วิถีเซียนพลิกฟ้า จารึกราชันย์บรรพกาล•ตอนที่ 24

การพบกันของเหล่ามังกร

ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
“น้ำชาถ้วยนี้... เจือกลิ่นอายโลหิตของตระกูลหลี่เมื่อสามปีก่อนมากเกินไป เกรงว่าต่อให้ต้มด้วยหิมะพันปีบนยอดเขาอสูร ก็มิอาจชำระล้างความโสมมให้หมดสิ้นไปได้หรอกกระมัง” สุ้มเสียงราบเรียบแต่ทว่าเยือกเย็นดั่งสายน้ำจากขุมนรกแช่แข็งดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในศาลาเมฆาประจิม ณ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ร้อยกระบี่ ผู้คนนับร้อยที่นั่งรายล้อมอยู่โดยรอบต่างสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหวาดหวั่น ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะส่งเสียงหายใจดัง ทั่วทั้งบริเวณถูกกดทับด้วยเขตแดนพลังปราณที่มองไม่เห็น รัศมีกระบี่อันคมกล้าแผ่ซ่านออกมาจากร่างของบุรุษชุดขาวผู้หนึ่ง นัยน์ตาของเขาคมกริบดั่งประกายกระบี่ที่เพิ่งถูกชักออกจากฝัก บ่งบอกถึงการบรรลุวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ขั้นสูง เขาคือ ไป๋เฉิน... อดีตมหาเทพกระบี่ผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ ในยามนี้แม้จะอยู่ในขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์ แต่กลับสามารถบีบคั้นยอดฝีมือขอบเขตแก่นแท้สวรรค์จนเหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลังได้ด้วยเพียงวาจาเดียว “ไป๋เฉิน เจ้าอย่าได้ลำพองใจจนเกินไปนัก!” เสียงคำรามต่ำลอดไรฟันด้วยความโกรธเกรี้ยว ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของศาลา ปรากฏร่างของบุรุษหนุ่มรูปงามในชุดคลุมปักลายมฆาคราม ดวงตาคมกุญชรฉายแววอาฆาตมาดร้ายจนบิดเบี้ยว เฟิงเทียนฮ่าว... อดีตศิษย์พี่ผู้ทรยศและแย่งชิงทุกสิ่งไปจากไป๋เฉินในชาติภพก่อน ในยามนี้เขาได้รับการสืบทอดพลังมารฟ้าจากสำนักมารอเวจี กลิ่นอายความชั่วร้ายสีดำทมิฬพวยพุ่งรอบกายราวกับเปลวเพลิงโลกันตร์ “ลำพองใจ?” ไป๋เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างเย็นชา เขายังคงรินน้ำชาใส่จอกอย่างเชื่องช้า ท่าทางไม่สะทกสะท้านต่อจิตสังหารที่ถาโถมเข้ามา “ในสายตาของข้า เจ้าเป็นเพียงสุนัขรับใช้ที่โชคดีได้กินเศษเนื้อเดนจากตั่งสำนักมารเท่านั้น มีสิทธิ์อันใดมากล่าวคำว่าลำพองใจต่อหน้าข้า?” บรรยากาศรอบด้านพลระเบิดเสียงฮือฮาขึ้นทันที เหล่ายอดฝีมือรุ่นเยาว์จากขุมกำลังต่างๆ ต่างพากันจับตามองการปะทะกันครั้งนี้ด้วยความตื่นเต้น นี่คือการชุมนุมครั้งประวัติศาสตร์เพื่อคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติก้าวสู่แดนลับแลบรรพกาล แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าการพบกันของเหล่ามังกรและหงส์ฟ้าในครานี้ จะเปิดฉากด้วยการเชือดเฉือนคมกระบี่และวาจาร้ายกาจปานนี้ ทันใดนั้นเอง มวลอากาศเบื้องบนศาลาเมฆาประจิมก็พลันบิดเบี้ยว รัศมีแสงสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาปกคลุมทั่วบริเวณ อุณหภูมิลดฮวบลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา กลิ่นอายความเยือกเย็นอันสูงส่งและบริสุทธิ์ผุดผ่องแผ่ซ่านกดทับลงมา ทำให้แม้แต่เฟิงเทียนฮ่าวก็ยังต้องชะงักและเงยหน้าขึ้นมองด้วยความยำเกรง ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ปักลายหงส์เหมันต์ก้าวเดินออกมาจากความว่างเปล่า นางงดงามราวกับเทพเซียนหลุดออกมาจากภาพวาดโบราณ ดวงหน้าหวานล้ำแต่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ นัยน์ตาคู่คมกวาดมองผู้คนในศาลาด้วยความเฉยเมยราวกับมองมดปลวก นางคือ หลี่ชิงฮั่น... ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งวังนภาไร้ลักษณ์ ผู้ซึ่งแม้แต่บรรพบุรุษตระกูลใหญ่ยังต้องไว้หน้าสามส่วน นางก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะหยกของไป๋เฉิน สายตาที่เคยเย็นชาและไร้ระลอกคลื่นยามเมื่อทอดมองผู้อื่น กลับทอประกายอ่อนแสงลงวูบหนึ่งยามที่หยุดอยู่บนร่างของบุรุษชุดขาวผู้นั้น “ชาถ้วยนั้น... ข้าเป็นคนเตรียมให้ท่าน” หลี่ชิงฮั่นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานใสดุจระฆังแก้ว แต่ทว่าเย็นเยียบเสียจนผู้ฟังรู้สึกหนาวสะท้านถึงขั้วหัวใจ “หากเจ้าสุนัขตัวนั้นรังเกียจว่ามันเจือกลิ่นอายโลหิต... ข้าสามารถใช้กระบี่นภาไร้ลักษณ์ล้างบางตระกูลมันให้สะอาดหมดจดภายในหนึ่งกระบวนท่าได้เช่นกัน” คำพูดของนางเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยจิตสังหารที่แท้จริง! ทุกคนที่ได้ยินต่างพากันหน้าถอดสี ตระกูลหลี่ที่นางกล่าวถึง หาใช่ตระกูลเล็กๆ ไม่ หากแต่เป็นขุมกำลังใหญ่ระดับสี่ที่ทรงอิทธิพล แต่ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งวังนภาไร้ลักษณ์ผู้นี้กลับกล่าววาจาทำลายล้างตระกูลใหญ่ราวกับการเด็ดดอกไม้ใบหญ้า เฟิงเทียนฮ่าวใบหน้าเขียวคล้ำสลับขาวด้วยความแค้นเคือง เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน พลังมารฟ้าในกายคำรามฮึ่มฮั่มดั่งสัตว์ร้ายกระหายเลือด เขาย่อมรู้ดีว่าตนเองมิใช่คู่ต่อสู้ของหลี่ชิงฮั่นในยามนี้ แต่การถูกหยามเกียรติท่ามกลางสายตาของยอดฝีมือทั่วหล้าเช่นนี้ ทำให้ศักดิ์ศรีของศิษย์เอกสำนักมารอเวจีถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี “หลี่ชิงฮั่น! เจ้ากับไป๋เฉินช่างสมกันเสียจริง คนหนึ่งก็แค่เศษสวะตกอับ อีกคนก็คือนางมารเย็นชาไร้หัวใจ วันนี้ในงานชุมนุมมังกรเพลิง ข้าจะดูว่าพวกเจ้าจะยังปากกล้าได้อีกนานแค่ไหน!” เฟิงเทียนฮ่าวแค่นเสียงคำรามลั่นสะเทือนเลื่อนลั่น พร้อมกับสะบัดแขนเสื้อทะยานร่างออกไปจากศาลาเพื่อเตรียมรับมือกับการประลองที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า ไป๋เฉินมองตามเงาร่างของเฟิงเทียนฮ่าวที่หายลับไป มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและอำมหิต เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับหลี่ชิงฮั่นที่ยังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า “เจ้ามาสายนะ ชิงฮั่น” ไป๋เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย ซึ่งมีเพียงนางเท่านั้นที่จะได้รับฟัง “ข้าไปจัดการเศษสวะที่บังอาจส่งสายตาไม่สะอาดมามองท่านระหว่างทางมาต่างหาก” หลี่ชิงฮั่นตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะทรุดกายลงนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่แทบจะถล่นออกจากเบ้า ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะเข้าสู่ความสงบชั่วครู่ เสียงกลองศึกจากยอดเขาอึกทึกก็ดังสะทอนก้องฟ้า เมฆหมอกบนท้องนภาพลันเปลี่ยนเป็นสีเลือด มิติเบื้องบนแตกออกเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ เผยให้เห็นเงาร่างมหึมาของสัตว์อสูรบรรพกาลที่หลับใหลมานับหมื่นปี พร้อมกับพลังกดดันระดับราชาเซียนที่ถาโถมลงมาจนพื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น กระบี่ไร้ลักษณ์ในฝักของไป๋เฉินสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นอย่างรุนแรง ราวกับมันรับรู้ได้ถึงการมาเยือนของบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ามารฟ้า... ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีเซียนอันโดดเดี่ยวนี้ไปพร้อมกับข้า ลั่วอสูรหมื่นภูผา นะครับ
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพลิกฟ้า จารึกราชันย์บรรพกาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%