รอยหมึกบนฎีกาสีชาดยังไม่ทันแห้งสนิท กลิ่นอายความอัปยศของตระกูลหลี่ก็ลอยคละคลุ้งอยู่ทั่วโถงอักษร หลี่ซ่านจ้องมองเงาสะท้อนของตนเองในผิวน้ำชาที่นิ่งสนิท ดวงตาคมกริบดั่งคมหอกซ่อนเร้นความแค้นสumลึกที่กัดกินหัวใจมานานนับปี เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่ก้าวเข้ามาไม่ได้ทำให้เขาละสายตาจากถ้วยชาแม้แต่น้อย
"เจ้าบ้าไปแล้วหรือ หลี่ซ่าน"
น้ำเสียงเยียบเย็นแต่เจือด้วยความกังวลอย่างปิดไม่มิดดังขึ้นจากมุมมืด ไป๋จูในชุดบุรุษอาภรณ์สีเข้มก้าวออกมาจากเงาเสา นางขยับพัดหยกในมืออย่างกระวนกระวายเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าสถานการณ์ในเวลานี้วิกฤตเกินกว่าที่ผู้ใดจะคาดคิด "การออกนอกกำแพงเมืองหลวงในยามนี้... เท่ากับการเดินเข้าสู่ลานประหารโดยผูกคอตัวเอง"
"ถ้าข้าไม่เดินเข้าไปในลานประหารด้วยตัวเอง เจ้าคิดว่าพวกมันจะยอมปล่อยให้ตระกูลหลี่เหลือชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์อีกนานแค่ไหนล่ะ ไป๋จู" หลี่ซ่านเงยหน้าขึ้นสบตา สรรพนามและน้ำเสียงเรียบเรื่อยไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นที่ลุกโชนอย่างเงียบงัน
ไป๋จูกัดริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าคำพูดใดก็ไม่อาจเปลี่ยนใจบุรุษผู้นี้ได้ ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหลี่ผู้นี้แบกรับความตายของคนนับร้อยไว้บนบ่า ภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากขุนนางฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่การเดินทางไปราชการทั่วไป แต่มันคือ "ตั๋วเที่ยวเดียว" สู่ดินแดนรกร้างนอกกำแพงเมือง—เขตแดนสนธยาที่เต็มไปด้วยซากศพของกลุ่มกบฏและสัตว์อสูรโลกันตร์
"นี่คือแผนที่เส้นทาง และตราประทับลับที่ข้าแอบลักลอบนำมาจากห้องเครื่องในวังหลัง" ไป๋จูโย่นม้วนกระดาษหนังแกะเก่าคร่ำคร่าลงบนโต๊ะไม้ เสียงกระดาษกระทบผิวไม้ดังชัดเจนในความเงียบ "จำไว้ หลี่ซ่าน... เจ้าไม่ได้สู้เพื่อราชสำนักเน่าเฟะนั่น แต่เจ้าสู้เพื่อล้างมลทินให้บรรพบุรุษ จงมีชีวิตรอดกลับมา ไม่เช่นนั้น... ข้าคงไม่มีหน้าไปพบปรโลก"
หลี่ซ่านรับม้วนกระดาษนั้นมาเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วที่เผลอโดนกันเพียงเสี้ยววินาทีทำให้หัวใจที่ด้านชาไหววูบไปชั่วขณะ แต่เขาก็รีบดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว ในโลกที่ความตายรายล้อม ความรู้สึกส่วนตัวคือความอ่อนแอที่ไม่อนุญาตให้มีอยู่
ณ ประตูทิศประจิม ประตูเหล็กกล้าสูงตระหง่านนับสิบเมตรค่อยๆ ส่งเสียงคำรามครืดคราดเสียดสีกัน ยามเปิดออกเผยให้เห็นโลกภายนอกที่มืดมัวและเวิ้งว้าง สายลมหนาวเหน็บพัดพาเอา กลิ่นอายของดินโคลนและกลิ่นคาวเลือดจางๆ เข้ามาปะทะใบหน้า หลี่ซ่านในชุดเกราะหนังสีดำสนิท มือขวาจับด้ามหอกทมิฬคู่กายแน่นจนข้อต่องอขาว
ทหารยามหันมามองเขาด้วยสายตาสสมเพชเวทนา ราวกับกำลังมองดูนักโทษประหารที่กำลังเดินไปสู่หลักประหาร ไม่มีคำอวยพร ไม่มีแม้แต่คำลา มีเพียงเสียงปิดประตูเหล็กกล้าด้านหลังที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงคำรามของอสูรกาย
ก้าวแรกที่รองเท้าบูทเหยียบลงบนดินแดนภายนอกกำแพงเมืองหลวง ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวก็เข้าโอบล้อมทันที ป่าทึบเบื้องหน้าทอดยาวไปสู่ความมืดมิดที่ไร้จุดสิ้นสุด หมอกสีเทาหนาทึบลอยต่ำปกคลุมพื้นดินจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า หลี่ซ่านสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับสภาพร่างกายให้คุ้นเคยกับบรรยากาศอันกดดันนี้ ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวถึงขีดสุด หูคอยเงี่ยฟังเสียงความผิดปกติรอบกาย
*กรอบแกรบ...*
เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นทางด้านซ้าย ท่ามกลางความเงียบงัน หลี่ซ่านไม่รอช้า ร่างกายพุ่งตัวไปตามสัญชาตญาณ หอกทมิฬในมือถูกตวัดออกไปวาดเป็นวงโค้งผ่าความมืดอย่างเฉียบคม ปลายหอกจ้วงแทงเข้าใส่พุ่มไม้หนาทึบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ทว่า สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่สัตว์อสูรโลกันตร์ตามที่คาดคิด แต่เป็นศثของทหารลาดตระเวนหลวงนายหนึ่งที่ถูกควักหัวใจหายไปอย่างไร้ร่องรอย เลวร้ายยิ่งกว่านั้น... บนหน้าอกของศพนั้น มีรอยสลักรูป "ดอกบัวโลหิต" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของกลุ่มนักฆ่าเงาพยัคฆ์—หน่วยสังหารลับที่ขึ้นตรงต่อองค์จักรพรรดิโดยตรง!
ดวงตาของหลี่ซ่านเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง ภารกิจเสี่ยงตายครั้งนี้ไม่ใช่การส่งเขามาปราบกบฏนอกเมือง... แต่มันคือการ "กำจัดทิ้ง" อย่างเงียบเชียบโดยใช้มือของคนในราชสำนักเอง และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงกระซิบเย็นเยียบก็ดังขึ้นที่ต้นคอของเขา พร้อมกับปลายดาบคมกริบที่จี้ติดผิวหนัง "ยินดีต้อนรับสู่ภารกิจสุดท้ายของเจ้า หลี่ซ่าน"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 6
ก้าวแรกสู่นอกกำแพงเมือง
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!