ความกดดันระดับบรรพกาลไม่ได้เกิดขึ้นจากน้ำหนักของกาลเวลา หากแต่เกิดจากเจตจำนงอันบิดเบี้ยวของฟ้าดินที่พยายามบดขยี้วิญญาณทุกดวงที่กล้าอาจหาญเดินสวนกระแสวัฏสงสาร
เบื้องหน้าของไป๋เฉินคือซากประตูหินมหึมา สูงเสียดฟ้าจนยอดบดบังด้วยหมู่เมฆทมิฬและสายอัสนีสีเลือด อักขระโบราณนับล้านตัวสลักวนเวียนบนบานประตูราวกับดวงตานับล้านคู่กำลังจับจ้องมองทะลุปรุโปร่งเข้าไปถึงก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณ ทุกย่างก้าวที่เข้าใกล้ ไอสังหารและกลิ่นอายความตายจากสงครามยุคบรรพกาลยิ่งแผ่ซ่านเสียดแทงกระดูกดำ
"นี่คือ 'ประตูสวรรค์' ที่เหล่าผู้อาวุโสกล่าวขาน... ช่างเป็นเศษเสากระดูกที่ไร้ค่าสิ้นดีสำหรับการทดสอบจิตใจ"
ไป๋เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แววตาคมกริบดุจกระบี่ไร้ลักษณ์สะท้อนภาพเปลวเพลิงสีครามที่ลุกโชนอยู่ในนัยน์ตา ออร่าพลังปราณอสูรบรรพกาลรอบกายถูกกดขี่ไว้ภายใต้ผิวหนัง แต่แรงสั่นสะเทือนจากคลื่นพลังนั้นกลับทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยวเป็นรอยร้าว
ข้างกายเขา หลี่ชิงฮั่น ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งวังนภาไร้ลักษณ์ยืนหยัดอย่างสง่างาม อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องสายลมพัดโบกสะบัด แม้ความหนาวเย็นจากปราณน้ำแข็งพันปีจะแผ่ออกมาจากร่างนางจนหยาดน้ำค้างรอบบริเวณกลายเป็นผลึกแก้ว แต่ใบหน้าอันงดงามล่มเมืองกลับปรากฏหยาดเหงื่อกาฬผุดพรายบนหน้าผาก แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันของประตูบานนี้ไม่อาจมองข้ามได้แม้แต่น้อย
"ไป๋เฉิน... พลังของประตูนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทดสอบตบะพลังปราณ หากแต่มันกำลังอ่าน 'ความแค้น' และ 'ปมในใจ' ของผู้ก้าวผ่าน" หลี่ชิงฮั่นเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงด้วยความระแวดระวัง นางปรายตามองชายหนุ่มผู้เคียงข้างแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย "หากจิตใจของท่านมีช่องโหว่ แม้จะมีตบะขอบเขตราชันย์เทวะ ก็ย่อมหลงกลภาพลวงตาและถูกแผดเผาจนวิญญาณแตกดับ"
ไป๋เฉินไม่ตอบคำ เขาเพียงเหยียดยิ้มเยาะที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา
"ความแค้นหรือ? ปมในใจหรือ?" ไป๋เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ คลื่นเสียงนั้นทรงพลังราวกับเสียงคำรามของพญาอสูรบรรพกาลจนหินผารอบด้านสั่นสะเทือน "สำหรับข้า... อดีตมหาเทพผู้เคยเหยียบย่ำซากศพของทวยเทพมาแล้ว ปมในใจอันใดเล่าจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่ข้าต้องเห็นพวกมันลอยนวลอยู่เหนือวัฏสงสาร เฟิงเทียนฮ่าว... เจ้าสารเลวผู้นั้น และสวรรค์ที่ไร้ซึ่งความเมตตาแห่งนี้ ข้าจะใช้กระบี่เล่มนี้ผ่ามันให้ขาดเป็นสองท่อน!"
สิ้นคำพูด ร่างของไป๋เฉินก็ก้าวพรวดเข้าไปในรัศมิ์เขตอาคมของประตูสวรรค์ทันที!
