เงาหอกสลักใจ•ตอนที่ 28

ปลายพู่กันคมกริบ

ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
หมึกสีชาดเข้มข้นหยดลงบนกระดาษสาเนื้อดี ส่งกลิ่นหอมจางของไม้กฤษณาและสนโบราณ หลี่ซ่านไม่เคยรู้เลยว่า บางครั้งตัวอักษรไม่กี่ตัวที่ถูกจรดด้วยปลายพู่กันคมกริบ จะมีน้ำหนักมากเสียยิ่งกว่าคมหอกนับพันเล่มที่จ่ออยู่บนคอหอย ความเงียบงันภายในห้องหนังสือยามราตรีนี้ช่างเยียบเย็น เสียดแทงกระดูกดำ ยิ่งเมื่อเขานึกถึงเงาร่างปริศนาหลังประตูสีแดงชาดของตำหนักชิงหลงในตอนที่แล้ว ความรู้สึกระแวดระวังก็พุ่งพล่านขึ้นมาดั่งคลื่นใต้น้ำ "ท่านแน่ใจหรือว่า บทความชิ้นนี้จะรอดพ้นจากสายตาขององครักษ์เสื้อแพรไปถึงพระเนตรได้?" เสียงของไป๋จูแหบพร่าเล็กน้อย นางนั่งอยู่เบื้องขวา แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องกระทบใบหน้าด้านข้างที่เต็มไปด้วยความกังวล นิ้วเรียวของนางกำลังฝนหมึกอย่างเชื่องช้า แต่มือกลับสั่นเทาเล็กน้อย—สัญญาณเตือนภัยที่หาได้ยากยิ่งจากสตรีผู้กุมข่าวลับครึ่งหนึ่งของเมืองหลวง หลี่ซ่านไม่ตอบทันที เขาค่อยๆ วางพู่กันขนกระต่ายป่าลงบนแท่นหยกขาว ดวงตาสีดำสนิททอดมองไปยังแผ่นกระดาษที่เพิ่งเขียนเสร็จ ตัวอักษรทุกตัวบิดม้วนอย่างทรงพลัง ราวกับมังกรที่กำลังดิ้นรนจะหลุดพ้นจากพันธนาการ มันไม่ใช่แค่บทความวิจารณ์การเมืองทั่วไป แต่มันคือ "ฎีกาเลือด" ที่ขุดคุ้ยรากเหง้าความเน่าเฟะของขุนนางกังฉินกลุ่มอำนาจเก่า ซึ่งมีสายสัมพันธ์โยงใยไปถึงบัลลังก์มังกรเบื้องบน "ถ้ามันไปไม่ถึง... ข้าก็คงไม่ต้องรอให้ใครมาพิพากษาในตำหนักชิงหลงหรอกครับ ไป๋จู" หลี่ซ่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่แม้แต่ความตายก็ไม่อาจสั่นคลอนได้ "แต่ข้าเชื่อว่า มันเดินทางไปถึงมือของพระองค์แล้ว... และเวลานี้ เบื้องหลังม่านไข่มุกนั้น คงกำลังเกิดพายุลูกใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน" ณ ท้องพระโรงชั้นในของพระราชวังหลวง บรรยากาศยามดึกสงัดถูกปกคลุมด้วยความกดดันชนิดที่ข้าราชบริพารและขันทีต่างพากันหมอบราบกับพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ฮ่องเต้อู่จงประทับนั่งบนพระแท่นมังกร พระเนตรคมกลาบกวาดมองแผ่นกระดาษในพระหัตถ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระโอษฐ์เม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ข้อความในบทความนั้นบาดลึกถึงขั้วหัวใจ มันมิใช่แค่การตำหนิระบบราชการ แต่มันคือการ "ถלากหนังหน้า" ของกลุ่มอำนาจที่พระองค์ทรงไว้ใจและพึ่งพามาตลอดหลายปี โดยใช้หลักฐานที่แน่นหนาจนดิ้นไม่หลุด "บังอาจนัก..." พระสุรเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความเงียบ ทำให้ขันทีเฒ่าหลินที่คอยรับใช้ถึงกับตัวสั่นเทา เขารู้ดีว่ายามที่พระองค์ทรงกริ้วจนไม่ตรัสเสียงดัง นั่นคือสัญญาณว่าศีรษะของขุนนางนับสิบกำลังจะหลุดจากบ่า "ฝ่าบาท..." ขันทีหลินกระซิบเสียงสั่น "ให้... ให้องครักษ์ไปกวาดล้างสำนักพิมพ์บูรพาเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?" "ช้าก่อน..." ฮ่องเต้อู่จงยกพระหัตถ์ขึ้นห้าม ดวงตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิด ลึกเข้าไปในพระเนตรคู่นั้นมีความหวาดระแวงระคนความทึ่ง "คนที่กล้าเขียนความจริงเหล่านี้ออกมา... มิใช่คนโง่เง่าที่อยากเอาคอมาทิ้งแน่นอน เจ้าดูสำนวนนี้สิ หลินกงกง มันช่างคุ้นเคยเสียเหลือเกิน..." พระองค์ทรงลุกขึ้นจากพระแท่น เสด็จไปหยุดยืนเบื้องหน้าบานหน้าต่างที่เปิดรับลมยามค่ำคืน สายพระเนตรมองทอดไปยังทิศทางของตำหนักชิงหลง—สถานที่ซึ่งถูกปิดตายจากโลกภายนอกมาเนิ่นนาน "หรือว่า... เขาจะยังไม่ตาย?" ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในพระราชหฤทัย ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาอย่างประหลาด หากทายาทตระกูลหลี่ผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ และอยู่เบื้องหลังบทความชิ้นนี้ นั่นหมายความว่าเกมการเมืองในราชสำนักกำลังจะเปลี่ยนขั้วอย่างถาวร ตัดกลับมาที่เรือนพักพิงลับของหลี่ซ่าน เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งตามรหัสที่นัดusหมาย ไป๋จูลุกขึ้นไปเปิดแง้มดู ก่อนจะหันกลับมามองหลี่ซ่านด้วยสีหน้าซีดเผือด นางไม่ได้เอ่ยวาจาใดๆ แต่หลี่ซ่านอ่านความหมายในแววตานั้นออกทันที ประตูห้องเปิดกว้างออก ปรากฏร่างของบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกซ่อนไว้ใต้เงาหมวกสานไผ่ กลิ่นอายความตายและกลิ่นฝนเจือจางลอยมาแตะจมูก บุรุษผู้นั้นก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผี ก่อนจะถอดหมวกออก เผยให้เห็นรอยแผลเป็นลากยาวตั้งแต่ขมับซ้ายลงมาถึงคาง หลี่ซ่านหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจเต้นแรงขึ้นสามจังหวะ แม้ใบหน้าจะยังคงความเยือกเย็นไว้ได้อย่างแนบเนียน "ท่านอาจารย์อู่..." หลี่ซ่านเอ่ยเรียกชื่อบุคคลที่ควรจะนอนสงบนิ่งอยู่ในสุสานหลวงเมื่อสิบปีก่อน "ข้าไม่คิดว่าท่านจะมารubสelด้วยตนเองเช่นนี้" บุรุษผู้มีแผลเป็นยิ้มเหี้ยมเกรียม มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นจับจ้องมองหลี่ซ่านด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ทั้งชื่นชมและเย้ยหยันในเวลาเดียวกัน "เจ้าเด็กโง่... เจ้าคิดว่าการเขียนบทความกระชากหน้ากากฮ่องเต้ จะทำให้ความแค้นของตระกูลหลี่ได้รับการชำระสะ้างอย่างนั้นรึ?" อาจารย์อู่แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเย็นเยียบ "เจ้ากำลังก้าวเข้าไปในกรงเล็บของพยัคฆ์โดยไม่รู้ตัว... และตอนนี้ คนที่รอพบเจ้ามิใช่ฮ่องเต้อู่จงในท้องพระโรง แต่เป็น 'เขา' ผู้ที่อยู่เหนือบัลลังก์มังกรมาตลอดกาลต่างหาก" สิ้นคำพูดนั้น หน้าต่างห้องพักก็ถูกแรงลมกระโชกจนเปิดผางออก พร้อมกับเงาร่างนับสิบที่พุ่งทะยานลงมาจากหลังคา ล้อมกรอบเรือนพักแห่งนี้ไว้ทุกด้านโดยไม่มีทางหนี! ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในเส้นทางอันมืดมนนี้ด้วยกันนะครับ — **ราชันย์หอกทมิฬ**
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาหอกสลักใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%