ความมืดมิดอันว่างเปล่าและบิดเบี้ยวนี้ คือภาพลวงตาที่หลอกลวงได้แม้กระทั่งจิตวิญญาณของผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมวิญญาณ แต่สำหรับไป๋เฉินแล้ว มันเป็นเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำอันไร้สาระจากยุคบรรพกาลที่ถูกนำมาปรุงแต่งใหม่เท่านั้น
"พวกเจ้าคิดว่าค่ายกลมายาทมิฬเก้าสวรรค์นี้ จะกักขังมหาเทพกระบี่เช่นข้าได้จริงหรือ..."
เสียงพึมพำของไป๋เฉินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ร่างกายผอมบางของเขาในยามนี้ถูกปกคลุมด้วยละอองแสงสีเลือดจางๆ นัยน์ตาคู่นั้นไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงความเย็นเยียบราวจับวางและความเหี้ยมเกรียมที่ถูกเก็บงกดไว้ภายใต้ความนิ่งสงบ
ณ ใจกลางค่ายกลมายา เฟิงเทียนฮ่าวซึ่งยืนอยู่บนแท่นศิลาเบื้องบน ส่งเสียงหัวร่อเย้ยหยันออกมาอย่างก้องกังวาน ร่างของมันถูกห่อหุ้มด้วยไอพญามารสีดำสนิท ท่าทางองอาจดุจราชันย์ผู้กุมชะตากรรมของสรรพสิ่ง
"ไป๋เฉิน! อย่าได้อาจหาญทำเป็นปากดีไปเลย! ค่ายกลนี้หล่อหลอมขึ้นด้วยโลหิตของยอดฝีมือหมื่นนายและจิตอาฆาตแห่งหุบเขานรกภูมิ ต่อให้เจ้ามีวิชากระบี่วิเศษปานใด สุดท้ายก็ต้องถูกภาพลวงตาเหล่านี้กัดกินวิญญาณจนแตกดับกลายเป็นปุ๋ยผงอยู่ดี ยอมจำนนเสียเถอะ แล้วข้าจะเมตตาไว้ชีวิตให้เจ้าได้ตายอย่างสงบ!"
น้ำเสียงของเฟิงเทียนฮ่าวเต็มไปด้วยความลำพองและเคียดแค้นชิงชัง ภาพอดีตที่เคยถูกไป๋เฉินเหยียดย่ำอยู่เบื้องล่างในสำนัก ย้อนกลับมาตอกย้ำให้มันกระหายเลือดมากยิ่งขึ้นไปอีก ในสายตาของมัน ไป๋เฉินในตอนนี้ก็เป็นเพียงปลาบนเขียงที่รอเวลาถูกแล่เนื้อเถือหนังเท่านั้น
ทว่า หลี่ชิงฮั่น ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจากเขตอาคม กลับมิได้มองสถานการณ์ด้วยความสิ้นหวัง นางในชุดขาวบริสุทธิ์ราศีนางเซียนจับต้องยาก ใบหน้างดงามราวกับแกะสลักจากหิมะพันปีฉายแววเคร่งเครียด ดวงตาคู่คมจ้องมองแผ่นหลังของชายหนุ่มไม่วางตา นางสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง—บางสิ่งที่กำลังตื่นขึ้นจากขุมนรกภายในร่างของไป๋เฉิน พลังที่แม้แต่กฎเกณฑ์ของฟ้าดินยังต้องสั่นสะท้อน
*พลังนั้น... มันคืออะไรกันแน่?* หลี่ชิงฮั่นขมวดคิ้วเล็กน้อย หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ
ภายในห้วงมิติมายา ภาพลวงตานับพันเริ่มพุ่งเข้ามาหาไป๋เฉินราวกับฝูงอสูรคลั่ง เงาร่างนับไม่ถ้วนถืออาวุธครบมือพุ่งตรงเข้ามาหมายจะฉีกกระชากเขาให้เป็นชิ้นๆ เสียงคำรามกึกก้องเสียดแก้วหู แรงกดดันมหาศาลกดทับลงบนบ่าของชายหนุ่มจนพื้นศิลาเบื้องล่างแตกร้าวเป็นทางยาว
ไป๋เฉินหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ลมปราณรอบตัวสงบนิ่งดุจผิวน้ำในยามวิกาล
ทันใดนั้นเอง!
