กลิ่นอานิสงส์แห่งดินปืนและกลิ่นคาวสนิมเหล็กยังคงลอยอวลอยู่เบื้องจมูก ทว่าสิ่งที่บาดลึกยิ่งกว่าคือความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว ณ เบื้องหน้าของหลี่ซ่านและไป๋จูในยามนี้ คือซุ้มประตูหินแกรนิตขนาดมหึมาที่ถูกขนาบด้วยค่ายกลค่ายทหารรกร้าง ด่านตรวจมรณะ... จุดเชื่อมต่อสุดท้ายระหว่างเขตอภัยทานและดินแดนรกร้างไร้กฎเกณฑ์ที่ชาวยุทธภพต่างขนานนามว่า 'หุบเขาผีร่ำไห้'
"ป้ายผ่านทางของเจ้า... ดูชอบกลนัก"
เสียงแหบแห้งราวกระดาษทรายถูกลากผ่านแผ่นหินดังขึ้นจากเงามืดใต้ชายคาป้อมยาม ทหารยามเฒ่าผู้หนึ่งก้าวออกมา ร่างกายของเขาผอมแห้งจนแทบไม่เหลือเนื้อหนัง ทว่าดวงตากลับลึกโหลและฉายแวววาวราวดวงตาของสุนัขป่าหิวกระหาย ในมือเหี่ยวย่นถือป้ายไม้แกะสลักเก่าคร่ำคร่า ซึ่งเป็นชิ้นเดียวกับที่หลี่ซ่านฉวยมาจากศพของมือสังหารเมื่อคืนก่อน
หลี่ซ่านไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทของเขายืนสงบนิ่งราวน้ำแข็งสลัก มือข้างหนึ่งกุมด้ามหอกสีนิลที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าแพรอย่างหลวมๆ ขณะที่สายตาคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองไปทั่วบริเวณเพื่อประเมินทางหนีทีไล่ ความเยือกเย็นแผ่ออกมาจากตัวเขาจนอุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด
ไป๋จูที่ยืนอยู่เคียงข้างขยับพัดจีบในมือเบาๆ นางส่งยิ้มบางเบาที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ ริมฝีปากเคลือบชาดแดงระเรื่อเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยกระแสกดดันอันทรงพลัง
"ท่านลุงยาม... ป้ายไม้นั้นเป็นของสหายเก่าผู้ล่วงลับ เขากำชับนักหนาว่าหากเดินทางมาถึงด่านนี้ ให้ส่งมอบมันแก่ผู้เฝ้าประตู แล้วความลับที่ท่านรอคอยมาตลอดสิบปีจะกระจ่าง"
ทหารยามเฒ่าชะงักมือที่กำลังพลิกป้ายไม้ ร่างกายผอมแห้งสั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่อยู่ ริมฝีปากแห้งผากเผยอขึ้นคล้ายต้องการจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่แล้วมันก็ถูกกลืนหายไปในลำคอเมื่อเขาสบเข้ากับดวงตาของหลี่ซ่าน
ดวงตาคู่นั้น... มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับ 'แม่ทัพหลี่' ผู้เป็นบิดาที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อทศวรรษก่อนเสียเหลือเกิน ทั้งความเด็ดเดี่ยว รังสีอำมหิต และความดื้อรั้นที่ไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด
"สิบปี..." ทหารยามเฒ่าแค่นหัวเราะออกมาอย่างน่าเวทนา เสียงหัวเราะของเขาแห้งแล้งราวกิ่งไม้ผุพัง "เจ้าคิดว่าป้ายไม้ผุๆ แผ่นนี้ จะซื้อความจริงเกี่ยวกับคดีกบฏตระกูลหลี่ได้กระนั้นหรือ? คุณหนูตระกูลไป๋... โลกใบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความกตัญญู แต่มันขับเคลื่อนด้วยเลือดและเศษเงินต่างหาก"
บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นมาทันที ไป๋จูหุบพัดในมือฉับพลัน รอยยิ้มบนใบหน้ามลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความจริงจังเฉียบขาด นางรู้ดีว่าคนแก่เฒ่าผู้นี้ไม่ได้ต้องการแค่เงินทอง แต่เขากำลังเล่นเกมต่อรองที่เดิมพันด้วยชีวิตของพวกเขาทั้งคู่
"ถ้าเช่นนั้น... ท่านต้องการสิ่งใดจึงจะยอมเปิดทาง และบอกสิ่งที่ท่านรู้เกี่ยวกับร่องรอยของบิดาข้า" หลี่ซ่านเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเขาต่ำทุ้ม กังวาน และราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่ากลับทรงพลังจนทำให้ทหารยามเฒ่าต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ทหารยามเฒ่าก้าวเข้าไปใกล้หลี่ซ่านทีละน้อย กลิ่นอายความตายและกลิ่นเหล้าฉุนกานพลูลอยคละคลุ้ง เขาโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างใบหูของชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า
"ข้าไม่ได้ต้องการสิ่งใด... นอกจาก 'หัวใจ' ของคนที่สั่งฆ่าตระกูลหลี่ แต่เนื่องจากเจ้ายังไม่มีปัญญาไปควักมันมาให้ข้าตอนนี้... งั้นก็จงเอาดาบเล่มที่เหน็บอยู่ข้างเอวของสหายเจ้า แลกกับการก้าวผ่านประตูนี้ไปซะ!"
