เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 8

พันธมิตรในความมืด

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์ราคาแพงระเหยขึ้นผสมผสานกับความอับชื้นยามค่ำคืนภายในห้องรับรองชั้นสองของโรงเตี๊ยมจันทราคารวะ แสงจากตะเกียงน้ำมันกะพริบไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้สลักลายโบราณ ทอดเงายาวทับซ้อนกันบนพื้นห้องราวกับภูตผีที่กำลังกระซิบกระซาบ หลี่ซ่านนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้เนื้อแข็ง มือข้างหนึ่งประคองจอกชาเคลือบกระเบื้องขาวไว้มั่น ปลายนิ้วเรียวยาวลูบไล้ขอบจอกช้าๆ ขณะที่ดวงตาคมกริบราวกับใบหอกจับจ้องร่างระหงของสตรีที่นั่งอยู่เบื้องหน้าอย่างไม่วางตา บรรยากาศรอบตัวเขากดดันจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าเจ้าตัวกลับยังคงรักษาความสงบเยือกเย็นไว้ได้อย่างน่าประหลาด "เจ้ากล้าดียังไงถึงนัดข้ามาในสถานที่พลุกพล่านเช่นนี้ ไป๋จู" หลี่ซ่านเปิดปากทำลายความเงียบ เสียงทุ้มต่ำของเขาเจือแววเย้ยหยันเล็กน้อย "หรือว่าคุณหนูตระกูลสูงส่งเช่นเจ้าเริ่มเบื่อหน่ายชีวิตสุขสบาย อยากลองลิ้มรสความตายที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายดูบ้าง" ไป๋จูไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ดวงตาดอกท้อคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยอย่างมีจริตจะก้าน นางรินน้ำชาลงในจอกของตนเองอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังเพลิดเพลินกับความตึงเครียดที่อีกฝ่ายจงใจสร้างขึ้น "ความตายเป็นสิ่งที่ข้าคุ้นเคยเสียยิ่งกว่ารอยยิ้มเสแสร้งในราชสำนักเสียอีก คุณชายหลี่" เสียงหวานใสแต่เยือกเย็นเอ่ยตอบ นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยไม่หลบเลี่ยง "หากข้ากลัวตาย ข้าคงไม่ก้าวเข้ามาพัวพันกับคดีกบฏตระกูลหลี่ที่แม้แต่เงาหัวของพวกท่านก็ยังไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงในยามนี้" คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดแทงเข้าไปในความทรงจำอันเจ็บปวด หลี่ซ่านชะงักไปชั่วพริบตา กล้ามเนื้อกรามขบเข้าหากันจนนูนเด่น แววตาที่มองนางวับวาดด้วยประกายสังหารที่ยากจะซ่อนเร้น แต่เขาก็ยังคงนิ่งสงบ ไม่แสดงอาการตื่นตระหนกออกมาให้เห็น "เจ้าต้องการอะไรกันแน่ ไป๋จู" หลี่ซ่านเปลี่ยนเรื่อง น้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน "ข่าวกรองที่เจ้าส่งคนไปป์ประกาศเมื่อคืน แลกมาด้วยตั๋วเงินจำนวนมหาศาลและความเสี่ยงที่อาจทำให้ตระกูลไป๋ถูกกวาดล้างทั้งโคตร คนฉลาดเช่นเจ้า ย่อมไม่ทำเรื่องโง่เขลาโดยไม่มีผลตอบแทนที่คุ้มค่า" ไป๋จูวางจอกมาลีลงบนโต๊ะเสียงกระทบเบาๆ นางโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกอิงฮวาคล้ายล่องลอยมาแตะจมูก ทว่าหลี่ซ่านกลับถอยห่างโดยสัญชาตญาณ รักษาระยะห่างที่ปลอดภัยไว้เสมอ "ข้าไม่ได้ต้องการเงินทอง..." ไป๋จูเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่าแววตากลับจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "สิ่งที่ตระกูลไป๋ต้องการ คือความยุติธรรม... หรือพูดให้ถูกคือ การล่มสลายของเสนาบดีจ้าว ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการตายของบิดาข้า และเป็นคนเดียวกับผู้ที่ก섬ศฉายากบฏให้แก่ตระกูลหลี่ของท่าน" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง ชั่วขณะหนึ่ง หลี่ซ่านรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุด ข้อมูลนี้ตรงกับร่องรอยบางอย่างที่เขาเพิ่งค้นพบจากคัมภีร์ลับตระกูล แต่มันรวดเร็วและตรงประเด็นเกินไป จนอดไม่ได้ที่จะระแวง "เจ้ามีหลักฐานอะไร" หลี่ซ่านถามเสียงต่ำ ไป๋จูหยิบห่อผ้าไหมสีดำชิ้นเล็กออกมาจากแขนเสื้อ นางเลื่อนมันไปบนพื้นโต๊ะด้วยปลายนิ้ว หลี่ซ่านก้มมองเล็กน้อยก่อนจะใช้ปลายนิ้วเปิดออก ปรากฏตราประทับหยกสีเลือดรูปพยัคฆ์หมอบ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของหน่วยองครักษ์เงาหลวง... หน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อเสนาบดีจ้าวโดยตรง และเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เขาตามหามาแรมปี "ตราประทับนี้ถูกขโมยมาจากห้องหนังสือส่วนตัวของเขาเมื่อคืน" ไป๋จูเอ่ยกระซิบ "แต่การจะนำมันไปเปิดโปงต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ ข้าลำพังตัวคนเดียวไม่อาจทำได้ จำเป็นต้องอาศัย 'หอก' ที่คมกริบที่สุดของตระกูลหลี่ ในการทะลวงเกราะป้องกันของสุนัขรับใช้พวกนั้น" หลี่ซ่านจ้องมองตราหยกในมือ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว นี่คือโอกาสทองที่อาจไม่หวนกลับมาอีก หากร่วมมือกับนาง เขาย่อมมีหนทางเข้าถึงตัวเสนาบดีจ้าวได้ง่ายขึ้น แต่ทว่า... ความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยเกินไปในยุทธภพและราชสำนักเวลานี้ "แล้วข้าจะได้อะไรจากการเดิมพันครั้งนี้" หลี่ซ่านเงยหน้าขึ้นสบตานางอีกครั้ง แววตาสนเท่ห์แกมระแวง "ความแค้นของตระกูลไป๋ไม่เกี่ยวกับข้า" "ท่านมั่นใจหรือว่า... บิดาของท่านเสียชีวิตเพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏจริงๆ?" ไป๋จูยิ้มเยาะเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยประกายวาววับด้วยความลับบางอย่างที่ยังไม่ได้เอ่ยออกมา "ถ้าหากข้าบอกท่านว่า... ในคืนที่ตระกูลหลี่ถูกสังหารหมู่ มีคนเห็นตราหยกอันนี้อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยล่ะ?" ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ หลี่ซ่านลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้โดยไม่รู้ตัว แรงปะทะของเขากระแทกโต๊ะไม้จนจอกชาล้มคว่ำ น้ำชาสีชาดไหลนองลงมาตามขอบโต๊ะหยดติ๋งๆ ลงสู่พื้น ราวกับหยดเลือดสดๆ เขายื่นมือออกไปคว้าคอเสื้อของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความลืมตัว ดวงตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิด ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่ใกล้กันจนรับรู้ถึงความตื่นตระหนกที่แฝงอยู่เบื้องลึก ทว่าไป๋จูหาได้หวาดกลัวไม่ นางเพียงแต่หลุบตาลงมองมือที่กำเสื้อนางแน่น ก่อนจะเงยขึ้นสบตาเขาด้วยรอยยิ้มเศร้าสร้อย "อยากรู้ความจริงทั้งหมดไหมล่ะ... คุณชายหลี่" นางกระซิบเสียงพร่า แววตาสั่นระริกด้วยความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้หน้ากากความเยือกเย็น "ถ้าอยาก... ก็จงปล่อยให้ข้าเป็นพันธมิตรคนเดียวของท่านในความมืดนี้" หลี่ซ่านขบกรามแน่น หัวใจเต้นรัวด้วยแรงโทสะและคำถามมากมายที่อัดอั้นอยู่ในอก เขากำลังจะเอ่ยปากตอบตกลง ทว่าพลันนั้น... เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นที่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยม ตามด้วยเสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจ "กองปราบปรามราชสำนัก! ล้อมโรงเตี๊ยมไว้ให้หมด อย่าให้ใครหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!" สีหน้าของไป๋จูเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในพริบตา นางหันขวับไปมองหน้าต่างที่ปิดสนิทก่อนจะหันกลับมามองหลี่ซ่านด้วยความตกใจ "เป็นไปไม่ได้... ข้าตรวจสอบเส้นทางมาอย่างดีแล้ว พวกมันรู้ตัวได้ ㅡ" ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยจบประโยค ประตูห้องไม้สักก็ถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบด้วยพลังภายในอันรุนแรง เศษไม้กระจายเกลื่อนพื้น พร้อมกับร่างของบุรุษในชุดเกราะสีดำสนิทผู้หนึ่งก้าวเข้ามา พร้อมดาบยาวในมือที่เปื้อนคราบเลือดสดๆ และรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก "ที่แท้คุณหนูไป๋กับคุณชายหลี่ ก็แอบมานัดพบกันลับๆ เช่นนี้นี่เอง..." น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกเอ่ยขึ้น พร้อมกับเงาร่างนับสิบที่พุ่งทะยานเข้ามาปิดล้อมทางหนีทีไล่ไว้จนหมดสิ้น ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ (ราชันย์หอกทมิฬ)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%