ดวงตาของเขาก็ลืมโพลงขึ้น สีดำในนัยน์ตาถูกแทนที่ด้วยประกายแสงสีทองแดงเข้มข้น ร่างกายของไป๋เฉินพลันขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย เส้นเลือดสีแดงฉานปูดโปนขึ้นตามผิวหนังราวกับอสรพิษเพลิงที่กำลังเลื้อยพล่าน เสียงคำรามต่ำลึกราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายจากบรรพกาลดังสะท้อนออกมาจากลำคอของเขา
"กายาอสูรบรรพกาล... ขั้นที่สาม, เพลิงโลหิตผลาญสวรรค์!"
บูมมม—!
คลื่นพลังอัดแน่นระเบิดออกจากร่างของไป๋เฉินในรัศมีร้อยลี้ แรงระเบิดนั้นรุนแรงเสียจนมิติรอบด้านเกิดรอยร้าวสีดำราวกับกระจกที่กำลังแตกสลาย ภาพลวงตานับพันที่พุ่งเข้ามายังไม่ทันได้แตะต้องตัวเขา ก็ถูกคลื่นพลังอสูรแผดเผาจนกลายเป็นจุล สลายหายไปในอากาศธาตุราวกับหมอกควันยามเช้า
เฟิงเทียนฮ่าวที่ยืนอยู่บนแท่นศิลาถึงกับใบหน้าถอดสี รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมแข็งค้างอยู่บนใบหน้า แรงสะท้อนย้อนกลับจากค่ายกลที่ถูกทำลาย ทำให้มันกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
"เป็นไปไม่ได้! นั่นมันวิชาอะไรกัน! ค่ายกลมายาทมิฬเก้าสวรรค์ถูกทำลายลงแล้วหรือ?!"
ไม่เพียงแต่เฟิงเทียนฮ่าวเท่านั้น แม้แต่หลี่ชิงฮั่นยังต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความตกตะลึง นางมองแผ่นหลังของไป๋เฉินที่ในยามนี้แผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวราวกับจอมราชันย์อสูรผู้จุติลงมาสู่โลกมนุษย์ พลังปราณรอบตัวเขาบริสุทธิ์และทรงอำนาจจนกดดันให้ผู้คนแทบอยากคุกเข่าคำนับ
ไป๋เฉินก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าทีละก้าว พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนทุกครั้งที่เขาก้าวผ่าน รัศมีสีเลือดแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า เปลี่ยนเมฆขาวให้กลายเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต เขาเงยหน้าขึ้นมองเฟิงเทียนฮ่าวด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ราวกับกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่ง
"เฟิงเทียนฮ่าว... บัญชีหนี้ระหว่างเจ้ากับข้า ถึงเวลาต้องชำระแล้ว"
น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนบาดลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ ประดุจคำพิพากษาจากยมทูตที่ไม่มีผู้ใดอาจหลีกหนี
ทว่า ในวินาทีที่ไป๋เฉินกำลังจะทะยานร่างขึ้นไปปลิดชีพศัตรูคู่อาฆาต ท้องฟ้าเบื้องบนกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นเกลียวพายุขนาดยักษ์ สายฟ้าสีทองคำรามลั่นสนั่นหูพร้อมกับแรงกดดันระดับมหาเทพที่กดทับลงมาจนสรรพชีวิตในรัศมีพันลี้ต้องหมอบราบคาบศิลา
และท่ามกลางพายุสายฟ้าสีทองนั้น เงาร่างโปร่งแสงของบุคคลผู้หนึ่งก็ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกแห่งมิติ พร้อมกับเสียงหัวרויเย็นเยียบที่ทำให้วิญญาณของทุกคนต้องสั่นสะท้าน
"นึกไม่ถึงเลยว่า... ในดินแดนรกร้างเช่นนี้ จะยังมีผู้ที่สำเร็จวิชากายาอสูรบรรพกาลหลงเหลืออยู่..."
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีเซียนอันโดดเดี่ยวนี้ไปพร้อมกับข้า ลั่วอสูรหมื่นภูผา นะครับ
วิถีเซียนพลิกฟ้า จารึกราชันย์บรรพกาล•ตอนที่ 30
พลิกสถานการณ์ด้วยกายาเทวะ
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพลิกฟ้า จารึกราชันย์บรรพกาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!