กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณผสมผสานกับกลิ่นอายจางๆ ของน้ำมันตะเกียง ทำให้บรรยากาศภายในห้องลับใต้หอตำราตระกูลหลี่หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยแผ่นเหล็ก
หลี่ซ่านไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่บุกรุกเข้ามา ปลายนิ้วเรียวยาวที่ผ่านการจับด้ามหอกมาอย่างโชกโชนยังคงลูบไล้ไปตามรอยสลักอักษรบนแผ่นหยกโบราณชิ้นนั้นอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคง ความเงียบงันภายในห้องนี้ถูกกัดเซาะด้วยเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของผู้มาเยือน ซึ่งยืนกอดอกพิงกรอบประตูกลด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับกำลังเดินชมสวนดอกไม้หลังบ้าน หาใช่การลักLอบเข้ามาในเขตหวงห้ามที่หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ศีรษะย่อมหลุดจากบ่า
"หากเจ้าคิดว่าการซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบมืดมิดเช่นนี้ จะช่วยให้ความจริงที่แปดเปื้อนเลือดของตระกูลหลี่จางหายไปได้ ข้าเกรงว่าท่านทายาทคนสุดท้ายคงต้องคำนวณใหม่เสียแล้วล่ะกระมัง"
เสียงหวานใสแต่ทว่ากังวานกังสดาลเอ่ยขึ้น ทลายความเงียบงันลงโดยสิ้นเชิง ไป๋จูไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวต่อบรรยากาศกดดันรอบตัวแม้แต่น้อย ดวงตาดอกท้อคู่คมกวาดตามองกองเอกสารลับที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง ก่อนจะมาหยุดนิ่งที่ใบหน้าด้านข้างของหลี่ซ่านซึ่งถูกอาบไล้ด้วยแสงสีส้มสลัวจากเปลวไฟ
หลี่ซ่านชะงักปลายนิ้วที่กำลังสัมผัสแผ่นหยก เขายังคงนิ่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ ราวกับต้องการทดสอบความอดทนของหญิงสาว ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย แววตาคู่คมกริบดั่งคมหอกซ่อนเร้นประกายความเย็นเยียบที่พร้อมจะปลิดชีพสิ่งมีชีวิตทุกเมื่อที่ขยับเข้าใกล้
"ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่สตรีจากวังหลังควรจะก้าวเข้ามาเหยียบย่าง แม่นางไป๋... หรือว่าข่าวลือเรื่องความฉลาดเป็นกรดของเจ้า เป็นเพียงแค่คำเยินยอจอมปลอมที่ทำให้คนโง่เขลาวิ่งมาหาความตายด้วยความสมัครใจกันแน่" หลี่ซ่านเอ่ยน้ำนิ่งเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบราวกับใบมีดที่เคลือบยาพิษ
ไป๋จูหัวנסเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก ทว่าดวงตากลับพินิจพิเคราะห์ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่ลดละ นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานทีละน้อย ส้นรองเท้าปักลายหรูหรากระทบกับพื้นไม้จนเกิดเสียงดังสะท้อนก้องในความเงียบ
"ความตายรึ? น่าขันสิ้นดี..." ไป๋จูหยุดยืนห่างจากโต๊ะเพียงช่วงแขน นางเอื้อมมือเรียวขาวราวหยกสลักหยิบม้วนคัมภีร์เก่าคร่ำคร่าขึ้นมาพลิกดูผ่านๆ "ข้าไม่ได้เดินทางมาที่นี่เพื่อเอาชีวิตมาทิ้ง แต่ข้ามาเพื่อยื่นเส้นทางรอดเดียวที่เหลืออยู่ให้กับท่าน... หลี่ซ่าน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการเก็บตัวเงียบอยู่ในซากปรักหักพังนี้ จะปกป้องความลับเรื่องตราประทับพยัคฆ์ทมิฬที่หายไปเมื่อสิบปีก่อนได้?"
ร่างของหลี่ซ่านกระตุกวูบเล็กน้อย แม้ใบหน้าจะยังคงรักษาความเรียบเฉยไว้ได้ราวกับรูป1สลักหิน แต่กล้ามเนื้อบริเวณกรามกลับนูนเด่นขึ้นมาด้วยแรงขบกรามแน่น ประกายตาในความมืดวับวามขึ้นมาราวกับสัตว์ป่าที่ถูกลูบคม
บรรยากาศภายในห้องลดฮวบลงจนแทบหายใจไม่ออก แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายหนุ่มโดยอัตโนมัติ ไป๋จูรับรู้ได้ถึงความอันตรายที่พุ่งเข้าใส่ตัว แต่นางเพียงแค่ปรายตามองกลับด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น ไม่ถอยหลังหนีแม้แต่ครึ่งก้าว
"เจ้าพูดถึงเรื่องอะไร ข้าไม่เข้าใจ" หลี่ซ่านเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความระแวดระวังขั้นสูงสุด
"ไม่ต้องแสร้งทำเป็นโง่เขลาหรอก มันน่าสมเพชเกินกว่าจะมอง" ไป๋จูวางม้วนคัมภีร์ลงที่เดิม นางโน้มตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าห่างจากหลี่ซ่านเพียงคืบ กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกเหมยขาวลอยปะปนกับกลิ่นอับของตำรา "ตระกูลหลี่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ เพราะมีผู้ต้องการแย่งชิง 'คัมภีร์หอกสลักใจ' และตราประทับพยัคฆ์ทมิฬ... และตอนนี้ เอกสารชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการสังหารล้างตระกูลเมื่อสิบปีก่อน กำลังจะตกไปอยู่ในมือของเสนาบดีจ้าวภายในสามวัน"
หลี่ซ่านนิ่งงังไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงที่ยากจะเก็บซ่อน ข้อมูลนี้... แม้แต่เงาข่าวกรองของเขาก็เพิ่งจะสืบทราบเมื่อไม่นานนี้ เหตุใดสตรีในวังหลังผู้นี้จึงล่วงรู้ถึงแก่นแท้ของปัญหาได้รวดเร็วยิ่งกว่าเงาพายุมรกต?
