"ความจงรักภักดีที่ไร้สมอง ย่อมมีค่าไม่ต่างจากเศษกระดาษชำระที่เปื้อนโคลน... เจ้าว่าจริงไหม หลี่ไห่?"
เสียงหัวเราะเยาะหยันของแม่ทัพสวี่ซานเหอ ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของหลี่ซ่าน ราวกับวิญญาณร้ายที่ตามหลอกหลอนไม่รู้จักจบสิ้น เปลวเพลิงสีชาดที่แผดเผาเรือนพักตระกูลหลี่เมื่อสิบปีก่อน มิได้มอดดับลงไปตามกาลเวลา หากแต่ย้ายถิ่นฐานมาลุกโชนอยู่ในอกซ้ายของเขา คอยแผดเผาทุกค่ำคืนให้หลับใหลอย่างทรมาน
ภาพความทรงจำอันเลวร้ายไหลย้อนกลับมาทับถม ราวกับสายธารแห่งเลือดที่ไม่มีวันเหือดแห้ง
ในค่ำคืนนั้น หิมะโปรยปรายจนขาวโพลนทั่วทั้งเมืองหลวง แต่กลับถูกย้อมด้วยสีแดงฉานของโลหิตอย่างไร้ความปรานี ตระกูลหลี่ผู้สัตย์ซื่อและกุมกำลังทหารพิทักษ์ชายแดนมานานสามชั่วคน กลับถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏทรยศแผ่นดิน เพียงเพราะราชโองการปลอมๆ ฉบับเดียวที่ประทับตราด้วยความอิจฉาริษยาของขุนนางกังฉินในราชสำนัก
"ท่านพ่อ... ท่านแม่..."
เด็กชายหลี่ซ่านในวัยสิบขวบ กอดด้ามหอกทมิฬประจำตระกูลไว้แน่นจนปลายนิ้วซีดขาว น้ำตาแห่งความคับแค้นผสมปนเปกับหยาดฝนและคราบเขม่าควัน เบื้องหน้าของเขาคือร่างไร้ลมหายใจของบิดา ผู้เป็นดั่งฟ้าค้ำeนของตระกูล แผ่นหลังที่เคยองอาจสง่างาม บัดนี้ถูกเสียบทะลุด้วยหอกนับสิบเล่ม นั่งคุกเข่าพิงเสาเรือนใหญ่อย่างโดดเดี่ยว ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตายที่ไร้ความเป็นธรรม
"จำไว้... ซ่านเอ๋อร์..." เสียงแหบพร่าของบิดาในลมหายใจสุดท้าย ยังคงดังสะท้อนอยู่ในความเงียบงัน "ตระกูลหลี่... ไม่เคยยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรม... มีชีวิตอยู่... เพื่อล้างมลทิน..."
"ข้าจำได้... ข้าจำได้ไม่เคยลืม" หลี่ซ่านพึมพำกับความมืดภายในห้องพักลับ ดวงตาคู่คมทอประกายสีนิลวาวโรจน์ด้วยความแค้น สรรพกำลังในกายพลุ่งพล่านจนลมปราณปั่นป่วน เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนอย่างเห็นได้ชัด มือหนากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ไหลรินด้วยหยดเลือดสีแดงสดที่เจ้าตัวแทบไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย
เพราะความเจ็บปวดทางกายนี้ ยังน้อยนักเมื่อเทียบกับไฟแค้นในดวงใจ
ประตูห้องลับถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา ร่างระหงในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชเชียบ ไป๋จูมองภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาที่ฉายความกังวลอย่างปิดไม่มิด นางรู้ดีว่าทุกครั้งที่หลี่ซ่านจมดิ่งลงไปในห้วงอดีต เขาจะกลายเป็นดั่งพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งที่ขวางหน้าเพื่อแก้แค้น
"เจ้ากำลังทำร้ายตัวเองอีกแล้วนะ, หลี่ซ่าน" ไป๋จูเอื้อnด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่น นางเดินเข้ามาใกล้ ชายตามองคราบเลือดบนฝ่ามือของเขา ก่อนจะหยิบผ้าแพรสีขาวสะอาดออกมาซับเลือดให้อย่างเบามือ "อดีตผ่านไปแล้วสิบปี การจมอยู่กับกองเพลิงในวันนั้น ไม่ได้ทำให้ศัตรูตายไปสักคน"
"ข้าไม่ได้จมอยู่กับอดีต, ไป๋จู" หลี่ซ่านดึงมือกลับอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นจนน่ากลัว "อดีตต่างหาก... ที่กำลังตามล่าพวกเรา ข้ายังจำใบหน้าของทุกคนที่เหยียบย่ำตระกูลหลี่ได้ขึ้นใจ สวี่ซานเหอ... และพวกมันเบื้องบน ทุกคนต้องชดใช้ด้วยเลือด"
ไป๋จูถอนหายใจยาวนาน นางรู้ดีว่าไม่มีคำพูดใดสามารถดับไฟแค้นในใจบุรุษผู้นี้ได้ นางจึงเลือกที่จะยื่นม้วนกระดาษลับสำนักข่าวกรองให้เขาแทน "ข้อมูลที่เจ้าให้ไปสืบ... ข้าได้มาแล้ว ขุนนางฉ้อฉลผู้นั้นไม่ได้เคลื่อนไหวโดยลำพัง เบื้องหลังของมันยังมีเงาขององค์ชายสามคอยหนุนหลังอยู่ และที่สำคัญ..."