คำพูดนั้นทำให้ไป๋จูขมวดคิ้วมุ่น นางปรายตามองไปยังดาบสั้นประดับอัญมณีที่เหน็บอยู่ข้างกาย ซึ่งเป็นของแทนใจจากสำนักคุ้มภัยของนางเอง แม้จะเป็นเพียงสิ่งของภายนอก แต่มันมีสัญลักษณ์ลับที่สามารถสาวไปถึงตัวผู้อยู่เบื้องหลังการเมืองในราชสำนักได้
หลี่ซ่านนิ่งงันไปชั่วขณะ สมองของเขากำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว ทหารยามผู้นี้ไม่ได้อยากได้แค่ดาบ แต่มันกำลังทดสอบความพร้อมของเขา ว่าเขากล้าพอที่จะตัดขาดจากอดีตเพื่อก้าวไปสู่อันตรายเบื้องหน้าหรือไม่
มือหนายื่นออกไปแตะด้ามหอกสีนิลแน่นขึ้น ไอร้อนจากฝ่ามือตัดกับความเย็นเฉียบของโลหะ เกิดเป็นประกายความมุ่งมั่นที่วาบผ่านนัยน์ตา
"หากข้าให้ดาบนี้แก่ท่าน... ท่านจะรับประกันได้หรือไม่ว่า ข้าจะได้พบกับร่องรอยที่แท้จริง ไม่ใช่แค่คำโกหกหลอกเด็กเช่นนี้อีก" หลี่ซ่านถามย้ำ สายตาคมกราบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ราวกับจะควักเอาความจริงออกมาจากก้นบึ้งจิตใจ
ทหารยามเฒ่ายิ้มเหยเก ใบหน้ายับย่นเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา เขาพยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงอนุญาต
ในวินาทีที่หลี่ซ่านกำลังจะปลดดาบยื่นให้ แสงประกายสีเงินวาวก็พุ่งแหวกอากาศมาจากความมืดมิดเบื้องบนด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ!
*ฉับ!*
โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผืนปฐพี ทหารยามเฒ่าเบิกตากว้าง ร่างกายผอมแห้งทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นทันทีโดยที่ยังไม่ทันได้เปล่งเสียงร้องสักแอะเดียว ที่กลางหน้าผากของเขามีรูกลวงโบ๋จากลูกดอกเหล็กอาบยาพิษ
หลี่ซ่านและไป๋จูดึงตัวหลบตามสัญชาตญาณ แผ่นหลังแนบชิดกำแพงหินเย็นเฉียบ
"ระวังตัว!" หลี่ซ่านคำรามต่ำในลำคอ พร้อมกับกระชากหอกสีนิลออกจากฝักตวัดวาดเป็นวงโค้งคุ้มครองเบื้องหน้า ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่กลุ่มมือสังหารที่พวกเขาคาดคิด
เงาร่างนับสิบในชุดเกราะทหารยามหลวงปรากฏตัวขึ้นจากหมอกหนา พวกมันไม่ได้พกอาวุธสำหรับสังหาร แต่กลับถือโซ่ตรวนเหล็กกล้าและประกาศิตราชโองการสีทองอร่าม
และผู้ที่ก้าวเดินนำหน้ากลุ่มคนเหล่านั้นออกมา คือชายวัยกลางคนสวมหน้ากากเงินลายพยัคฆ์ รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากใต้หน้ากาก ก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของหลี่ซ่านเย็นเฉียบลงถึงขั้วหัวใจ
"ไม่ต้องตามหาร่องรอยของบิดาเจ้าให้เสียเวลาหรอก... หลี่ซ่าน เพราะศพของมัน ถูกแขวนประจานไว้ที่ท้องพระโรงในเมืองหลวง ตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ (ราชันย์หอกทมิฬ)
เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 7
ด่านตรวจมรณะ
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!