"เจ้าเป็นใครกันแน่..." หลี่ซ่านกัดฟันถาม น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความสงสัยระคนระแวง เขายื่นมือขวาไปกุมด้ามหอกสีนิลที่วางพิงอยู่ข้างกายโดยสัญชาตญาณ ปลายนิ้วสัมผัสความเย็นเยียบของเหล็กกล้า พร้อมจะกระชากมันออกมาปลิดชีพผู้หญิงตรงหน้าได้ทุกเมื่อ หากคำตอบที่ได้รับไม่เป็นที่น่าพอใจ
ไป๋จูเหลือบมองมือที่กุมด้ามหอกของเขา รอยยิ้มบนมุมปากลึกซึ้งขึ้น นางไม่ได้หวาดกลัวความตายที่จ่ออยู่ตรงหน้าแม้แต่น้อย กลับกัน นางยกมือขึ้นแตะปลายหอกเบาๆ อย่างไม่เกรงกลัวคมมีด
"ข้าก็คือคนที่จะช่วยให้เจ้าลากคอฆาตกรที่แท้จริงขึ้นมาลานประหารอย่างไรล่ะ" ไป๋จูเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาจริงจังไร้ซึ่งความล้อเล่น "แต่ก่อนอื่น... เจ้าต้องตอบตกลงข้อเสนอของข้าเสียก่อน"
ขณะที่หลี่ซ่านกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธหรือเค้นความจริงเพิ่มเติมนั้นเอง...
*ตึง!*
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบชีวิตดังขึ้นอย่างเร่งรีบที่โถงทางเดินด้านนอก ตามมาด้วยเสียงตะโกนก้องด้วยความตกใจขององครักษ์เฝ้าประตู
"แย่แล้ว! มีคนบุกรุก! จุดไฟเผาหลังคาด้านตะวันตกแล้ว!"
หลี่ซ่านและไป๋จูหันขวับไปมองประตูทางเข้าพร้อมกัน ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง แสงไฟสีส้มฉานสว่างวาบขึ้นลอดผ่านรอยแตกของประตูไม้ พร้อมกับกลิ่นควันไฟที่เริ่มลอยตลบอบอวลเข้ามาภายในห้องลับ
ไป๋จูหันกลับมามองหลี่ซ่าน สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที "ดูท่าทาง... ข่าวการมาที่นี่ของข้า จะรั่วไหลเร็วกว่าที่คิดเสียแล้วกระมัง"
หลี่ซ่านผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายสูงใหญ่แผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างไร้ความปรานี เขากระชากด้ามหอกสีนิลขึ้นมาพาดบ่าอย่างคล่องแคล่ว แววตาดุดั่งพญาอินทรีย์กวาดมองไปรอบห้องก่อนจะหันมามองหญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
"ถ้าออกไปทางประตูตอนนี้ เจ้ากับข้าจะได้กลายเป็นผีเฝ้ากองเพลิงด้วยกันทั้งคู่..." หลี่ซ่านกล่าวเสียงเยียบเย็น ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปใกล้ไป๋จูจนระยะห่างแทบไม่เหลือ "จับชายเสื้อของข้าไว้ให้แน่น... ถ้าไม่อยากตายศพไม่สวย"
ไป๋จูเม้มริมฝีปากแน่นชั่วพริบตา ก่อนที่เสียงฝีเท้าด้านนอกจะพังทลายประตูไม้เข้ามาพร้อมกับประกายแสงดาบวับวับ ทว่า ในจังหวะที่หลี่ซ่านกำลังจะเหวี่ยงหอกเปิดทางหนีไปยังทางลับใต้ดินนั้นเอง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเงาดำร่างหนึ่งที่ยืนถือคบเพลิงอยู่ตรงหน้าต่างห้องลับ... เป็นเงาร่างที่เขาจำได้ไม่มีวันลืม เป็นคนเดียวกับที่เคยสั่งสังหารครอบครัวของเขาเมื่อสิบปีก่อน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 3
ประกายไฟในกองฟาง
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!