โลหิต... รสชาติของมันช่างคุ้นเคย ย, งดงาม และเปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟัน
ไป๋เฉินมิได้ปาดคราบโลหิตที่มุมปากทิ้ง เขาปล่อยให้หยดเลือดสีชาดไหลรินผ่านคางโครงหน้าคมคาย ก่อนจะหยดลงสู่พื้นหินศิลาอัคนีเบื้องล่างจนเกิดเสียง "ฟ่อ" ดังขึ้น พร้อมกับกลุ่มควันสีดำจางๆ ที่ลอยพวยพุ่งขึ้นมา นี่คือพิษร้ายจากโอสถหนามโลหิตที่ตระกูลสาขาจงใจกรอกใส่ร่างของศิษย์สวะผู้นี้ เพื่อหวังให้เส้นชีพจรที่พิการอยู่แล้ว แหลกสลายกลายเป็นผุยผงไปตลอดกาล
ทว่า สำหรับวิญญาณของอดีตมหาเทพกระบี่ผู้ผ่านห้วงเวลาแห่งการฆ่าฟันมานับหมื่นปี พิษร้ายเหล่านี้เป็นเพียงเศษผงธุลีใต้ฝ่าเท้า!
"ฮ่าๆๆๆ... ดูเจ้านั่นสิ ยังคงนั่งทำหน้าโง่งมเหมือนหมาจนตรอกอยู่ได้!"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยอันน่ารำคาญดังขึ้นจากหน้าประตูเรือนพักผ่อนอันทรุดโทรม บ่าวรับสายตาเฉียบคมนาม 'จ้าวฮุ่ย' ยืนกอดอกพิงกรอบประตูด้วยท่าทางหยิ่งผยอง ในมือถือถาดอาหารที่มีเพียงข้าวต้มก้นหม้อแห้งกรังและผักเน่าๆ เขากวาดสายตามองไป๋เฉินด้วยแววตารังเกียจเดียดฉันท์ดั่งมองมดปลวกตัวหนึ่ง
"ไป๋เฉิน เจ้าขยะแห่งตระกูลไป๋ ประมุขสั่งมาว่า หากวันนี้เจ้ายังไม่สามารถลุกขึ้นไปแบกฟานหินที่ลานชำระจิตได้ ก็เตรียมตัวนอนเน่าตายอยู่ในเรือนนี้ได้เลย... อ้อ เกือบลืมไป เส้นชีพจรของเจ้ามันพิการไร้ค่าอยู่แล้ว ต่อให้คลานไม่ได้ ก็คงไม่ต่างอะไรจากศพเดินได้หรอกกระมัง!"
จ้าวฮุ่ยระเบิดเสียงหัวเราะลั่นอย่างสะใจ บรรดาบ่าวรับใช้คนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างพากันส่งเสียงสมเพชเวทนาตามมาเป็นระลอก คลื่นเสียงเหล่านั้นเต็มไปด้วยความดูแคลนและเหยียดหยาม
ทว่า ไป๋เฉินหาได้ชายตามองพวกมันแม้แต่น้อย
ดวงตาคมกริบทั้งคู่ปิดสนิท ลมหายใจเข้าออกยาวลึกและสม่ำเสมอ ราวกับเตาหลอมโบราณที่กำลังรumเร้าไฟโลกันตร์ภายใน ภายในห้วงสมองของเขา เวลานี้กำลังแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าไร้ขอบเขต ภาพของอดีตชาติที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดแห่งเก้าชั้นฟ้า ควงกระบี่พิชิตมารสะท้านโลกา ปรากฏขึ้นสลับกับความจริงอันโหดร้ายในร่างเนื้อที่อ่อนแอและผุพังนี้
"เส้นชีพจรพิการงั้นหรือ..." ไป๋เฉินรำพันกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทว่าก้องกังวานลึกซึ้งในจิตวิญญาณ "พวกมันช่างโง่เขลานัก มนุษย์โลกีย์ย่อมมองเห็นเพียงรูปกายภายนอก แต่ไหนเลยจะล่วงรู้ว่า... ความพิการที่แท้จริง คือการไร้ซึ่งปณิธานที่จะฝืนลิขิตฟ้าต่างหาก!"
สิ้นความคิด ร่างกายของไป๋เฉินพลันสั่นสะท้านขึ้นอย่างรุนแรง
ตู้ม!