*เปรี้ยง! โครม!*
ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นศิลาเบื้องหน้า โลกทั้งใบก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด อัสนีบาตฟาดผ่าลงมาจากฟากฟ้าอย่างไร้ความปรานี แรงกดดันมหาศาลกดทับลงบนไหล่ทั้งสองข้างราวกับแบกภูเขาค้ำฟ้าไว้ทั้งลูก ไป๋เฉินรู้สึกราวกับกระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นเอี๊ยด เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปาก แต่แววตาของเขากลับยิ่งทอประกายความดุดันและกระหายเลือดมากขึ้น
ภาพเบื้องหน้าบิดเบี้ยว กลายเป็นห้วงมิติแห่งความทรงจำอันเจ็บปวด
ร่างของเขาในชาติก่อนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางทะเลเลือด กลิ่นอายความตายคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ศิษย์น้องและสหายร่วมสำนักนับพันนอนตายเกลื่อนกลาด และเหนือร่างเหล่านั้นคือ 'เฟิงเทียนฮ่าว' ในชุดคลุมมารสีดำสนิท ถือกระบี่อาบโลหิตที่เพิ่งแทงทะลุหัวใจของเขา
"ไป๋เฉิน... ศิษย์พี่ใหญ่ผู้โง่เขลา เจ้าคิดว่าความภักดีจะช่วยให้เจ้าบรรลุวิถีเซียนเช่นนั้นหรือ? ฮ่าๆๆๆ! โลกใบนี้มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่กำหนดกฎเกณฑ์!" เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเฟิงเทียนฮ่าวสะท้อนก้องกังวานอยู่ในห้วงสำนึก มันคือภาพลวงตาที่เกิดจากจิตใต้สำนึกอันดำมืดและแรงอาฆาตแค้นที่สะสมมาข้ามภพข้ามชาติ
ภาพนั้นพยายามกัดกินจิตวิญญาณของไป๋เฉิน มันกระซิบกระซาบ ยั่วยุให้เขายอมจำนน ให้เขายอมรับความพ่ายแพ้ และจมดิ่งลงสู่ความสิ้นหวังอันเป็นนิรันดร์
ภายนอกประตู หลี่ชิงฮั่นมองดูร่างของชายหนุ่มที่หยุดนิ่งไป ดวงตาคู่สวยฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด นางเห็นปราณสีดำทมิฬพวยพุ่งออกมาจากร่างของไป๋เฉินเข้าโอบล้อมตัวเขาไว้ราวกับงูพิษ มันคือกิเลส ความแค้น และพลังมารที่กำลังกัดกินสติสัมปชัญญะของเขา
"ไป๋เฉิน... อย่าหลงกลมัน!" นางตะโกนก้อง แม้จะรู้ว่าเสียงของตนอาจส่งไปไม่ถึงอีกฝ่าย
ทว่า ในห้วงลึกแห่งจิตสำนึกที่กำลังถูกความมืดมิดกลืนกิน ไป๋เฉินกลับหลับตาลงช้าๆ ลมหายใจที่ติดขัดค่อยๆ กลับมาสม่ำเสมอ
เขายิ้ม... รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นและอำมหิต
"เจ้าคิดว่าภาพลวงตาของเศษสวะเช่นมัน จะสั่นคลอนหัวใจของข้าได้กระนั้นหรือ?"
ไป๋เฉินลืมตาขึ้น นัยน์ตาสيครามฉายแสงเจิดจ้าดุจดวงอาทิตย์แผดเผา ความกดดันทั้งหมดที่กดทับร่างอยู่ไม่เพียงแต่ไม่ทำให้เขาลุกขึ้นยืนไม่ได้ แต่มันกลับถูกพลังปราณอสูรบรรพกาลในร่างของเขาดูดกลืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตน!
เคล็ดวิชา 'กลืนกินฟ้าดิน' ทำงาน!
ร่างของไป๋เฉินแผ่รังสีดาบอันคมกริบออกมารอบทิศทาง จนภาพลวงตาของทะเลเลือดและเฟิงเทียนฮ่าวเริ่มสั่นไหวและปริร้าวราวกับกระจกที่ถูกค้อนทุบ
"ความแค้นไม่ใช่โซ่ตรวนที่ผูกมัดข้า... แต่มันคือเชื้อเพลิงที่จะแผดเผาพวกเจ้าให้เป็นจุลต่างหาก!"
*ตูมมม!*
คลื่นพลังระเบิดออกอย่างรุนแรงจนประตูหินโบราณสั่นสะเทือน อักขระนับล้านตัวบนบานประตูแตกสลายกลายเป็นผุยผง แรงสะท้อนจากการทำลายการทดสอบทำให้มิติรอบข้างเกิดรอยแยกสีดำสนิท ท่ามกลางเศษหินและฝุ่นควัน ไป๋เฉินก้าวเท้าเดินทะลวงผ่านประตูสวรรค์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลแต่ทว่าองอาจและน่าเกรงขามดุจราชันย์อสูรผู้หวนคืน
หลี่ชิงฮั่นลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางก้าวเข้าไปใกล้เตรียมจะกล่าวชื่นชม
ทว่า... ในวินาทีนั้นเอง บรรยากาศรอบกายก็พลันหนתเยือกและหยุดนิ่งสนิทอย่างไร้สาเหตุ
สายลมทั้งหมดหยุดพัด เสียงอัสนีบาตเงียบหาย ราวกับเวลาถูกแช่แข็ง
จากรอยแยกมิติสีดำสนิทที่ยังคงหลงเหลืออยู่หลังประตูสวรรค์ มีเงาร่างหนึ่งก้าวออกมาอย่างช้าๆ เงาร่างนั้นสวมชุดคลุมสีเงินปักลายดาราจักร ใบหน้าสวมหน้ากากกระดูกอสูรโบราณที่ยิ้มเยาะอย่างไร้ชีวิตชีวา
กลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น... เหนือล้ำยิ่งกว่าขอบเขตราชันย์เทวะเสียอีก!
"ไม่เลว... สมกับที่เป็นอดีตมหาเทพผู้ร่วงหล่น" น้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากใต้หน้ากากกระดูก "น่าเสียดายที่เส้นทางของเจ้า... จะต้องจบลงที่นี่"
ไป๋เฉินหรี่ตาลงทันที สัญชาตญาณนักฆ่าร้องเตือนภัยอย่างรุนแรงในรอบร้อยปี
*ช้ง!*
เสียงกระบี่ไร้ลักษณ์หลุดออกจากฝักสะท้อนก้องกังวาน ท่ามกลางความตึงเครียดที่แทบจะหยุดหายใจนี้เอง...
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีเซียนอันโดดเดี่ยวนี้ไปพร้อมกับข้า ลั่วอสูรหมื่นภูผา นะครับ
วิถีเซียนพลิกฟ้า จารึกราชันย์บรรพกาล•ตอนที่ 25
การทดสอบประตูสวรรค์
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพลิกฟ้า จารึกราชันย์บรรพกาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!