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด "คืนที่ตระกูลหลี่ถูกกวาดล้าง คนที่นำราชโองการปลอมไปส่งให้สวี่ซานเหอ... มิใช่ใครอื่น แต่เป็น 'ท่านอัครมหาเสนาบดีจ้าว' ผู้เป็นตาขององค์ชายสามนั่นเอง"
เพล้ง!
ถ้วยชาหยกขาวในมือของหลี่ซ่านแหลกละเอียดคามือ เศษกระเบื้องคมกริบบาดลึกเข้าไปในเนื้อจนเลือดไหลหยดลงสู่พื้นพรม แต่เขาไม่มีท่าทีสะทกสะท้านแม้แต่น้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างจนอุณหภูมิภายในห้องลดฮวบลงอย่างฉับพลัน
ท่านอัครมหาเสนาบดีจ้าว... ตาแก่จิ้งจอกเฒ่าผู้กุมอำนาจครึ่งหนึ่งของราชสำนัก ผู้ซึ่งเบื้องหน้ายิ้มแย้มใจดีราวกับพระโพธิสัตว์ แต่เบื้องหลังกลับซ่อนมือที่เปื้อนเลือดของบริวารนับร้อยชีวิตไว้ภายใต้แขนเสื้อกว้าง
หลี่ซ่านเงยหน้าขึ้น ช้าๆ สายตาคู่นั้นมิได้มีความโกรธเกรี้ยวหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความว่างเปล่าอันน่าสะพรึงกลัว ราวกับห้วงเหวลึกที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
"ดี... ดีมาก..." หลี่ซ่านแย้มยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา "ในเมื่อพวกมันอยากให้ตระกูลหลี่สูญสิ้นนัก ข้าก็จะทำให้ราชสำนักนี้... ต้องนองเลือดด้วยมือของทายาทคนสุดท้ายคนนี้เช่นกัน"
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือเอื้อมไปหยิบ 'หอกทมิฬ' พาดบ่า รัศมีสีดำทมิฬแผ่ขยายปกคลุมทั่วทั้งร่าง บรรยากาศรอบตัวกดดันจนไป๋จูต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว
"เจ้าจะไปไหน?" ไป๋จูถามด้วยความตกใจ เมื่อเห็นทิศทางที่เขากำลังจะก้าวเดิน
"ไปทวงหนี้..." หลี่ซ่านตอบสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดเดี่ยวราวกับประกาศิตจากยมโลก "คืนนี้... จวนอัครมหาเสนาบดีจ้าว สมควรได้รับการชำระล้างด้วยหอกด้ามนี้เสียที"
ทว่า ก่อนที่หลี่ซ่านจะก้าวพ้นธรณีประตู เสียงฝีเท้าเร่งรีบอันผิดปกติก็ดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูรัวเร็วราวกับคนใกล้คลั่ง
"คุณชาย! แย่แล้วขอรับ!" เสียงขององครักษ์เงาผู้ทำหน้าที่เฝ้าระวังภัยด้านนอกตะโกนแทรกเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "มี... มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมากلاรอท่านอยู่ที่ห้องโถงใหญ่... และ... และพวกมัน..."
องครักษ์ผู้นั้นหอบหายใจถี่กระชั้น สีหน้าซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย "พวกมันนำ 'ศพ' ของพยานปากเอกคนสุดท้ายที่พวกเราซ่อนไว้ที่หุบเขาเมฆา... มาโยนไว้กลางลานบ้าน พร้อมกับทิ้งสาส์นท้าประลองเลือดไว้ขอรับ!"
หลี่ซ่านชะงักฝีเท้า รัศมีอำมหิตที่แผ่ออกมาเมื่อครู่หยุดชะงักลงทันที ไป๋จูเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ยังไม่ทันที่หลี่ซ่านจะได้เอ่ยปากถามอะไรเพิ่มเติม ประตูห้องโถงใหญ่ด้านหน้าก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงด้วยพลังลมปราณมหาศาล เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสือคู่ดังขึ้น พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนเข้ามาถึงด้านใน
"ไม่ต้องลำบากออกไปตามหาหรอก... หลี่ซ่าน เพราะพวกข้า... มาหาเจ้าถึงที่แล้ว"
ราชันย์หอกทมิฬ
(ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในเส้นทางแห่งความแค้นนี้ด้วยกันนะครับ)
เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 9
รอยแผลเป็นในใจ
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!