เสียงระเบิดอื้ออึงดังขึ้นภายในห้วงทะเลปราณอันแห้งผากของเขา เคล็ดวิชาอสูรกลืนนภาเริ่มทำงาน! จิตวิญญาณอสูรบรรพกาลที่ถูกผนึกไว้ในห้วงลึกแห่งความทรงจำคำรามก้องสะท้านฟ้า ทันใดนั้น อุณหภูมิภายในห้องพักอันคับแคบก็พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ราวกับเตาหลอมโลหะนับร้อยเตาถูกจุดขึ้นพร้อมกัน อากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่นสีแดงฉาน
จ้าวฮุ่ยที่กำลังยืนหัวเราะเยาะอยู่พลันสะดุ้งเฮือก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง ร่างกายรู้สึกราวกับถูกกดทับด้วยภู Lahu ยักษ์นับหมื่นตันจนหายใจไม่ออก ความเย็นเยียบที่เสียดแทงกระดูกสันหลังทำให้มันต้องก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
"นะ... นานั่นมันอะไรกันวะ?" จ้าวฮุ่ยหน้าซีดเผือก เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้า ดวงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ณ วินาทีนั้น ไป๋เฉินค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ดวงตาคู่นั้น... มันไม่ใช่ดวงตาของเด็กหนุ่มผู้ไร้ค่าอีกต่อไปแล้ว! แต่มันคือเนตรของพญามารผู้เหนือกว่าสรรพชีวิต เป็นประกายแสงสีทองเจิดจ้าที่ผสมผสานกับความเลือดเย็นของกระบี่อาบโลหิต เพียงแค่กวาดสายตาผ่าน จ้าวฮุ่ยก็รู้สึกราวกับวิญญาณถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ
ไป๋เฉินค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ ทว่ามั่นคง ทุกย่างก้าวที่เขยิบเข้าหาประตูกลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนพื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าแตกละเอียดเป็นผุยผง ลมปราณสายสีดำทมิฬพวยพุ่งออกจากร่างของเขาอย่างดุร้าย ก่อตัวเป็นเงาร่างของอสูรบรรพกาลแยกเขี้ยวคำรามอยู่เหนือศีรษะ
"เจ้า... เจ้าว่าใครเป็นขยะนะ?" เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นแผ่วเบา แต่กลับดังก้องกังวานบาดลึกถึงขั้วหัวใจของทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น
"อ๊ากกก!" จ้าวฮุ่ยทนรับแรงกดดันไม่ไหว ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจนพูดไม่ออก ความเย่อหยิ่งจองหองเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบของการเอาตัวรอดที่กรีดร้องเตือนภัยว่า หากยังอยู่ตรงนี้ต่อไป มันจะต้องตายอย่างไร้ที่กลบฝังอย่างแน่นอน
ไป๋เฉินก้าวเท้ามาหยุดยืนอยู่ที่ธรณีประตู แสงอาทิตย์ยามสายส่องกระทบใบหน้าครึ่งซีกที่เปื้อนคราบโลหิต ขับเน้นให้เห็นรอยยิ้มมุมปากอันทรงเสน่ห์และความเหี้ยมเกรียมที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในได้อย่างชัดเจน
ในห้วงเวลาที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนแทบขาดใจนั้นเอง พลันมีเสียงปรบมือเบาๆ ดังขึ้นจากปลายทางเดินนอกเรือน
"แปะ... แปะ... แปะ..."
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาแต่ทรงพลังดังก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับเงาร่างในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายเมฆาเก้าชั้นที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มหมอกจางๆ กลิ่นอายความเย็นเยียบดั่งหิมะพันปีแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทำให้ไอความร้อนจากวิชาอสูรของไป๋เฉินต้องม้วนตัวกลับเข้าสู่ร่างโดยอัตโนมัติ
ไป๋เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย เมื่อสายตาปะทะเข้ากับสตรีผู้มาเยือน นางยืนอยู่ตรงนั้น... งดงาม สูงส่ง และเยือกเย็นราวกับเทพเซียนที่หลุดลอยมาจากแดนสรวงสวรรค์
และวาจาแรกที่นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสำนักนภาไร้ลักษณ์ ก็ทำให้แม้แต่อดีตมหาเทพกระบี่อย่างไป๋เฉิน ถึงกับต้องชะงักงันไปชั่วขณะ
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในมหากาพย์แห่งวิถีเซียนบทนี้ด้วยกันนะครับ
วิถีเซียนพลิกฟ้า จารึกราชันย์บรรพกาล•ตอนที่ 2
เคล็ดวิชาอสูรกลืนนภา
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีเซียนพลิกฟ้า จารึกราชันย์บรรพกาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!