ความเงียบงันยามวิกาลมิใช่ความสงบสุข หากแต่เป็นสุสานที่รอเวลาฝังกลบความตาย
หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าสะท้อนแสงจันทร์สีนวล ย้อมทิวสนรอบเขตพำนักของศิษย์นอกสำนักให้กลายเป็นป่าสีเงินยวง บรรยากาศรอบกายกดทับลงมาจนแทบหยุดหายใจ คลื่นกระแสจิตเจตంటายอันแหลมคมนับสิบสายถูกแผ่พุ่งออกมาจากความมืดมิดอย่างไร้ซุ่มเสียง พวกมันคือเงาพ면พจน์จากนรก มือกุมกริชอาบยาพิษนิลกาฬที่พร้อมจะปลิดชีพเป้าหมายภายในคราเดียว
ไป๋เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้นที่รอวันชำระ...
เขายังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่า ๆ เบื้องหน้าโต๊ะน้ำชาที่เย็นชืด ราวกับไม่รับรู้ถึงภัยมุกมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ รัศมีพลังปราณในร่างถูกกดไว้จนแทบไม่เหลือร่องรอย ทว่าเส้นประสาททุกเส้นกลับตื่นตัวถึงขีดสุด ราวกับสัญชาตญาณของอสูรบรรพกาลที่หลับใหลมานับหมื่นปี
*ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ!*
เงาร่างทั้งแปดสายพุ่งทะยานแหวกอากาศเข้ามาพร้อมกัน ดุจพญาเหยี่ยวร่อนลงจากฟากฟ้า เป้าหมายคือจุดตายทั้งแปดแห่งบนร่างกายของไป๋เฉิน ไม่ว่าจะเป็นกระหม่อม ท้ายทอย หัวใจ และจุดตันเถียน กริชในมือของพวกมันอาบด้วยพิษสลายวิญญาณที่แม้แต่ผู้สำเร็จวิชาขอบเขตหลอมรวมลมปราณก็ยังต้องเลือดสาดกระเซ็นภายในสามลมหายใจ
พวกมันคือมือสังหารรับจ้างจากแดนประจิม ที่เฟิงเทียนฮ่าวทุ่มทุนมหาศาลจ้างวานมาเพื่อล้างบางเสี้ยนหนามชิ้นนี้ให้สิ้นซากในคืนเดียว
น่าเสียดาย... ที่เหยื่อผู้โง่เขลาในสายตาของพวกมัน แท้จริงแล้วคือมหาเทพกระบี่ผู้เคยเหยียบย่างผ่านซากศพของทวยเทพมาแล้วนับไม่ถ้วน!
ไป๋เฉินไม่แม้แต่จะขยับตัว เขาดีดีดนิ้วมือข้างขวาเบื้องหน้าเบสิคเบา ๆ
*เปรี้ยง!*
คลื่นพลังปราณสีชาดสายหนึ่งระเบิดออกมาจากปลายนิ้วราวกับอสนีบาตฟาดฟัน มันไม่ใช่ลมปราณธรรมดา แต่เป็น "เคล็ดวิชาอสูรโลหิตบรรพกาล" ที่ผสานเข้ากับจิตวิญญาณกระบี่ไร้ลักษณ์ แรงกดดันมหาศาลแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างในรัศมีร้อยวา อากาศรอบด้านบิดเบี้ยวจนเกิดเสียงคำรามต่ำ ๆ คล้ายเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายในป่าลึก
เวลาในสายตาของมือสังหารเหล่านั้นคล้ายถูกดึงให้ช้าลง ทันทีที่คลื่นพลังสีชาดกวาดผ่าน ร่างทั้งแปดที่กำลังพุ่งทะยานกลางอากาศก็พลันแข็งค้างราวกับรูปปั้นหิน
ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีแม้แต่โอกาสได้สะอื้นไห้
เงาร่างทั้งแปดร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องล่างพร้อมกัน เสียง "ตุบ ตุบ ตุบ" ดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกัน ความตายมาเยือนรวดเร็วยิ่งกว่าความคิด อวัยวะภายในและเส้นชีพจรของพวกมันถูกบดขยี้จนแหลละเอียดเป็นจุลด้วยกระแสลมปราณเพียงระลอกเดียวที่สะบัดออกไป เลือดสีดำคล้ำไหลทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด ย้อมผืนหญ้าสีเขียวขจีให้กลายเป็นทะเลเลือดกลิ่นคาวคละคลุ้ง
ไป๋เฉินค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า เขาก้าวเท้าเดินข้ามซากศพเหล่านั้นไปราวกับกำลังเดินชมสวนดอกไม้ในยามเช้า สายตาคมกริบกวาดมองศพไร้วิญญาณทีละร่างด้วยความเย็นชาไร้ก้นบึ้ง
วิชาสังหารของสำนักเงานภาหรือ? ช่างน่าขันสิ้นดี... ในสายตาของเขา พวกมันก็เป็นได้แค่ฝุ่นผงที่ถูกกวาดทิ้งด้วยปลายหางตาเท่านั้น
