกโพงจ้องมองปลายหอกที่จ่ออยู่ตรงคอหอย ความหยิ่งผยองเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวต่อมรณะที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย หากเมื่อครู่หลี่ซ่านต้องการเอาชีวิต เขากลายเป็นศพไร้หัวไปนานแล้ว
"ฝีมือยอดเยี่ยม..." เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นมาจากด้านหลังม่านผ้าไหมสีดำภายในโถงใหญ่
ร่างของบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวเดินออกมา ชายผู้นี้สวมชุดหนังเสือดาว ใบหน้าคมเข้ม ดวงตาสีอำพันคู่นั้นกวาดมองหลี่ซ่านด้วยประกายความชื่นชมและระแวงระวังในเวลาเดียวกัน เขาคือ 'หัวหน้าโจรพยัคฆ์ทมิฬ' ผู้มีนามว่า 'ซานหยาง' ผู้ปกครองดินแดนเถื่อนแห่งนี้มานานนับทศวรรษ
ซานหยางตบมือช้าๆ เสียงปรบมือดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ "ข้าไม่เคยคิดเลยว่า ทายาทตระกูลหลี่ที่ล่มสลาย จะยังมีฝีมือการใช้หอกที่ลึกล้ำถึงเพียงนี้ เจ้าไม่ได้ใช้แค่พละกำลัง แต่เจ้าใช้ 'ปัญญา' และ 'ความเยือกเย็น' ในการสยบศัตรู... นายน้อยหลี่ สมคำร่ำลือจริงๆ"
หลี่ซ่านดึงหอกกลับมาอย่างนุ่มนวล เขาประสานมือคารวะซานหยางตามธรรมเนียมจอมยุทธ์ ทว่าแผ่นหลังยังคงตั้งตรงสง่างาม "ขอบคุณหัวหน้าซานที่กล่าวชม ข้าเพียงแสดงความจริงใจให้พวกท่านได้เห็น หวังว่าหลังจากนี้ เราคงมีเรื่องต้องหารือกันอีกยาว"
ซานหยางหัวเราะร่วน เสียงหัวเราะก้องกังวานด้วยความชอบใจ "ฮ่าๆๆ ดี! คนกล้าหาญและมีฝีมือเช่นเจ้าย่อมเป็นที่ต้อนรับในค่ายของเราเสมอ ข้าขอประกาศ ณ ที่นี้..."
ทว่า ก่อนที่ซานหยางจะทันได้กล่าวประโยคถัดไปจบ...
ฉับพลันนั้นเอง ลูกธูปอาบยาพิษดอกหนึ่งก็แหวกอากาศพุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ มันพุ่งตรงไปยังจุดกึ่งกลางหน้าผากของซานหยางอย่างไร้เสียงเตือนล่วงหน้า!
ซานหยางหน้าเปลี่ยนสี รีบเบี่ยงตัวหลบอย่างทุลักทุเล ลูกธูปเฉี่ยวแก้มของเขาไปปักเข้ากับเสาไม้ด้านหลังจนมิดด้าม ของเหลวสีดำส่งกลิ่นเหม็นเน่าพวยพุ่งออกมาทันที แสดงให้เห็นถึงพิษร้ายแรงที่หากโดนเพียงนิดเดียวก็ถึงฆาต
"ใคร!" เต็งเอี๊ยงคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว หันขวับไปมองยังทิศทางที่ลูกธูปพุ่งมา
เหล่าโจรป่าแตกตื่นอลหม่าน ชักอาวุธออกมาตั้งรับกันให้วุ่นวาย หลี่ซ่านหรี่ตาลงคมกริบ สัญชาตญาณนักรบเตือนภัยร้องลั่นในหัว เขารีบหันไปมองยังเงาดำบนยอดเขาไกลออกไป
ที่ตรงนั้น... ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว ร่างของสตรีในชุดผ้าแพรสีขาวบริสุทธิ์นางหนึ่งกำลังยืนอยู่บนกิ่งไม้สูง นางสวมหน้ากากเงินครึ่งซีกปิดบังใบหน้า ทว่าดวงตากลับคมปลาบราวกับมองทะลุทุกสิ่ง และในมือของนาง... กำลังถือคันธนูเหล็กกล้าที่ยังมีควันสีขาวจางๆ ลอยกรุ่น
ไป๋จูที่ยืนอยู่ด้านล่าง เมื่อเห็นใบหน้านั้นภายใต้แสงจันทร์ นางก็ถึงกับหน้าถอดสี ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือจนแทบไม่ได้ยิน
"เป็นไปไม่ได้... นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร..."
หลี่ซ่านหันขวับมามองไป๋จูทันที ดวงตาคมกริบฉายแววระแวงสงสัยที่เพิ่งก่อตัวขึ้นเป็นครั้งแรก "สหายรัก... เจ้า conoces (รู้จัก) นางงั้นหรือ?"
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของเงาหอกเล่มนี้ร่วมกันครับ
- ราชันย์หอกทมิฬ
เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 11
คมหอกท้าพยัคฆ์
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!