เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 5

กลิ่นอายแห่งอดีต

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มข้ามปีลอยวนอยู่ในห้องรับรองชั้นสองของหอสุราเมฆาคล้อย รสชาติของมันฝาดเฝื่อนที่ปลายลิ้น ราวกับหยาดน้ำตาที่กลืนกลับลงคอในคืนที่ตระกูลหลี่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ หลี่ซ่านไม่แตะต้องจอกชาตรงหน้า ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของเขายังคงลูบไล้อย่างเชื่องช้าไปตามรอยบิ่นของคมหอกทมิฬที่วางพาดอยู่บนตัก โลหะเย็นเยียบชิ้นนี้ซึมซับความแค้นและหยาดเลือดมามากเกินกว่าจะนับได้ มันคือมรดกชิ้นเดียวที่หลงเหลือ และมันยังคงกระหายความจริงไม่ต่างจากเจ้าของ "ท่านระวังตัวเกินไปหรือเปล่า หลี่ซ่าน" เสียงหวานทุ้มที่เจือความเยียบเย็นดังขึ้นจากมุมมืด ไป๋จูก้าวออกมาจากเงาของฉากกั้นไม้แกะสลัก นางสวมชุดสีเทาเข้มกลมกลืนกับบรรยากาศยามราตรี ปิ่นปักผมหยกขาวสลักลายหงส์ไหวเอนตามจังหวะการก้าวเดิน ดวงตาคมปลาทูของนางหรี่ลงเล็กน้อยยามกวาดมองไปยังประตูห้องที่ปิดสนิท "ในเมืองหลวงเวลานี้ ความประมาทคือตั๋วเดินทางไปลานประหาร คุณหนูไป๋" หลี่ซ่านตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง "ข่าวที่ท่านสืบมา... แน่ชัดแค่ไหน" ไป๋จูไม่ตอบทันที นางรินชาใส่จอกของตนเอง ยกขึ้นจิบนิดหนึ่งเพื่อซ่อนรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก ก่อนจะวางจอกลงกระทบโต๊ะเสียงดัง *กริ๊ก* "ขันทีเฒ่าจ้าว... คนที่เคยถวายงานรับใช้ใกล้ชิดอดีตฮ่องเต้ในคืนวันเกิดเหตุ" นางเอ่ยชื่อออกมาเบาๆ แต่หนักแน่นพอจะทำให้บรรยากาศในห้องลดฮวบลงหลายองศา "ทุกคนคิดว่าเขาผูกคอตายหนีความผิดไปพร้อมกับพวกพ้องตระกูลหลี่เมื่อสี่ปีก่อน แต่ความจริง เขาถูกสับเปลี่ยนตัวในคืนก่อนหน้า และถูกส่งตัวไปเป็นคนสวนกวาดลานวัดร้างตระกูลเดิมของสนมเอกฮวา" หูของหลี่ซ่านกระตุกเล็กน้อย ดวงตาสสีดำสนิทเงยขึ้นสบกับนางประกายคมกริบราวกับคมหอกที่พร้อมทะลวงผ่านเกราะเหล็ก "สนมเอกฮวา... สตรีผู้กุมอำนาจในวังหลังคนปัจจุบัน และเป็นน้องสาวแท้ๆ ของแม่ทัพฮวาผู้เหยียบซากศพตระกูลข้าไต่เต้าขึ้นมา" น้ำเสียงของหลี่ซ่านราบเรียบจนน่ากลัว แต่มันเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะซัดถล่มทุกอย่างให้จมดิ่ง "เขายังมีชีวิตอยู่จริงหรือ" "มีชีวิตอยู่... แต่ใกล้ตายเต็มที" ไป๋จูถอนหายใจยาว นางหยิบตั๋วแลกเงินเก่าๆ ใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ วางลงบนโต๊ะไม้ "เขาเป็นพยานปากเอกคนเดียวที่รู้ว่า... ราชโองการฉบับสุดท้ายถูกสับเปลี่ยนโดยใคร และใครคือผู้ที่ใส่ร้ายว่าตระกูลหลี่ซ่องสุมกำลังพลเพื่อก่อกบฏ แต่ตอนนี้ เขากำลังป่วยหนักด้วยโรคคนแก่ และมีคนของวังหลังตามล่าตัวเขาอยู่ทุกฝีก้าว" หลี่ซ่านเอื้อมมือไปหยิบตั๋วแลกเงินใบนั้นขึ้นมาพิจารณา ปลายนิ้วสัมผัสกับกระดาษหยาบกร้าน แววตาของเขาวับวาวขึ้นด้วยประกายแห่งความหวังที่รอคอยมานานนับพันวัน ความทรงจำในคืนเพลิงผลาญ ภาพบิดาที่ผลักเขาลงไปในบ่อน้ำแห้งพร้อมกับคำสั่งเด็ดขาดว่า *‘จงมีชีวิตอยู่... เพื่อทวงคืนความยุติธรรม’* ย้อนกลับมาตอกย้ำในโสตประสาท "วัดร้างจันทราดับ... อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองหลวงใช่หรือไม่" หลี่ซ่านถามเสียงต่ำ "ใช่" ไป๋จูพยักหน้ารับ สีหน้าของนางฉายแวววิตกกังวลเป็นครั้งแรก "แต่ข้าต้องเตือนท่านก่อน หลี่ซ่าน ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปเรื่อยๆ แล้ว สายลับของสำนักองครักษ์เสื้อแพรก็กำลังตามหาตัวขันทีเฒ่าคนนี้เช่นกัน หากท่านช้าไปเพียงก้าวเดียว... เราจะได้เจอแค่ศพที่ไร้ลิ้น" หลี่ซ่านลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้ชุดผ้าไหมสีดำแผ่รังสีคุกคามอันน่าสะพรึงกลัว เขาเอื้อมมือไปคว้าหอกทมิฬขึ้นมาถือไว้มั่น น้ำหนักของมันที่คุ้นเคยช่วยดึงสติและความเยือกเย็นของเขากลับมาจนหมดสิ้น "ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดิน หรือเหยียบย่างผ่านกองซากศพขององครักษ์ทั้งสำนัก ข้าก็จะไม่ยอมให้พยานคนนี้หลุดมือไปเด็ดขาด" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาดดั่งประกาศิต ก่อนจะก้าวเท้าเดินไปยังหน้าต่างที่เปิดรับลมยามค่ำคืน ร่างของเขาเตรียมจะทะยานหายไปในความมืด ทว่า... ก่อนที่เท้าจะพ้นขอบหน้าต่าง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังขึ้นที่บริเวณทางเดินชั้นล่าง ตามด้วยเสียงกระบี่กระทบฝักที่ดังระงมจนแทบจะกลกลบเสียงลมหายใจ ไป๋จูหน้าถอดสี นางพุ่งตัวไปแง้มประตูห้องดูสถานการณ์เพียงนิดเดียว ก่อนจะหันกลับมามองหลี่ซ่านด้วยแววตาตื่นตระหนก "แย่แล้ว... ทางหนีถูกปิดตาย องครักษ์เสื้อแพรนำกำลังมาล้อมหอสุรามรกตไว้หมดแล้ว พวกมันรู้ว่าเราอยู่ที่นี่!" หลี่ซ่านชะงักฝีเท้า ใบหน้าหล่อเหลาคมคายไม่ได้ฉายแววตื่นกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มหยันเย็นชาที่มุมปาก เขาก้มลงมองหอกในมือที่เปล่งประกายสีดำทมิฬรับกับแสงจันทร์สลัว "ดูเหมือนว่า... มีคนต้อนรับเราเร็วกว่าที่คิด" เขากระชับด้ามหอกในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาว ขณะที่เสียงฝีเท้าเบื้องนอกกำลังใกล้เข้ามาทุกที ประตูห้องพักถูกถีบพังทลายลงด้วยแรงมหาศาล เผยให้เห็นเงาร่างในชุดองครักษ์สีแดงเข้มพร้อมกระบี่เปลือยฝักที่สะท้อนแสงไฟสังหาร ทว่า ท่ามกลางวงล้อมมรณะนั้น เงาร่างของบุรุษลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งกำลังก้าวผ่านกองกำลังองครักษ์เข้ามาอย่างเชื่องช้า ราวกับเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้าน ใบหน้าของมันถูกซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากอสูรยิ้มเยาะ และสิ่งที่ทำให้หัวใจของหลี่ซ่านกระตุกวูบจนแทบหยุดเต้น คืออาวุธที่อีกฝ่ายถืออยู่ในมือ... มันคือทวนเหล็กกล้าตระกูลหลี่... อาวุธที่ควรจะสูญหายไปพร้อมกับศพของท่านปู่ในวันที่ตระกูลล่มสลาย! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%