"บอกนายของเจ้า..." ไป๋เฉินพึมพำแผ่วเบากับความว่างเปล่า น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่เต็มไปด้วยจิตสังหารที่ทำให้อุณหภูมิรอบบริเวณลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งบาง ๆ เกาะตามใบไม้ "ว่าอีกไม่นาน... เราจะไปทวงหนี้เลือดที่มันติดค้างไว้ด้วยตัวเอง"
เขาใช้ปลายเท้าเขี่ยร่างไร้ลมหายใจของหัวหน้ามือสังหารให้หันหน้ามาทางทิศที่ตั้งของตำหนักประมุขสำนัก
การทิ้งซากศพไว้เช่นนี้ มิใช่เพียงแค่การประกาศสงคราม แต่มันคือคำเตือนที่ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด ว่าผู้ใดก็ตามที่กล้าชักดาบใส่เขา จุดจบเดียวที่มีคือความตายอย่างไร้ที่กลบฝัง
ไป๋เฉินสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง ร่างของเขากลายเป็นประกายแสงสีเงินจาง ๆหายลับไปในความมืด เหลือไว้เพียงกลิ่นอายความตายที่ยังคงคละคลุ้ง และซากศพแปดร่างที่ตั้งตระหง่านเป็นอนุสาวรีย์แห่งความหวาดกลัว
ทว่า... ในขณะที่ไป๋เฉินกำลังจะเร่งทะยานกลับไปยังเขตพำนักเพื่อโคจรพลังปราณเตรียมรับมือกับคลื่นพายุลูกถัดไป ฝีเท้าของเขากลับต้องชะงักกึก
เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่ง ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ ณ จุดที่ซากศพพวกนั้นนอนตายอยู่ กลิ่นหอมจาง ๆ คล้ายดอกเหมันต์ลอยละล่องมาแตะนาสิก ท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่อง ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งยืนสง่างามดั่งเทพเซียนจำศีล
นางคือ "หลี่ชิงฮั่น" ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งวังนภาไร้ลักษณ์ ผู้เยือกเย็นและงดงามดั่งหิมะพันปี
ดวงตาคู่งามดั่งหงส์มองซากศพเบื้องหน้าแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาประสานสายตากับไป๋เฉินที่ยืนอยู่บนกิ่งสนเบื้องบน มุมปากที่มักจะปิดสนิทอย่างไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับยกย่องขึ้นเล็กน้อยอย่างมีความหมาย
"เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจอีกแล้ว... ศิษย์น้องไป๋" น้ำเสียงไพเราะดั่งเสียงพิณสวรรค์เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน "แต่การสร้างศัตรูระดับนี้ในสำนักตอนนี้ ดูจะไม่ใช่ความคิดที่ชาญฉลาดนักกระมัง?"
ไป๋เฉินหรี่ตาลง มองสตรีตรงหน้าด้วยความระแวดระวังที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มลึกล้ำ
เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบคำใด หลี่ชิงฮั่นก็ก้าวเท้าเข้ามาใกล้เขาในระยะประชิด กลิ่นอายความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากตัวนาง แต่นัยน์ตากลับทอประกายบางอย่างที่ทำให้หัวใจของมหาเทพผู้ไร้ใจกระตุกวูบ
"แต่ไม่ต้องห่วง..." นางกระซิบเบา ๆ ริมฝีปากเรียวบางแทบจะแนบชิดกับใบหูของเขา จนไป๋เฉินสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันแผ่วเบาและเย้ายวน "เพราะศพของมือสังหารพวกนี้... ถูกคนของวังนภาไร้ลักษณ์เข้ามาจัดการลบเบาะแสต่อให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว"
รอยยิ้มของไป๋เฉินแข็งค้างไปชั่วขณะ
นี่นาง... เข้ามาสอดมือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน? และจุดประสงค์ที่แท้จริงของสตรีผู้เยือกเย็นผู้นี้ ที่ยอมเอาตัวเข้ามาร้องรำทำเพลงอยู่ท่ามกลางกองเลือดกับเขา คืออะไรกันแน่?
---
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงแห่งวิถีเซียนด้วยกันมา ณ ที่นี้นะครับ
วิถีเซียนพลิกฟ้า จารึกราชันย์บรรพกาล•ตอนที่ 9
คมดาบอาบโลหิตใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพลิกฟ้า จารึกราชันย์บรรพกาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!