เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 29

เผชิญหน้าองค์ชาย

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
คมดาบเจ็ดเล่มสะท้อนแสงจันทร์วับวาววาดผ่านความมืดมิดเข้ามาพร้อมๆ กัน เป้าหมายไม่ใช่การปลิดชีพ แต่เป็นการพันธนาการ หลี่ซ่านไม่แม้แต่จะกะพริบตา ความเย็นเยียบของคมเหล็กที่จ่อเข้าที่ลำคอและข้อต่อสำคัญทั้งสี่ด้านไม่ได้ทำให้ชีพจรของชายหนุ่มเต้นเร็วขึ้นแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั้นยังคงนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ขณะที่ไป๋จูซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังขยับกายเข้ามาใกล้เพียงครึ่งก้าว แขนเสื้อกว้างซ่อนกลไกหน้าไม้พิษที่พร้อมลั่นไกได้ทุกเมื่อ หากพวกมันแสดงเจตนาคุกคามที่ล้ำเส้นกว่านี้ "ตระกูลหลี่… ช่างเป็นพวกที่ตายยากตายเย็นเสียจริง" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากความมืดนอกหน้าต่าง เงาร่างหนึ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างเชื่องช้า รองเท้าหนังปักดิ้นทองเหยียบย่างลงบนพื้นไม้จนเกิดเสียงดังชัดเจนในความเงียบ อาภัพแพรไหมสีม่วงเข้มปักลายมังกรห้าเล็บ บ่งบอกสถานะสูงส่งเกินกว่าที่สามัญชนจะกล้าสบตา องค์ชายสาม 'จ้าวหย่งเฉิน' แย้มสร้อยยิ้มบางๆ บนพระพักตร์ ทว่าแววตากลับไร้ซึ่งความอบอุ่น เป็นรอยยิ้มของนักล่าที่กำลังมองดูเหยื่อดิ้นรนในกรงขัง หลี่ซ่านประสานมือคารวะตามธรรมเนียมอย่างไม่รีเวลาร้อนใจ "กระหม่อมไม่คิดว่าการเข้าพบองค์ชายสาม จะต้องผ่านการทดสอบฝีมือจากองครักษ์เงาหลวงเช่นนี้" "เจ้าเข้าใจผิดแล้ว หลี่ซ่าน" จ้าวหย่งเฉินโบกพระหัตถ์เบาๆ องครักษ์ทั้งสิบจึงลดคมดาบลงพร้อมเพรียงกันราวกับนัดหมาย แต่ไอร้อนจากจิตสังหารยังคงอบอวลอยู่ในห้องพักแคบๆ นี้ "นี่ไม่ใช่การทดสอบ… แต่เป็นการแสดงความยินดีที่เจ้ายังมีชีวิตรอดจากคดีสะเทือนขวัญที่สำนักตรวจสอบเมื่อวานต่างหาก" บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดขึ้นจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ หลี่ซ่านลอบสำรวจพระพักตร์ขององค์ชายผู้ทะเยอทะยานผู้นี้ ทุกก้าวที่จ้าวหย่งเฉินเดินเข้ามาใกล้ คือการกดดันทางจิตวิทยาที่ผู้มีจิตใจไม่มั่นคงย่อมต้องทรุดเข่าลงคารวะ แต่ทายาทตระกูลหลี่กลับยืนหยัดตรงราวกับหอกเหล็กที่ปักกลปฐพี "กระหม่อมเป็นเพียงคนไร้ค่าที่หลบหนีโทษทัณฑ์ เกรงว่าจะไม่คู่ควรกับการใส่ใจจากองค์ชาย" หลี่ซ่านกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความหวาดกลัว "คนไร้ค่าหรือ?" จ้าวหย่งเฉินหัวเราะในลำคอ พระเนตรคมกริบกวาดมองสำรวจชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า "คนที่สามารถไขปริศนาคดีตราประทับหยก และทำให้ตาเฒ่าฝานแห่งกรมอาญาต้องยอมจำนนต่อหลักฐาน… เจ้าคิดว่าคนเช่นนี้ยังเรียกʽคนไร้ค่าʼ ได้อยู่อีกหรือ หลี่ซ่าน? หรือเจ้ากำลังดูถูกสติปัญญาของเรากันแน่" ไป๋จูที่ยืนหลบมุมมืดขยับตัวเล็กน้อย ส่งสัญญาณเตือนผ่านการเคาะนิ้วเบาๆ ที่ชายเสื้อ หลี่ซ่านรับรู้ได้ทันทีว่าสถานการณ์กำลังบีบให้เขาต้องเลือก ระหว่างการยอมจำนนเพื่อรักษาชีวิต หรือการเดินหน้าเดิมพันด้วยหมากตานี้ "กระหม่อมมิกล้า" หลี่ซ่านเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์โดยตรง "หากองค์ชายเสด็จมาด้วยตนเองในยามวิกาลเช่นนี้ คงไม่ใช่เพื่อมาต่อว่ากระหม่อมเรื่องคดีความเก่าๆ กระมังพ่ะย่ะค่ะ มีสิ่งใดที่องค์ชายทรงต้องการจากคนตระกูลหลี่ผู้นี้ โปรดรับสั่งตรงๆ เถอะพ่ะย่ะค่ะ" จ้าวหย่งเฉินชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนพระพักตร์จางหายไปแทนที่ด้วยความจริงจัง พระองค์ทรงก้าวเข้าไปประชิดหลี่ซ่านจนได้กลิ่นหอมจางๆ ของกำยานชั้นดีจากฉลองพระองค์ "เจ้าเป็นคนฉลาด หลี่ซ่าน และเราชอบคนฉลาด" องค์ชายสามตรัสด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ "ราชสำนักกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เสด็จพ่อทรงพระประชวรเรื้อรัง ขุนนางฝ่าย The Grand Secretariat แบ่งเป็นสองฝั่่งอย่างชัดเจน และตระกูลไป๋… รวมถึงตระกูลเก่าแก่อีกหลายตระกูลกำลังรอจังหวะโค่นล้มเรา" จ้าวหย่งเฉินทอดพระเนตรไปยังนอกหน้าต่าง ที่ซึ่งแสงจันทร์สาดส่องลงมายังหลังคาเรือน "เราต้องการดาบ… ดาบที่คมพอจะตัดหัวพวกหนอนแมลงที่คอยกัดกินราชบัลลังก์ และดาบเล่มนั้นต้องเป็นดาบที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของกฎเกณฑ์เดิมๆ" พระองค์หันกลับมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลี่ซ่าน "ตระกูลหลี่ถูกทำลายด้วยความอยุติธรรม เจ้าอยากได้ความยุติธรรมคืนมาหรือไม่? เจ้าอยากเห็นหน้าคนที่ใส่ร้ายบิดาของเจ้ากราบกรานแทบเท้าเจ้าบนท้องพระโรงไหม?" คำถามนั้นหนักหน่วงราวนำภูเขามาทกดทับหน้าอก ปมความแค้นในอดีต ภาพวันที่กองเพลิงเผาผลาญคฤหาสน์ตระกูลหลี่ และเสียงร่ำไห้ของมารดาผุดขึ้นมาในห้วงคำนึงราวกับภาพฉายซ้ำ ทว่าหลี่ซ่านยังคงรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย "ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่กระหม่อมปรารถนาพ่ะย่ะค่ะ" หลี่ซ่านทูลตอบ น้ำเสียงนิ่งสนิทไร้ระลอกคลื่น "แต่กระหม่อมเกรงว่า… ดาบเล่มที่องค์ชายตรึงหาอยู่นี้ อาจจะย้อนกลับมาแทงพระองค์เองเข้าสักวัน หากผู้ถือครองไม่ระวังคมของมัน" จ้าวหย่งเฉินนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ "ดี! ตอบได้ดี! สมกับที่เป็นทายาทเลือดแท้ของแม่ทัพหลี่ผู้ล่วงลับ!" องค์ชายสามยกพระหัตถ์ขึ้นตบพระอังสาของหลี่ซ่านเบาๆ สองสามครั้ง ราวกับชื่นชมสหายสนิท มากกว่านักโทษหนีคดี "พรุ่งนี้เช้า จะมีราชโองการลับส่งตรงจากตำหนักบูรพา แต่งตั้งให้เจ้าเป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำกรมพิธีการ หน้าที่ของเจ้าคือการขุดคุ้ยบัญชีลับการคลังของเสนาบดีหลิน… ทำให้เราเห็นสิ ว่าฝีมือของเจ้าจะสมคำร่ำลือหรือไม่" จ้าวหย่งเฉินก้าวถอยหลังเตรียมจะเสด็จกลับ ทว่าก่อนที่พระองค์จะก้าวพ้นขอบประตู ก็ทรงหยุดชะงักและตรัสทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่ทำให้บรรยากาศกลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง "อ้อ… เกือบลืมไป อีกสามวันจะมีการประลองคัดเลือกองครักษ์ประจำพระองค์ มีคนผู้หนึ่งจากแดนเหนือเดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้ว และดูเหมือนว่า… เขาจะพก ʻหอกทมิฬʼ ที่ควรจะสูญหายไปพร้อมกับตระกูลของเจ้ามาด้วยนะ" สิ้นพระกระแสรับสั่ง ร่างของจ้าวหย่งเฉินและเหล่าองครักษ์เงาก็หายลับไปกับความมืดในชั่วพริบตา ทิ้งให้หลี่ซ่านยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ หอกทมิฬประจำตระกูลหลี่… ที่ควรจะฝังอยู่ใต้ซากศพของท่านพ่อเมื่อสิบปีก่อน เหตุใดจึงมาปรากฏอยู่ที่แดนเหนือได้? และใครคือผู้ที่ถือมันอยู่กันแน่? ไป๋จูรีบก้าวเข้ามาใกล้ สีหน้าของคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ซีดเผือกเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย "ซ่านหลี่… นี่มันหมายความว่าอย่างไร หรือว่า…" "ไม่ใช่แค่การทดสอบขององค์ชายแล้ว ไป๋จู" หลี่ซ่านเอ่ยตัดบท สายตาคมกราบมองออกไปนอกหน้าต่างที่บัดนี้แสงจันทร์ถูกเมฆหมอกหนาทึบเข้าบดบังจนมืดมิด "มีคนกำลังเล่นตลกกับอดีตของเรา และเป้าหมายที่แท้จริงของมัน ไม่ใช่แค่การลากฉันลงจากหลุมศพ… แต่อ.แต่มันกำลังจะลากเราทุกคนไปสู่หลุมศพพร้อมกัน" ประตูด้านนอกห้องพักส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ทั้งสองคนหันไปมองพร้อมกันด้วยสัญชาตญาณ ที่หน้าประตู มีรอยเลือดหยดหนึ่ง… สดๆ ร้อนๆ หยดลงบนพื้นไม้ทีละหยดอย่างเป็นจังหวะ ราวกับมีใครบางคนกำลังยืนรอต้อนรับพวกเขาอยู่ที่ระเบียงมืดมิดด้านนอกโดยที่ไม่มีใครรู้ตัวมาก่อนเลยแม้แต่น้อย! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%